เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 44 ตระกูลฟางล่มสลาย

    เมื่อเทียนอี้เดินมาจนอยู่ห่างจากฟางหลงเพียงก้าวเดียว เทียนอี้ก็ได้ชำเรืองมองไปที่ฟางหลงก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงเบาราวกับเสียงกระพือปีกของแมลง แต่เสียงนี้กลับได้ยินลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของคนตระกลูฟางทุกคน ราวกับเป็นเสียงที่อยู่ในหัวของตนเอง
    "เป็นพวกเจ้าเองที่เลือกจะทำเช่นนั้น วันนี้ก็จงรับผลของการกระทำกลับไปบ้างเถอะ"
    เมื่อพูดจบร่างของเทียนอี้ก็ เคลื่อนไหวไปมาทิ้งเพียงร่างเงาตามเส้นทางที่เคลื่อนที่ไป ก่อนที่จะกลับมายืนอยู่ที่เดิม พูดเหมือนช้าแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น เมื่อเทียนอี้กลับมายืนอยู่ที่เดิมก็หันหลังพร้อมที่จะเดินออกไปจากบ้านตระกูลฟาง
    "คนที่เหลือจงรวบรวม ทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดของตระกูลฟางไปให้ข้าที่หอการค้าธาราในวันพรุ่งนี้ แล้วก็จงใส่หัวออกไปจากเมืองฟ้าคํารณ"
    เทียนอี้ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองข้างหลังอีก เพียงเขาเดินออกไปจากตระกูลฟางได้ก้าวเดียวเท่านั้น หัวสุนัขของฟางหลงก็หลุดออกจากร่างเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว ก่อนจะตามมาด้วยหัวของเหล่าผู้อาวุโสตระกูลฟางหลุดตามออกมาทั้งหมด
    ทำให้ตอนนี้บริเวณหน้าบ้านตระกูลฟางเต็มไปด้วยศพไร้หัวนับสิบร่าง เลือดจำนวนมากพุ่งกระเด็นไปทั่วลานหน้าบ้าน ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ ทำให้ผู้ที่มีชีวิตรอดของตระกูลฟางบางคนถึงกับอ้วกออกมาจนหมดไส้หมดพุง ภาพที่อยู่ตรงหน้าราวกับฉากสยองขวัญ
    ตอนนี้ตระกูลฟางตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตระกูลหนึ่งในเมืองฟ้าคำรณก็ได้ล่มสะลายลงไปในที่สุดด้วยน้ำมือของเทียนอี้เพียงผู้เดียวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าบ้านตระกูลฟางนั้นต่างก็อยู่ในสายตาของผู้คนที่อยู่ในระแวกนั้นเช่นกันเมื่อเทียนอี้เดินจากไปจึงเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
    ข่าวการลงมือของเทียนอี้กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว บางคนก็รู้สึกสะใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ตระกูลฟางผู้หยิ่งยโสถูกจัดการไป แต่บางคนก็รู้สึกสงสารตระกูฟาง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนคิดเห็นตรงกันก็คือ ห้ามไปยั่วยุกับบุคคลอันตรายที่มีชื่อว่าเทียนอี้โดยเด็ดขาด
    หลังจากเทียนอี้เดินจากไป ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในตระกูลฟางในตอนนี้รีบออกคำสั่งเร่งด่วนเพื่อรวบรวม ทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดในทันทีเพื่อที่จะนำส่งให้แก่เทียนอี้ในวันพรุ่งนี้. เมื่อเห็นพลังที่เทียนอี้แสดงออกมาในวันนี้แล้วไหนเลยที่พวกมันจะกล้าขัดคำสั่งของคนเหี้ยมเทียนอี้
    คนที่รอดชีวิตได้แต่กนด่าและสาปแช่งฟางหลงและเหล่าผู้อาวุโสเท่านั่น ว่าเหตุไฉนถึงกล้าไปยั่วยุสัตว์ประหลาดเช่นเทียนอี้ ทั้งยังใจกล้าที่จะล้อมกรอบสังหารสัตว์ประหลาดตนนี้อีกด้วย นับว่าเป็นการค้นหาที่ตายอย่างแท้จริง โชคดีที่เทียนอี้ยังไม่โหดเหี้ยมจนสังหารสิ้นทั้งตระกูล
    ณ นิกายพยัคฆ์ทมิฬภายในห้องลับของนิกายชายคนหนึ่งที่มีสีหน้าเฉยชาอายุราวๆ 50 ปี กำลังนั่งอ่านตำราวรยุทธอยู่แต่จู่ๆใบหน้าของมันก็เปลี่ยนไปเป็นตื่นตระหนกทันที ก่อนจะเรียกป้ายวิญญาณหยกที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกมาด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ
    "เหล่าเอ้อ! ไม่จริง! มันเป็นใคร! สารเลวตนไดที่มันกล้าสังหารบุตรชายเพียงคนเดียวของข้า!"
    เสียงตะโกนของมันทำให้พื้นที่บริเวณนั่นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลูกศิษย์นิกายพยัคฆ์ทมิฬต่างตกอยู่ในความวุ่นวายทันที ทุกคนต่างคิดไม่ต่างกันว่าใครกันบังอาจทำให้ผู้อาวุโสคุมกฏของนิกายที่อยู่ในขอบเขตจักรพรรดิขั้น 4 ถึงกับโกรธเกรี้ยวได้เช่นนี้ ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก
    ใช่แล้วชายผู้นี้คือมู่ซานถงผู้อาวุโสคุมกฏของนิกายพยัคฆ์ทมิฬ ผู้เป็นบิดาของมู่เหล่าหู่ ที่เทียนอี้พึ่งจะใช้กระบี่แยกร่างออกเป็นสองซีก ตอนนี้มันกำลังบ้าคลั่งอย่างหนักเพราะป้ายหยกวิญญาณของบุตรชายเพียงคนเดียวของมันพึ่งแตกเป็นเสี่ยงๆ
    นั้นหมายความว่าเมื่อสักครู่นี้พึ่งมีคนสังหารบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของมันไป จะมิให้มันโกรธแค้นจนแทบเสียสติได้ยังไง มันมีลูกชายเพียงคนเดียว ซ้ำยังมีตอนที่เริ่มมีอายุแล้ว ทำให้มันรักบุตรชายคนนี้มากตามอกตามใจทุกสิ่งอย่าง แต่ตอนนี้บุตรชายของมันถูกใครก็ไม่รู้ฆ่าตายแล้ว
    "ส่งหน่วยสืบค้นออกไป! สืบมาให้ได้ว่าใครมันบังอาจไม่กลัวตาย กล้ามาสังหารบุตรชายของข้าคนนี้มู่ซานถงผู้นี้ ข้าจะสังหารมันทั้งตระกูล"
    มู่ซานถงตะโกนออกคำสั่งใปในความมืดมิด ก่อนที่ภายในความมืดมิดจะมีความเคลื่อนไหวเล็กน้อยก่อนจะหายไป. มู่ซานถงเองก็ได้ทะยานออกไปจากภายในห้องลับเช่นกัน. เพื่อออกไปตามหาผู้ที่กล้าสังหารบุตรชายของมันเอง มันไม่สามารถทนอยู่เฉยๆได้อย่างแน่นอน
    เทียนอี้ในตอนนี้หลังจากจักการกับตระกูลฟางไปแล้วเขาก็เพียงค่อยๆเดินไปทางสำนักจันทร์เสี้ยวเป็นสถานที่ต่อไป การลงมือเมื่อสักครู่ ทำให้เทียนอี้ต้องใช้พลังจิตวิญญาณไปมากพอสมควร ในการปล่อยพลังออกมาใส่ผู้คนจำนวนมาจึงต้องใช้เวลาในการพักเล็กน้อยเพื่อฟื้นพลัง
    ในขณะที่เทียนอี้ในชุดสีขาวเดินไปพลางฟื้นพลังไปพลางไปทางสำนักจันทร์เสี้ยวอยู่นั้น ตอนนี้ที่สำนักจันทร์เสี้ยวกำลังเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ เมื่อข่าวของเทียนอี้ที่ได้ลงมือทำลายตระกูลฟางไปนั้น ได้มาถึงหูของเจ้าสำนักจันเสี้ยวจึงมีคำสั่งออกไปมากมายนับไม่ถ้วน
    เจ้าสำนักจันทร์เสี้ยวนั้นรู้ดีว่าในเมื่อเทียนอี้กล้าที่จะลงมือกับตระกูลฟางอย่างเด็ดขาดและรุนแรง ทั้งที่มีบุตรชายของผู้อาวุโสคุมกฎของนิกายพยัคฆ์ทมิฬ ออกปากปกป้องแล้ว และยังกล้าแม้กระทั่งสังหารชายผู้นั้นที่มาจากนิกายพยัคฆ์ทมิฬไปพร้อมกันกับฟางหลงด้วย
    แล้วนับประสาอะไรกับตัวมัน ที่ไม่มีผู้มีอำนาจหนุนหลังและให้การสนับสนุน มันจึงทำได้เพียงคิดหาทางรับมือกับเทียนอี้ ด้วยความสามารถของตัวเองและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักจันทร์เสี้ยวเท่านั้น มันมีความหวังเพียงหนึ่งเดียวคือต้องกำจัดเทียนอี้ให้ได้ด้วยกำลังของตัวเอง
    แต่ยังดีที่ว่าหอการค้าหมื่นธารา จะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความแค้นในครั้งนี้ มันจึงไม่ต้องกังวลใจในภายหลังว่าถ้าได้สังหารเทียนอี้ไปแล้ว ทางหอการหมื่นธาราจะย้อนกลับมาทำลายสำนักของพวกมันทีหลังอีก มันได้วางแผนและออกคำสั่งไปมากมาย
    ทั้งวางค่ายกล กับดัก ลอบโจมตี และอีกมากมายเพื่อใช้ในการสังหารเทียนอี้ เหล่าลูกศิษย์ในสำนักต่างวิ่งไปมากันวุ่นวายเพื่อเตรียมการรับมือเทียนอี้. หลายคนหลบหนีออกจากนิกายอย่างรวดเร็วหลังจากที่ได้รับข่าวที่เทียนอี้จัดการกับตระกูลฟางที่ตระกูลของตนส่งมา
    เทียนอี้เดินเท้าอยู่นานจนมาถึงหน้าทางเข้าสำนักจันทรเสี้ยว ครั้งนี้เทียนอี้มีจุดหมายเพียงเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักจันทรเสี้ยวบางคนเท่านั้น และลูกศิษย์ของสำนักจันทร์เสี้ยวนั้นมีมากเกินไป เทียนอี้ไม่อยากที่จะลงมือสังหารผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
    "เป้าหมายของข้ามีเพียงเจ้าสำนัก และเหล่าผู้อาวุโส ส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้ถอยออกไป ข้าให้เวลาหนึ่งก้านธูปเท่านั้น หากข้าบุกเข้าไปแล้วถ้ามีคนกล้าขัดขวางข้าจักสังหารให้สิ้น"
    เทียนอี้ใช้เสียงที่เต็มไปด้วยลมปราณส่งออกไปหยังคนที่อยู่ภายในสำนัก แต่มีคนที่หนีออกมาจากสำนักเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงอยู่ภายใน เทียนอี้รอจนหมดเวลาหนึ่งก้านธูปก็ยังไม่มีผู้ออกมาเพิ่มจึงเดินเข้าไปในสำนักจันทรเสี้ยวทันที
    มีหรือที่เทียนอี้จะไม่รู้ว่ามีกับดักมายมายที่รอตนเองอยู่. แต่เทียนอี้หาได้สนใจไม่และเดินเข้าไปทางประตูหน้าทั้งๆอย่างนั้น. และเทียนอี้ก็ได้แผ่จิตสัมผัสออกมารอบตัวอยู่ตลอดเวลา เทียนอี้เดินมาถึงทางเดินที่ทั้งสองด้านเป็นกำแพงสูงตีขนาบไปตลอดทั้งทางเดิน
    เมื่อเดินมาถึงตรงกลางของทางเดินทันไดนั้นเอง ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! เสียงของลูกศรนับร้อยนับพันต่างพุ่งมาจากทุกทิศทาง แน่นอนว่าเทียนอี้ย่อมรู้ตัวอยู่ก่อนแล้วเช่นกันแต่เขาหาได้หลบหลีกลูกศรเหล่านั้นไม่ และทำเพียงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมปล่อยให้ลูกศรเหล่านั้นปะทะเข้ากับร่างกายโดยตรง
    ปึก! ปึก! ปึก! เสียงของลูกศรนับไม่ถ้วนปะทะเข้ากับร่างของเทียนอี้อยู่สักพักก่อนที่จะหยุดลงในที่สุด. เทียนอี้ในตอนนี้ควรจะถูกลูกศรปักตามร่างกายจนกลายเป็นมนุษย์เม่นไปแล้ว แต่กลับยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างมั่นคง อย่าว่าแต่มีลูกศรปักอยู่เลย ตามร่างกายกลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน!
    ถ้ามองไปที่ปลายลูกศรนับไม่ถ้วนที่ตกอยู่บนพื้นนั้นจะพบว่ามันเต็มไปด้วยยาพิษ แต่มันก็กลายเป็นเพียงของไร้ประโยชน์เมื่อนำมาใช้กับเทียนอี้ ก่อนที่ลูกศรจะเข้าปะทะกับร่างของเทียนอี้นั้น เทียนอี้ได้โคจรพลังปราณมังกรเคลือบไว้รอบตัวบางๆ ทำให้ศรเหล่านี้ไม่สามารถทะลุมาถึงตัวได้
    ถ้าถามว่าทำไมเทียนอีถึงต้องใช้ปราณมังกรเคลือบไว้รอบๆตัว ทั้งๆที่มีกายาเทพมังกรก็คงมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น ก็เพราะว่าเทียนอี้ไม่ต้องการให้เสื้อผ้าของตนต้องถูกทำลายเพียงเพราะกับดักง่อยๆเหล่านี้เท่านั้น ตอนนี้เมื่อเห็นว่ากับดักของตนใช้ไม่ได้ผลแล้วผู้ที่ควบคุมกับดักอยู่ก็เตรียมตัวที่จะหนีทันที
    แต่มีหรือที่เทียนอี้จะปล่อยคนที่กล้าคิดทำร้ายตนเองหนีไปง่ายๆ ขณะที่คนผู้นั้นหันหลังเตรียมจะจากไปเทียนอี้หยิบลูกศรอาบยาพิษขึ้นมาดอกหนึ่ง ก่อนที่จะใส่พลังปราณมังกรลงไปในลูกศรเพียงเล็กน้อยแล้วเขวี้ยงลูกศรอาบยาพิษที่เต็มไปด้วยพลังปราณดอกนั้นไปที่ชายคนนั้นทันที
    ฉึบ..โพล่ะ! ลูกศรอาบยาพิษพุ่งไปด้วยความเร็วสูงก่อนจะปักลงที่กลางหลังของชายคนนั้น และด้วยพลังปราณมังกรที่อยู่ในลูกศรก็ทำให้ร่างกายของมันระเบิดออกมาจากภายในทันที! ฉากนี้ดูราวกับเป็นดอกไม้ไฟมนุษย์ เลือดเนื้อปลิวว่อนไปทั่วทุกทิศมองดูราวศิลปะที่สวยงาม
    หลังจากที่เขวี้ยงลูกศรออกไปแล้วเทียนอี้ก็หันหลัง และเดินต่อไปทันทีไม่แม้ที่จะหันมามองดอกไม้ไฟมนุษย์ที่อยู่ด้านหลังของตนเองแม้แต่น้อย......

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน