ตอนที่ 36
อารามเซนพิสุทธิ์
ลมหวีดหวิวพัดผ่านร่างไร้สติของเสวี่ยหมิงที่กำลังตกร่วงลงสู่ก้นเหว แต่ไม่ทันที่จะตกกระทบพื้น ร่างไร้สติพลันถูกเกี่ยวห้อยเอาไว้ด้วยกิ่งไม้หยาบหนาที่ยื่นออกมาจากชะง่อนผา ติดห้อยอยู่อย่างนั้น
ระหว่างที่วิ่งห้อตะบึงแม้ภายนอกกำลังจะสิ้นสติ แต่ภายในกลับแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย พลังงานบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากดวงตาข้างซ้าย เสวี่ยหมิงพยายามฝืนจนสุดรั้ง เพราะรู้ดีว่าหากสิ้นสติไปอาจเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับคราที่อยู่ในห้องเช่าอีกครั้ง แต่สุดท้ายแม้ยังมิอาจหาที่ปลอดภัยเข้าสู่ภวังค์มิติลี้ลับ กลับหมดสติลงจนได้ แต่ยังนับว่าชะตายังมิถึงฆาต หมดสติตกลงในหุบเหวลึก ก็ยังหลุดรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แสดงให้เห็นว่าโชคชะตาหาได้โหดร้าย เพียงแต่มันบีบรัดและเคี่ยวเข็ญให้เด็กหนุ่มเติบใหญ่ขึ้นไปในทิศทางที่มันกำหนดเพียงเท่านั้น
เมื่อสติหลุดลอย เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปดังคาด เสวี่ยหมิงพลันรู้สึกตัวตื่นขึ้น แต่ไม่สามารถควบคุมบังคับสิ่งใดได้อีก เขาเพียงทำหน้าที่ผู้เฝ้ามอง และจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมิติลี้ลับนี้ แม้จะไม่เข้าใจว่ามิติปิดนี้เป็นมาอย่างไร แต่ตอนนี้เสวี่ยหมิงมั่นใจแล้วว่า หลังจากที่ดวงตาซ้ายดูดบางสิ่งออกจากร่างของศัตรูที่เขาสังหารแล้ว มีโอกาสที่เจ้ามิติเช่นนี้จะเปิดออกได้ทุกเมื่อ และแน่นอนว่าเสวี่ยหมิงต้องการจะใช้สมาธิจดจ่อ เพื่อจดจำทุกรายละเอียดในมิติปิดแห่งนี้ เขาจึงต้องการสถานที่ปลอดภัย ห่างไกลจากผู้รบกวนในยามที่เข้าสู่มิติเร้นลับนี้ เพราะเสวี่ยหมิงมั่นใจว่าเรื่องราวในมิติแห่งนี้ล้วนซุกซ่อนไว้ด้วยโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ ที่มิอาจพบเจอได้อีกเป็นครั้งที่สองในชีวิตนี้
...อารามเซนพิสุทธิ์
สิ่งก่อสร้างสงบเย็นดูแปลกตาสำหรับเสวี่ยหมิง อาคารใหญ่โตรูปทรงคล้ายวัดวาถูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย แลเจดีย์ใหญ่แปดเหลี่ยมตั้งตระหง่านกระจายอยู่ทั่วทุกจุด ยาวทอดไปที่เบื้องหน้านับร้อยนับพันหลัง จู่ ๆ ผู้คนก็พลันบินเหินออกมาจากอาคารที่พัก ทั้งชายหญิงล้วนใส่เสื้อผ้างดงามสีขาวปลอด ผู้คนส่วนใหญ่ถือไว้ด้วยศาสตราหลากหลาย บ้างเป็นพัด บ้างเป็นกระบี่ แต่ที่สะดุดตาของเสวี่ยหมิงมากที่สุดเห็นจะเป็นผู้ที่ดูโดดเด่นและอาวุโสที่สุดในกลุ่มคนเบื้องหน้า ชายผมขาวสยายปกถึงกลางหลัง คิ้วหงอกขาว ยาวจนพาดเลยติ่งหูลงมา แม้ผิวกายดูเหี่ยวย่น แต่ใบหน้ากลับอ่อนเยาว์ราวเด็กทารก จนมีรูปลักษณ์แปลกประหลาดขัดตา แต่อาวุธของชายผู้นี้กลับแปลกยิ่งกว่า เพราะในสายตาของเสวี่ยหมิงอาวุธของชายผู้นี้คือ...กระถางธูปสามขาอันใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย
...ในมิติแห่งนี้เสวี่ยหมิงทำได้เพียงชมดู แต่กลับไร้ซึ่งสำเนียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาให้รับฟัง มีเพียงความเงียบเท่านั้น ทำให้เมื่อเริ่มการต่อสู้ปะทะหักหาญ เสวี่ยหมิงจึงไม่ได้ยินเสียงดังรบกวนสมาธิแต่อย่างใด เขามองดู สังเกต และจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยสมาธิมุ่งมั่น หวังว่าเรื่องราวที่พบเจอจะจดจำให้ได้ทุกกระบวนความโดยมิมีตกหล่น
เวลาไหลผ่านไปอย่างเนินนาน และเนิบช้า...เลือดสาดกระเซ็น เปรอะเปื้อนชุดขาว ผู้คนมากมายล้วนตกตาย อารามใหญ่ เจดีย์สูงล้วนพังพินาศ แม้เห็นเพียงแค่ภาพ แต่เสวี่ยหมิงยังรู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่น่าสะอิดสะเอียน ความเจ็บปวด ความโกรธแค้น ความรันทดสิ้นหวัง ทุกความรู้สึกผสมปนเปกระเข้าใส่เสวี่ยหมิงอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เพราะต้องการอยู่ชมดูเรื่องราวทั้งหมด เสวี่ยหมิงจึงตั้งจิตมั่นไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ความรู้สึกที่กระแทกเข้าใส่ จวบจนกระทั่งเหลือผู้รอดชีวิตเพียงสองคน หนึ่งนั้นคือร่างที่เสวี่ยหมิงสถิตอยู่...สิ่งมีชีวิตผิวสีเทา กับชายรูปลักษณ์ประหลาดผู้ที่ใช้กระถางวิเศษสามขา
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยาวนาน แม้เสวี่ยหมิงจะชมดู แต่ล้วนไม่อาจเข้าใจวิชาท่าร่างของคู่ต่อสู้ ยิ่งสำหรับร่างที่เขาสถิตอยู่ ยิ่งไม่อาจรับรู้ใด ๆ ราวกับว่าเขาถูกกักขังอยู่ภายในภาชนะมีชีวิตมืดทึบ ที่เจาะรูเล็กเอาไว้ให้พอส่องมองออกไปเท่านั้น หาได้รู้เรื่องราวภายนอกว่าภาชนะมีชีวิตนั้นกำลังทำสิ่งใดอยู่
สุดท้ายอารามเซนพิสุทธิ์ก็ไม่เหลือผู้รอดชีวิตอีก ทุกคนล้วนตกตายสิ้น ความสงบเงียบเกาะกุมจิตใจของเสวี่ยหมิง เขาไม่รู้ว่าร่างที่จิตเขาเข้ามาสถิตอยู่นั้นเป็นใคร แต่รู้เพียงว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่งกาจอย่างที่ไม่อาจหาคำใดมาอธิบายได้ แถมโหดเหี้ยมอำมหิตไม่ด้อยไปกว่าฝีมือของมันเลย
หลังจากทุกชีวิตจบสิ้น ชายผิวสีเทาก็เหาะตรงไปยังโดมเตี้ยสีทองที่อยู่ใจกลางของสิ่งก่อสร้างทั้งหมด รอบ ๆ โดมมีอาคมอักขระอันแข็งแกร่งป้องกันอยู่หลายชั้น แต่ไม่อาจถ่วงเวลาของชายผิวสีเทาได้แม้เพียงเสี้ยววินาที มันทะลุผ่านม่านป้องกันไปราวกับเดินผ่านอากาศธาตุ
โดมสีทองไม่มีประตูทางเข้า แต่หาใช่ปัญหา เพียงแค่หมัดเดียวที่ออกจากร่างสถิต ผนังของโดมทองก็ถูกเจาะเป็นรูใหญ่ ภาพวาดฝาผนังต่าง ๆ ภายในโดมสีทองล้วนวิจิตรงดงาม ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเสวี่ยหมิง แม้จะน่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งของภายในห้องล้วนน่าสนใจยิ่งกว่า กระถางธูปรูปแบบเดียวกับที่ชายรูปลักษณ์ประหลาดใช้ แต่มีขนาดใหญ่กว่าตั้งอยู่ที่ใจกลางโดม ชายชุดเทาเพียงมองดู ความรู้สึกพอออกพอใจก็พวยพุ่งปะทุขึ้น แต่มันหาได้เดินเข้าไปหยิบจับกระถางใหญ่ในทันที มันเพียงตรงไปยังแท่นวางสีทองที่เบื้องหลัง
...แท่นวางตำราสีทอง ปรากฏตำราวิเศษวางอยู่สองเล่ม เล่มแรกเขียนเอาไว้ว่า...ทักษะหลอมวิญญาณ ทันทีที่ชายชุดเทาเปิดอ่าน เนื้อความเคล็ดวิชาพลันพวยพุ่งเข้าใส่จิตสมาธิของเสวี่ยหมิงจนสติแทบจะหลุดลอย ยังดีที่ครานี้เสวี่ยหมิงเตรียมตัวมาอยู่ก่อน จึงยังพอฝืนทนแรงกระแทกอยู่ได้
ชายชุดเทาเก็บตำราเล่มนั้นเข้าไปในแหวนมิติของตัวมัน ก่อนที่จะหยิบตำราอีกเล่มขึ้นมาชมดู...ทักษะกลั่นโอสถ ครานี้เคล็ดวิชาหาได้พวยพุ่งเข้าสู่จิตของเสวี่ยหมิงอีก ทำให้เสวี่ยหมิงที่ตั้งหน้ารอรับการกระแทกของจิตไม่อาจทำอย่างไรได้ ถึงแม้เคล็ดความในตำราจะไม่ได้ถ่ายทอดเข้าสู่จิตโดยตรงเช่นวิชาอื่น ๆ แต่เสวี่ยหมิงเองเป็นผู้ที่มีความจำเป็นเลิศอยู่แล้ว ทำให้เมื่อชายชุดเทาเปิดอ่านตำรากลั่นโอสถอย่างช้า ๆ ทีละหน้าจนถึงหน้าสุดท้ายก่อนที่มันจะเผาทำลายตำราทิ้งไป เสวี่ยหมิงก็สามารถจดจำเคล็ดความในตำราได้เกินกว่าเจ็ดในสิบส่วน ซึ่งก็ถือว่ามากพอที่จะนำไปฝึกฝนใช้งาน แต่เพราะการจดจำเช่นนี้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงของจิตสมาธิเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เมื่อร่างสถิตเคลื่อนไปยังกระถางยักษ์ตรงกลาง แต่ยังไม่ทันจะเปิดออกดู เสวี่ยหมิงก็พลันถูกสลัดหลุดออกมาเสียก่อน
.
.
.
เมื่อเสวี่ยหมิงฟื้นตื่นขึ้น พบว่าตัวเองตกห้อยอยู่กับกิ่งไม้ใหญ่ ที่เบื้องล่างอีกราวยี่สิบวาเป็นทุ่งหญ้ารกชัฏ เสวี่ยหมิงจึงตัดสินใจกระโดดลงไป ก่อนจะทดลองเคลื่อนไหวขยับกาย ก็พบว่าร่างกายแม้ยังอ่อนเพลียอยู่มาก แต่หาได้มีบาดแผลสาหัสใด ๆ หลงเหลือ บาดแผลผิวกายต่าง ๆ ก่อนหน้าล้วนสมานจนกลายเป็นสะเก็ดหมดสิ้นแล้ว จนกระทั่งเสวี่ยหมิงแหงนหน้ามองขึ้นไปยังเบื้องบน ถึงได้รับรู้ว่าตนเองได้รอดพ้นสถานการณ์เฉียดตาย จากการที่ตกลงมายังหุบเหวลึกไร้ก้นเยี่ยงนี้มาอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เพราะกลัวความทรงจำจะลบเลือน ไม่มีเวลาให้สูญเสียเพิ่มเติม เสวี่ยหมิงจึงลงมือขีดเขียนตำราปรุงกลั่นที่จดจำเอาไว้ได้ออกมาเสียก่อนที่จะหลงลืมไปมากกว่าเดิม