บทที่40ก่อนเวลาห้าเดือนจะมาถึง
ทุกผู้ล้วนนิ่งอึ้ง โดยเฉพาะต้าจงหมิงและอาจารย์หวังซือเสียงต้าจงหมิงที่คิดเรียกอวิ๋นเซ่อออกมาหักหน้า เมื่อได้เห็นชายหนุ่มแสดงเพลงหมัดออกมาเช่นนั้นก็คล้ายถูกตบหน้าดังฉาดใหญ่ คนยืนนิ่งได้แต่เบิ่งตาดูบุคคลที่มันเกลียดชังทำในสิ่งที่แม้แต่ตนยังทำมิได้และนี่ยังนับเป็นเรื่องที่สามแล้วที่อวิ๋นเซ่อแสดงสิ่งที่เหนือกว่าตนออกมา
หวังซือเสียงปรบมือขึ้น เรียกสติให้ผู้คนได้หลุดออกมาจากความตื่นตะลึงมันจุ๊ปากจั๊กๆ จ้องมองอวิ๋นเซ่ออย่างถี่ถ้วน
“เรื่องปราบพยศม้าของเจ้านับว่าเข้าตาข้าอยู่บ้างได้ยินคำเล่าลือที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวก็ส่วนหนึ่ง วันนี้ได้เห็นถึงภูมิปฏิภาณที่เลิศล้ำกับตาอดทำให้ข้านึกมิออกจริงๆ ว่าเจ้าเป็นผู้มีพลังลมปราณที่อ่อนด้อยที่สุดได้อย่างไร”หวังซือเสียงสาดสายตาไปที่เหล่ามือปราบทั้งหมด แล้วกล่าวต่อ
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่ที่ข้าฝึกมือปราบฝึกหัดมาจนกระทั่งผู้ที่ได้รับเลือกเป็นมือปราบติดลำดับตอนนี้ ก็ยังมิเคยมีใครจดจำกระบวนท่าความหนักเบา การกำหนดลมหายใจเข้าออกได้ถูกต้องทั้งเจ็ดกระบวนท่าแม้แต่ผู้เดียว อวิ๋นเซ่อนับว่าเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ของมือปราบฝึกหัด"
เสียงฮือฮาดังสะท้อนสะท้านไปทั่วบริเวณอวิ๋นเซ่อที่แสนจะธรรมดาในด้านพลังลมปราณผู้นี้ แต่ทุกครั้งชายหนุ่มจะมักสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ มันนับเป็นม้านอกสายตาที่ทะลึ่งพรวดขึ้นมาเทียบเคียงกับเหล่าคนลำดับต้นๆของเหล่ามือปราบฝึกหัดได้จริงๆ
อาจารย์หวังซือเสียง กล่าวขึ้น
“เอาล่ะ หมดเวลาของข้าแล้ว พวกเจ้าไปพักได้อย่าลืมกลับไปทบทวนในส่วนที่เรียนวันนี้”
เมื่อสิ้นสุดเวลาการเรียนตามตาราง อาจารย์หวังซือเสียงก็จากไปแต่เหล่าสหายมือปราบฝึกหัดต่างเข้ารุมล้อมอวิ๋นเซ่อ
“อวิ๋นเซ่อเจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก”
“ขนาดดูครั้งเดียวยังจดจำได้ทั้งหมด"
“ทั้งเจ้ายังเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์มือปราบฝึกหัดเชียวนะ"
“ได้โปรดสอนข้าด้วย”
“ชี้แนะข้าด้วย”
คิ้วซ้ายขวาของต้าจงหมิงยังกระตุกมิหายเป็นอวิ๋นเซ่อที่เดินผ่านมันแล้วกล่าวขึ้น
“พี่จงหมิง หากต้องการให้ข้าช่วยสอนสั่งก็สามารถบอกได้”
มือของต้าจงหมิงกำแน่น มันถูกอวิ๋นเซ่อนำคำพูดของตนมายอกย้อนเข้าใส่ก็อดจะมีโทสะขึ้นมามิได้แต่ปากของมันก็ยังยกยิ้มเช่นเดิม อวิ๋นเซ่อที่ถูกต้าจงหมิงเหยียดหยามทางสายตามาโดยตลอดได้ทีเอาคืนก็สบายใจมิน้อยคนเดินผิวปากด้วยอารมณ์ที่ชื่นมื่นจากไป
ต้าจงหมิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“อวิ๋นเซ่อ เจ้า!”
จางอู่จี้เข้ากระซิบ
“ข้าเตือนท่านแล้วว่าอย่าไปตอแยมัน จะทำให้ท่านดูเป็นตัวตลกต่อหน้าผู้อื่นเปล่าๆ"
ต้าจงหมิงทอแววตาเครียดขึง
“ข้าได้กู้หน้าคืนแน่ เจ้าคอยดูอยู่เฉยๆเถอะ!"
อวิ๋นเซ่อพอปลีกตัวจากมาไกลแล้วแววความระรื่นบนนัยน์ตาก็เลือนหายความนิ่งขึมครุ่นคิดปรากฏขึ้นมาแทนที่ วันนี้หมดรายวิชาที่ต้องฝึกแล้ว เวลาว่างที่เหลือมันจึงเลือกที่จะแวะเวียนมายังตึกไม้สี่ชั้นอันเป็นตึกเจตจำนงแห่งพลังเพลิงปราณแห่งนี้ ชายหนุ่มจ้องมองตึกไม้อยู่เนิ่นนาน คิดลองใช้พลังญาณตรวจดูชั้นที่สี่ชั้นบนสุดอีกครั้งหลังจากที่ครั้งแรกมันมิทันได้ตรวจดูความตื้นลึกหนาบางแต่แล้วที่ข้างกายของมันก็มีเสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้น มันจึงต้องหยุดโคจรพลังญาณในทันที
“รุ่นน้อง เจ้าก็สนใจในตึกแห่งนี้เช่นเดียวกันหรือ”
อวิ๋นเซ่อจ้องมองผู้มา เห็นมันเป็นบุรุษวัยยี่สิบเก้าปีเศษสวมชุดเครื่องแบบมือปราบฝึกหัด มีเส้นขีดสามเส้นที่หัวไหล่แสดงให้เห็นว่ามันเป็นมือปราบฝึกหัดชั้นปีที่สามพี่ใหญ่แห่งสถานฝึกมือปราบแห่งนี้
“มิผิด ข้ามีความสนใจ แต่มิอาจเข้า"
“ทุกผู้ล้วนสนใจที่แห่งนี้ แต่ยากนักที่จะเข้าไปยืนหยัดอยู่ได้ข้าเองก็คือหนึ่งในจำนวนนั้น แต่จวบจนตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งถึงสาม ข้าก็ยังไม่มีปัญญาที่จะเข้าข้าช่างอ่อนแอนัก เป็นที่พึ่งให้ผู้ใดหรือเป็นความหวังให้ใครมิได้ สวรรค์มิน่าให้ข้าเกิดมาในจุดนี้เลยจริงๆ"
อวิ๋นเซ่อเห็นมันพร่ำเพ้อตัดพ้อสวรรค์ แต่คำเหล่านั้นหาได้เลื่อนลอยทุกคำล้วนหนักแน่นดั่งคนที่มีความทุกข์ที่อัดอั้นอยู่ในจิตใจจริงๆ ชายหนุ่มครุ่นคิดต้องอยู่ในสภาวะเช่นไรจึงจะมีความรู้สึกเช่นนี้ได้อวิ๋นเซ่อได้เห็นมันผู้นี้ก็อดที่จะนึกถึงโชคชะตาของตนขึ้นมามิได้ จึงเอ่ยออกไป
“หากมิยอมแพ้สักวันก็คงก้าวข้ามโชคชะตาฟ้าได้"
บุรุษวัยยี่สิบเก้าเศษผู้นั้นหรี่ตา คนจ้องมองอวิ๋นเซ่อแล้วกล่าว
“ข้าพึ่งเคยพบพานคนที่กล่าววาจาเช่นเจ้าผู้ใดบ้างที่เอาชนะโชคชะตาได้”
อวิ๋นเซ่อทอประกายตาอันแน่วแน่ จ้องมองตึกไม้สี่ชั้นตรงหน้า
“ก็ข้านี่ไง”
เท้าซ้ายถูกเตะออกไปยังเบื้องหน้า คนก้าวเข้าสู่ชั้นแรกของตึกด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นแลความทั้งใจอย่างแรงกล้าทันที ประตูไม้อันเก่าโทรมถูกฝ่ามือของชายหนุ่มผลักเปิด ทว่าคนยังมิทันได้เข้าไปก็สัมผัสได้ถึงปณิธานเพลิงปราณพวยพุ่งกระทบร่างจนฝีเท้าคนเป็นต้องชะงัก
“มันรุนแรงถึงเพียงนี้”
แต่เหตุการณ์หยุดชะงักดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงชั่วประกายไฟแลบเท่านั้นเท้าของชายหนุ่มก็ยังเยื้อย่างต่อไปในทันที
“เจ้าจะรนหาที่ตายเกินไปแล้ว!”
ด้วยการที่สัมผัสได้ว่าพลังลมปราณของบุรุษหนุ่มรุ่นน้องนั้นสามัญธรรมดายิ่งขนาดตนมีพลังลมปราณแกร่งก้าวกว่ามันยังมิอาจยืนหยัดเข้าไปได้ ทำเช่นนี้มีแต่จะเป็นการฆ่าตัวตายเปล่าๆมันจึงเคลื่อนกายคิดขัดขวางอวิ๋นเซ่อ แต่มิทันการณ์ อวิ๋นเซ่อได้ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวอาคารไปแล้ว
เพลิงปราณสีแดงหลากหลายวิถี พุ่งวนเวียนทะลวงสู่ดวงจิตของชายหนุ่มเจตจำนงของพลังเหล่านี้ยากแยกแยะความจำเพาะหรือความแตกต่างของแต่ละสายได้ ปณิธานแนวทางการฝึกเพลิงปราณสีแดงแต่ละสายนี้แม้มีความแตกต่างทว่าความร้อนระอุที่แผดเผาออกมากลับไม่แตกต่างกันเลยแม้เพียงนิด ทั้งยังเหมือนจะส่งเสริมสอดประสานซึ่งกันให้มีอานุภาพที่ยากต้านทานความร้อนนี้ยิ่งกว่าความร้อนจากขุมอเวจีก็ปาน!
อวิ๋นเซ่อถูกเจตจำนงแห่งเพลิงปราณเข้าแผดเผาในห้วงมโนจิตปณิธานมากมายเหล่านี้ยังแผดเผาฝ่าทะลวงไล่ลงไปจนถึงประตูสีขาวโพลนที่แตกร้าว ทว่ายังมิทันจะเกิดปฏิกิริยาใดร่างของอวิ๋นเซ่อก็ถูกคนผู้หนึ่งฉุดดึงออกไปแล้ว
“อ่อก!”
โลหิตสดกระอักออกมาทางปากของอวิ๋นเซ่อ คนหอบหายใจหนักหน้าซีดเผือด ร่างอ่อนระทวยมิอาจลุกยืนได้ชั่วขณะ ส่วนบุรุษวัยยี่สิบเก้าปีเศษผู้ที่ช่วยฉุดรั้งมันออกมาก็มีโลหิตไหลซึมออกทางจมูกคนนอนแผ่หลาหอบหายใจหนักเช่นเดียวกัน ก่อนจะกล่าววาจาออกมา
“เจ้าบ้าไปแล้ว หรือยังคิดจะเอาชนะโชคชะตาได้จริงๆ”
อวิ๋นเซ่อยกยิ้มอย่างตั้งมั่น
“นั่นย่อมแน่นอน”
เห็นความไม่ท้อถอยในสายตาของอวิ๋นเซ่อ บุรุษผู้นั้นก็ได้คิดขนาดมันผู้นี้เป็นเพียงผู้มีความธรรมดาสามัญยังมิยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วเหตุใดตนที่มีอะไรเหนือกว่ามันถึงได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตาง่ายๆเช่นนี้
“รุ่นน้องเจ้ามีนามว่าอะไร”
“อวิ๋นเซ่อ….. แล้วท่านเล่า"
“หล…...” ชะงักเล็กน้อยก่อนคนจะกล่าวต่อ “เทียนหยวน หรือจะเรียกว่าอาหยวนก็ได้"
อวิ๋นเซ่อรู้จักบุญคุณคน ผู้ที่ดีต่อมันมันย่อมแสดงท่าทีที่เป็นมิตรตอบกลับ คนจึงประสานมือขึ้น
“ขอบพระคุณพี่เทียนหยวนที่ช่วยข้าเมื่อครู่”
เทียนหยวนรีบโบกมือ“มิต้องใส่ใจ อย่างไรเราเจ้าก็เป็นหนึ่งในเหล่ามือปราบฝึกหัดด้วยกันมิต่างจากพี่น้องร่วมอุดมการณ์ เช่นนั้นอะไรช่วยได้ก็ต้องช่วย อีกทั้งเป็นข้าที่ต้องขอบคุณที่เจ้าช่วยทำให้ข้ามีจิตใจที่ไม่ท้อถอยขึ้นมาอีกครั้ง”
อวิ๋นเซ่อรู้สึกถูกชะตาในความเปิดเผยจริงใจจากส่วนลึกของคนผู้นี้อีกทั้งราศีของคนผู้นี้ก็ดูโอบอ้อมอารี แลมีรัศมีที่แผ่ไพศาล ให้คนที่ใกล้ชิดบังเกิดความเคารพนับถือ
“พี่เทียนหยวน ขอเสียมารยาท ท่านเคยเข้าไปกี่ครั้งแล้ว”
“นับครั้งมิถ้วน แต่ก็มิเคยได้อะไรกลับมานอกจากอาการบาดเจ็บ”
“ท่านก็ดูออกจะร้ายกาจถึงเพียงนี้”
เทียนหยวนถอนหายใจคราหนึ่ง
“พลังลมปราณข้าอาจจะมีดีในระดับหนึ่งก็จริงแต่ข้าไม่มีพรสวรรค์ในด้านการฝึกเพลิงปราณแม้เพียงนิด ข้าฝืนมาที่นี่เกือบทุกวันเพื่อไขว่คว้าโอกาสและปาฏิหาริย์แต่ทุกครั้งก็มิเคยประสบผล”
“แล้วไม่มีวิธีอื่นเลยหรือ"
“ย่อมมี และมีหนทางเดียวก็คือหวังพึ่งความสามารถของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่แต่การจะให้ท่านยอมถ่ายทอดหรือชี้แนะให้ยากเสียยิ่งกว่ายาก ต่อให้เจ้าเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหนหากท่านไม่ยินยอมพร้อมใจย่อมมิอาจฝืนความคิดท่านได้ เช่นนั้นทางเลือกของข้าจึงเหลือเพียงการฝึกมือปราบในที่แห่งนี้และฝืนคว้าโอกาสในตึกสี่ชั้นตรงหน้า เพื่อจุดติดเพลิงปราณให้ได้ภายในเวลาห้าเดือนที่จะถึงนี้”
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้วสอบถาม
“เหตุใดท่านจึงดูรีบร้อนให้ทันห้าเดือนนี้”
เทียนหยวนกล่าวตอบ
“เพราะข้าได้ยินข่าวว่าอีกห้าเดือนข้างหน้าท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่จะเปิดคัดเลือกมือปราบติดลำดับ”
อวิ๋นเซ่อตาลุกวาว ปากกล่าวทวนคำ
“อีกห้าเดือนข้างหน้า จะมีการคัดเลือกมือปราบติดลำดับ"
“มิผิด ข้าได้ยินอาจารย์ใหญ่และเหล่าอาจารย์มือปราบประชุมกันไปแล้วเรื่องนี้นับเป็นความใฝ่ฝันของเหล่ามือปราบทุกผู้ รวมถึงมือปราบฝึดหัดอย่างพวกเราด้วยการคัดเลือกมือปราบติดลำดับของท่านราชครูใช่ว่าจะมีขึ้นง่ายๆ แต่ทว่าปีนี้กลับมีขึ้นและมาเร็วกว่าทุกครั้ง…….ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลสำคัญที่ข้าต้องจุดเพลิงปราณให้ได้ก่อนห้าเดือนเพราะเงื่อนไขที่จะมีสิทธิ์ในการเข้ารับการคัดเลือก อย่างน้อยต้องเป็นผู้มีพลังเพลิงปราณสีเขียวอันขุ่นมัวซึ่งเป็นพลังเพลิงปราณชั้นต่ำ เป็นขั้นพื้นฐานของผู้ฝึกเพลิงปราณแรกเริ่ม”
เรื่องต้องเป็นพลังเพลิงปราณจึงจะมีโอกาสได้รับคัดเลือกเข้าเป็นมือปราบติดลำดับอวิ๋นเซ่อก็พอที่จะทราบมาก่อนแล้ว มันจึงต้องมุ่งมานะในการฝึกเพื่อหาแนวทางจุดติดเพลิงปราณให้ได้แต่ใครจะคาดคิดว่าการคัดเลือกมือปราบติดลำดับจะมีขึ้นอีกเพียงห้าเดือนข้างหน้า เช่นนั้นเพื่อความฝันและปณิธานที่จะเป็นมือปราบติดลำดับมันก็จะต้องมุ่งมั่นและหาวิถีทางในการจุดติดพลังแห่งเพลิงปราณให้ได้ภายในเวลาห้าเดือนเช่นเดียวกัน
“แสดงว่าข้าก็ไม่มีเวลาแล้ว"
เทียนหยวนได้ดีดกายลุกขึ้นยืน
“ข้าก็ไม่มีเวลาให้ท้อถอยเช่นกัน จนกว่าจะตายไปข้างข้าต้องจุดติดพลังเพลิงปราณให้ได้”
คล้ายพวกมันนัดหมายกันอย่างพร้อมใจ คนตั้งหน้าเดินเข้าสู่ตึกไม้ชั้นที่หนึ่งอย่างพร้อมเพรียงพร้อมกับฝืนยืนหยัดได้ระยะหนึ่งร่างของทั้งสองค่อยผงะล้มกลับหลังออกมานอนสลบแผ่หลาหน้าปากประตูทางเข้าเทียนหยวนมีอาการหน้าซีด โลหิตไหลซึมออกจมูก แต่อวิ๋นเซ่อที่มีพลังลมปราณอ่อนด้อยกว่าจึงมีอาการที่ดูสาหัสกว่าเทียนหยวนมากนัก
เมื่อฟื้นตื่นพวกมันทั้งสองก็ยังไม่ยอมแพ้ฝืนเข้าไปในตัวตึกดังกล่าวอีกครั้ง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาเฉกเช่นเดิมทุกครั้ง ทว่าพวกมันก็หาได้ย่อท้อประการใดไม่ตอนนี้คนทั้งสองจึงมีสภาพมิต่างจากผีดิบที่เสียเลือดเป็นจำนวนมาก ทั้งยังสร้างความสนใจให้เหล่ามือปราบฝึกหัดทุกชั้นปีมาชมดูและเหล่ามือปราบทุกคนก็หวาดเสียวและทึ่งในความบ้าบิ่นของคนทั้งสองนี้ มีบ้างที่คิดห้ามปรามบ้างก็เอาใจช่วย และมีบ้างส่วนหนึ่งที่อยากให้พวกมันตายๆ ไปจะได้ไม่ขวางหูขวางตาหรือกล้าที่จะเสนอหน้าขึ้นมาเทียบเคียงตนได้ซึ่งผู้ที่กำลังคิดเช่นนั้นก็คงไม่พ้นต้าจงหมิงที่กำลังยิ้มเหยียดอยู่ในตอนนี้ มันรับรู้ถึงอานุภาพความร้ายกาจของตึกไม้นั่นดีเพราะมันสัมผัสมากับตนเองจนแทบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว ขนาดมันที่มีพลังลมปราณและเป็นยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ยังมีสภาพสาหัสเช่นนั้นขยะที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณอย่างอวิ๋นเซ่อไม่มีทางประสบผลดั่งที่ตั้งใจหวังแน่นอนและอาจจะต้องตกตายอย่างน่าสมเพชเป็นแน่
“อวิ๋นเซ่อ เจ้าคงรู้แล้วสินะว่ามือปราบติดลำดับกำลังจะมีการคัดเลือกขึ้นในอีกไม่ช้าเจ้าถึงได้พยามราวกับขยะที่ไร้สติเช่นนี้ แต่ต่อให้เจ้าพยายามจนตัวตายเจ้าก็มิอาจมาเทียบเคียงข้าได้เป็นข้าที่จะได้รับเลือกเป็นมือปราบติดลำดับ ส่วนเจ้าก็คงได้แต่ฝันแลเฝ้าแหงนมองข้าอยู่เบื้องล่างใต้ฝ่าเท้าของข้าเท่านั้นฮ่าฮ่าฮ่า”
ทั้งอวิ๋นเซ่อ และเทียนหยวนต่างพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าจนพวกมันมิอาจลุกเดินขึ้นมาได้อีกความพยายามที่ผ่านมา พวกมันคาดหวังว่าจะได้อะไรมามิมากก็น้อย ทว่านอกจากเจตจำนงอันหลากหลายวิถีที่เวียนวนจู่โจมแผดเผาเข้าใส่ดวงจิตจนเจ็บปวดสาหัสแล้วความตื้นลึกหนาบางในเจตจำนงหรือแนวทางเหล่านี้ อวิ๋นเซ่อและเทียนหยวนล้วนมิอาจรับรู้แลแยกแยะทำความเข้าใจได้เลยแม้แต่น้อย!
หมัดของอวิ๋นเซ่อกำแน่น คนกัดฟันฝืนที่จะลุกยืนขึ้นมาแต่ร่างกายมันมิยอมขยับแม้เพียงนิด
“พอเถอะ เจ้าจะตายเอาได้”
เป็นฟ่านเหลียนที่กล่าวขึ้นก่อนเข้ามาตรวจดูอาการของชายหนุ่ม
“ช่วยดูมันด้วย”
อวิ๋นเซ่อชี้ไปทางเทียนหยวนที่สลบเหมือดอยู่ก่อนตนจะสิ้นสติตามไปด้วย
ฟ่านเหลียนกล่าวเสียงดัง
“พวกเจ้ามาช่วยข้าพาคนทั้งสองไปห้องรักษาเร็ว"