ภาพตรงหน้าของซูเจินแปลกไป นางมองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก แต่ตัวนางยังเป็เด็กอยู่เช่นเดิม เพียงแต่นางสามารถเดินไปอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังพูดได้ชัดเจน
แต่ก่อนที่นางจะสงสัยไปมากกว่านี้ ก็มีทูตตัวน้อยปรากฏตรงหน้านาง
“คารวะนายหญิงแห่งมิติ”
“ข้ารึ” ซูเจินชี้ไปที่ตัวนาง
“เ้าค่ะ ข้าคือทูตที่ดึงตัวท่านมาที่มิตินี่”
“เ้าจะบอกว่า เ้าคือดอกไม้ดอกนั้นรึ”
“เ้าค่ะ”
“แล้วเ้าพาข้ามาเพื่ออันใด”
“อีกไม่กี่ปีข้างหน้า แคว้นต้าเยี่ยนจะเกิดภัยแล้ง ต้นไม้เกือบทั้งหมดจะตายลง สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย ต่างล้มตาย สูญพันธุ์ จนสิ้น มีเพียงท่านที่มองเห็นข้า ข้าจึงได้พาท่านมาช่วยเ้าค่ะ”
“แล้ว แล้วข้าจะทำได้หรือ”
“มือของท่านมีความลับมากกว่าที่ท่านรู้ ท่านไม่เพียงสื่อสารกับสัตว์ทุกชนิดได้ แต่มือของท่านจะช่วยฟื้นต้นไม้ที่ตายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
“์ นี่มันเื่อะไรกัน” ซูเจินก้มลงมองมือของนาง
“ท่านมี เสี่ยวเตี๋ย เสี่ยวมี่ เสี่ยวอี่อยู่ข้างกายท่าน ข้าจะอยู่ดูแลมิติของท่านให้เ้าค่ะ”
“แล้วในมิติ คือสิ่งใด” ซูเจินยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ทูตน้อยบอกนาง
“ด้านในจะมีสิ่งที่เป็ประโยชน์ต่อท่าน ตอนนี้ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อท่านเติบโตขึ้น มิติจะเปลี่ยนแปลงตาม่อายุของท่านเ้าค่ะ”
“เอ่อ ข้าเข้ามาด้านในเช่นนี้ แล้วด้านนอกเล่า ท่านพ่อท่านแม่ข้าคงใไม่น้อย ข้าว่าข้าควรจะออกไปได้แล้ว”
“ได้เ้าค่ะ หลันฮวาจะพาท่านออกไป”
ซูเจินรู้สึกเขินอายไม่น้อยที่นางไม่ได้ถามนางของทูตน้อย จนนางต้องพูดนามของนางออกมาเอง
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ที่จะลืมถามนามของเ้า เพียงแต่ข้ายังใไม่หาย”
“มิเป็ไรเ้าค่ะ หลันฮวาเข้าใจ” นางก้มหัวลงให้ซูเจิน ก่อนจะส่งนางออกไปจากมิติ
ซูเต๋อกับจิ่วเม่ยใไม่น้อยที่เห็นบุตรสาวของตนเองหายไปต่อหน้าต่อหน้า แล้วตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่รู้ว่านางไปที่ไหน หายไปได้อย่างไร
รอเพียงชั่วจิบชา ซูเจินนางก็ปรากฏตัวออกมาด้านนอกอีกครั้ง ในตำแหน่งเดิน ซูเต๋อวิ่งเข้าไปอุ้มบุตรสาวเข้ามากอดไว้กับอกทันที
กว่าซูเต๋อและจิ่วเม่ยจะหายจากอาการตื่นตระหนกได้ก็ผ่านไปเกือบชั่วยาม ที่ทั้งสองต้องออกตามหาบุตรสาวที่หายไป
“พ่อ”
“แม่”
ซูเจินะโเรียกบิดากับมารดาของนาง ซูเต๋อที่ได้ยินก่อนก็รีบวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งอุ้มซูเจินเข้ามากอดไว้แน่น
“เจินเออร์ เจินเออร์ของพ่อ” เขาพึมพำออกมาด้วยความหวาดกลัว
“เ้าหายไปที่ใดมา” เขากระซิบถามบุตรสาวด้วยเสียงที่สั่นเทา
“ติ ติ” ซูเจินไม่รู้ว่าจะสื่อสารเช่นใดพ่อของนางถึงจะเข้าใจ ซูเต๋อก็งงไม่น้อยกับคำพูดของซูเจิน
เมื่อเห็นจิ่วเม่ยกลับมาถึงที่ที่สองคนพ่อลูกอยู่แล้ว ซูเจินจึงชี้เข้าไปที่ปากถ้ำ
“เข้า เข้า”
“ได้ แต่เ้าต้องอยู่กับพ่อตลอดเข้าใจหรือไม่” ซูเต๋อยังกลัวเื่ที่ซูเจินนางหายไปต่อหน้าต่อตาเขาไม่หาย ซูเจินพยักหน้าจนแก้มของนางสั่นะเื
ทั้งสามเดินเข้าไปในถ้ำ ซูเต๋อนำคบไฟที่ติดมือมาจุดเพื่อเพิ่มความสว่างในถ้ำ ทำให้ทั้งสามมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในได้ชัดเจนราวกับตอนกลางวัน
เมื่อสายตาสำรวจไปทั่วถ้ำแล้ว ซูเต๋อก็ต้องอ้าปากค้าง นอกจากเห็ดที่ยังไม่ได้เดินเข้าไปดูแล้ว ที่ผนังถ้ำยังมีบางสิ่งที่เขาบอกไม่ถูกคือสิ่งใด แต่รู้ว่าคงม่ค่าไม่น้อย
“นี่คืออันใด” ซูเต๋อลูบมือไปตามผนังถ้ำ เพราะสิ่งที่อยู่ปนกับหินของผนังถ้ำ เมื่อถูกแสงไฟจากคบไฟแล้วยิ่งเปล่งประกายต่างจากหินทั่วไป
“เหล็ก” ซูเจินะโออกมา
“เ้าหมายถึงแร่เหล็กรึ” ซูเต๋อเอ่ยถามบุตรสาวที่สายตาของนางยังจ้องแร่เหล็กตาไม่กะพริบ
“อืม จือ” นางชี้ไปที่เห็ดที่ขึ้นตามรากไม้ที่อยู่ติดกับผนังถ้ำ
“คืออันใด” ซูเต๋อ เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“เห็ด”
“หลิน”
“จือ” เพราะลิ้นที่ยังแข็ง ซูเจินต้องใช้พลังไม่น้อยในการเปล่งคำทั้งหมดออกมา
“เห็ดหลินจือรึ!!!” ซูเต๋อะโจนดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำ
“อืม เก็บ” ซูเจินดึงเสื้อของบิดาให้รีบเก็บลงตะกร้า
ซูเต๋อไม่หยุดคิดเื่แร่เหล็กอีกแล้ว เขารีบเก็บเห็ดหลินจือทั้งหมดเข้าตะกร้ากับจิ่วเม่ยในเวลาไม่นาน
ซูเจินนางก็มองเห็ดดอกใหญ่กว่าใบหน้าของนางอย่างตื่นเต้น นางไม่ค่อยได้พบเห็นเห็ดหลินจือที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่ขนาดใหญ่เช่นนี้ นอกจากจะพบในห้องทดลองในองค์กรไม่ว่าจะใหญ่ขนาดไหนก็มี
เห็ดมากกว่าสามสิบดอกจัดเรียงอย่างไรก็ไม่อาจจะวางลงในตะกร้าได้ทั้งหมด ในตอนที่ซูเต๋อกำลังจะเดินไปหาใบไม้มาห่อและทำเป็ตะกร้าใส่เห็ดกลับเรือน ซูเจินนางก็ทำสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดขึ้น
“หลันฮวา ข้าเก็บของพวกนี้เข้าไปในมิติได้หรือไม่” ซูเจินสื่อสารกับหลันฮวาที่อยู่ในมิติ
“ได้เ้าค่ะ ของที่นำมาเก็บจะคงสภาพเช่นเดิม ไม่เน่าเปื่อยเ้าค่ะ”
“ดีมาก ฝากเ้าดูแลด้วย”
ซูเจินโบกมือน้อยๆ ของนาง เห็ดหลินจือทั้งหมดก็หายไปราวปาฏิหาริย์
“เฮ้ยยย” ซูเต๋อกับจิ่วเม่ยทั้งร้อง ทั้งะโถอยออกไปอย่างใ
ซูเจินตบที่อกของนาง พร้อมทั้งเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ “เก็บ”
“เจินเออร์ แล้วนำออกมาได้หรือไม่” ซูเต๋อเอ่ยถามบุตรสาวอย่างกังวล
“ได้” ซูเจินเรียกให้เห็ดหลินจือที่นางนำไปเก็บออกมาอีกครั้งต่อหน้าบิดามารดา
“ดีดี” ทั้งสองจึงได้โล่งอก ถึงอย่างไรก็ยังนำออกมาได้ อีกทั้งยังปลอดภัยจากสายตาของชาวบ้านอีกด้วย
“แล้วจะทำอย่างไรกับแร่เหล็กดี” ซูเต๋อเอ่ยถามอย่างกังวล
เขาควรจะส่งเื่แจ้งให้ทางการรู้ดีหรือไม่ หรือแจ้งแม่ทัพจ้าวดี
ซูเจินที่ได้ยินที่บิดาบ่นพึมพำก็เอ่ยขึ้นทันที “ซื้อ”
“ซื้ออันใดลูก”
“นี่” ซูเจินทำมือวาดกว้างๆ ว่านางให้ซื้อูเาลูกนี่เลย ต่อจะทำอันใดกับแร่เหล็กก็ได้
“ซื้อูเาอย่างนั้นรึ” ซูเต๋อเบิกตากว้างอย่างใ
“แล้วจะเอาเงินมาจากไหน” จิ่วเม่ยเอ่ยออกมาอย่างกังวล ไม่ว่าเื่อันใดที่บุตรสาวนางพูดนางเชื่อเช่นนั้นเสมอ
“นี่” ซูเจินทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนที่นางจะเรียกเห็ดออกมาอีกครั้งให้มารดาได้ดู
“จริงด้วย” จิ่วเม่ยร้องออกมาอย่างยินดี
นางไม่รู้จะอธิบายให้บิดาได้ฟังอย่างไร หากไปแจ้งทางการอย่างที่เขาคิดตอนนี้ ทุกอย่างคงโดนทางการยึดครองไปเสียหมด ครอบครัวของนางคงไม่ได้ผลประโยชน์อันใดในเื่นี้เลยสักอย่าง
“เช่นนั้นก็ตามนี้ ไว้ข้าเข้าเมืองไปขาดเห็ดที่ได้มา แล้วจะไปจัดการเื่ซื้อที่ดิน” ซูเต๋อก็ไม่มีข้อโต้แย้งในเื่นี้ ที่ดินเป็ของเขาเมื่อใดเคยส่งเื่ให้แม่ทัพจ้าวก็ยังไม่สาย