***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“... บา…..! ”
“อือ…”
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นขาวสว่างเจิดจ้า
“ท่าน….นา…! ”
“อืม…อึ๊ก…”
รู้สึกว่าสติพร่ามัว แถมแก้วหูยังอื้ออึง
“ท่านบานาครับ! ”
“อั๊ก… มันเกิด…บ้าอะไรขึ้น? ”
และเมื่อรู้สึกตัวอีกที ข้าก็พบว่าตัวเองนั้นกำลังนอนทอดกายเหนือริมผาในจุดที่ต่ำลงมาไปเสียแล้ว
“พวกศัตรูมันโจมตีพวกเราครับ! แผนลอบโจมตีพังแล้วครับ! ”
“... เป็นไปได้ยังไงกัน? ”
ข้าแหงนหน้ามองออกไปเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน
ตัวข้านั้นกำลังยืนอยู่ที่ริมผาในจุดที่ต่ำลงมาจากเดิมราวห้าสิบเมตร
หน้าผาที่สูงชันและเต็มไปด้วยพืชตระกูลไม้เลื้อยขนาดใหญ่ กำลังถูกอะไรบางอย่างโจมตีเข้าใส่
ระเบิดและควันไฟได้พวยพุ่งเป็นแนวยาวตลอดริมผาที่กองทัพของพวกใช้เราซ่อนตัว
รอบข้างและด้านล่างที่ลึกลงไปนั้น กำลังเต็มไปด้วยเศษหินกับหิมะที่ปลิวกระจายทับถม
พื้นที่ยืนอันคับแคบกำลังสั่นไหวเป็นจังหวะตามการโจมตีของศัตรู
“รายงานสถานการณ์มาทีสิ”
“ครับ! เนื่องจากถูกอาวุธ [คำรามยักษ์] โจมตีอย่างไม่คาดคิด เลยทำให้พวกเราเสียหายหนัก คาดว่าคงเสียทหารไปถึงครึ่งหนึ่งที่มีครับ! ”
*บรึ้ม! *
กระสุนสังหารจากอาวุธคำรามขนาด 305 มิลลิเมตรถูกลั่นออกไปจากแนวริมผาด้านบน
กระสุนสังหารของฝ่ายเราได้ทำการทำลายป้อมอาวุธของศัตรูที่โจมตีใส่ริมผานี้
“และหน่วยรบคำรามยักษ์ของอเมริคานากำลังพยายามยิงโต้กลับอย่างที่เห็นอยู่ครับ! ”
*บรึ้ม! บรึ้ม! บรึ้ม! *
ในตอนนั้นเองที่มีระเบิดพวยพุ่งเกิดขึ้นที่ฝั่งด้านขวา
หน่วยอสูรขนปุยของแมงโกเริ่มทำการบุกโจมตีแล้ว
สัตว์ร้ายขนาดสี่เมตรที่วิ่งทะยานลงมาจากตามริมผาพร้อมกับทหารยักษาซึ่งขึ้นขี่ได้ปรากฏสู่สายตาของข้า
ริมผาขาวที่มีจุดประกายสะท้อนของอาวุธคำรามต้องแสงสนธยา กำลังเคลื่อนถาโถมลงมาประดุจหนึ่งน้ำตกสีทองอร่าม
คลื่นโจมตีและระเบิดสีแดงฉานได้ผุดขึ้นกลางกระแสน้ำตกมีชีวิตที่เชี่ยวกราก
แต่กองทัพครึ่งแสนของแมงโกก็หาได้หวั่นเกรงกลัว
แม้นจักถูกสังหารนับพันด้วยเพียงการโจมตีเดียว เขาก็ยังคงชูอาวุธคำรามขึ้นฟ้า แล้วกู่คำรามก้องแทบฟ้าดินสลาย
อาวุธทรงกระบอกโลหะกล้าที่ติดข้างอสูรสี่ขาทั้งสองข้าง ถูกจัดเล็งองศาแล้วยิงลั่นสวนกลับไป
เปลวไฟและดอกเห็ดสีดำขนาดย่อมได้ผุดขึ้นเหนือเมืองไปทั่วบริเวณ
“พวกเราเองก็รีบลงจากเขาก่อนดีกว่า”
ข้าจะมาทำตัวสบายอารมณ์เช่นนี้ไม่ได้
ทุกหน่วยเริ่มบุกโจมตีกันแล้ว และจะให้หน่วยของข้านั่งชมการต่อสู้เช่นนี้ได้เยี่ยงไร?
“หน่วยรบยักษาแห่งปฐพี โรยตัวได้! ”
“โอ้ว! ”
หากสังเกตุว่าให้ดี ก็จะพบว่าพื้นราบที่ริมผาข้างล่างนั้น กำลังถูกถมไปด้วยหิมะสูง
ส่วนที่ริมผาบริเวณนี้นั้น กลับไร้ซึ่งหิมะหนาให้เห็นอีกต่อไป
การโจมตีของอาวุธคำรามคงทำให้หิมะถล่มทับลงมา
เรียกว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่รอดชีวิตมาได้
เชือกยาวถูกโยนลงจากริมผาสูงเหนือพื้นราวแปดสิบเมตร
กองทหารราบในชุดเกราะคลุมสีขาวเริ่มโรยตัวลงมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
พวกเรานั้นมีจำนวนเหลือประมาณสี่หมื่นคนได้
ที่พื้นหิมะขาวด้านล่าง คือพื้นที่ทำการเกษตรของเผ่ายักษาน้อย
และพื้นที่การเกษตรที่ว่านั้น กำลังเต็มไปด้วยควันสีขาวที่ลอยตลบขึ้นสูง
อสูรเหล็กติดอาวุธคำรามกับกองทหารเผ่ายักษาน้อยกำลังวิ่งเข้ามากระชับพื้นที่แห่งนี้อยู่
อสูรเหล็กจำนวนราวสองร้อยตัวกับกองทหารติดอาวุธครบมืออีกครึ่งแสน
พวกมันยืนเข้าแถวเป็นหน้ากระดานยาวพร้อมกับลั่นกระสุนสังหารใส่พวกข้า
“ยิงสวนกลับไป! ”
ข้าดึงตรีศูลในมือออกมาโจมตี
ท่อโลหะหกกระบอกที่ติดอยู่กับหัวปลายแหลมของตรีศูลเริ่มหมุ่นวนและคำรามก้อง ก่อนจะสาดกระสุนสังหารสวนกลับศัตรูที่กำลังโจมตีโถมเข้าใส่
ควันไฟและกลิ่นเหม็นดินระเบิดได้ลอยคละคลุ้ง สลับกับเสียงอื้ออึงดังลอดแก้วหู
ประกายแสงสาดส่องไปทั่วเบื้องหน้า
ข้าต้องโรยตัวลงมาด้วยสภาพผ่าดงกระสุนเช่นนั้น
ทิ้งดิ่งราวกับฆ่าตัวตาย พร้อมกับสาดกระสุนแบบบ้าคลั่งโดยไม่เล็งออกไป
ข้าใช้มือขวาจับ [ตรีศูลคำราม] เอาไว้ แล้วใช้มือซ้ายพันกับเชือกจนแน่นเพื่อเตรียมเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงและรวดเร็ว
ข้าวิ่งตรงในแนวดิ่งโดยใช้ริมผาเป็นพื้นยืน หลบกระสุนที่โปรยปรายเข้าใส่สู่พื้นหิมะเบื้องล่าง
“หน่วยรบปฐพี ตามข้าพเจ้ามา! ”
*บรึ้ม! *
ข้ากรีดร้องพร้อมกับเสียงปืนใหญ่ที่ระเบิดคำรามก้อง
พวกข้าโรยตัวมาถึงพื้นกันแล้ว
ข้าไม่รู้ว่ามีใครตายบ้างและตายไปเป็นจำนวนมากเพียงใด
ทุกอย่างล้วนสับสนอลม่าน ทั้งกลิ่นควัน เหล่าทหารที่วิ่งกระจัดกระจาย และห่าดงกระสุนที่โปรยปราย
ในตอนนั้นเองที่วิถีกระสุนของศัตรูเปลี่ยนไป
ลูกปืนสังหารกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งตรงเป็นแนวหน้ากระดานอย่างสวยงามลอยข้ามหัวพวกข้า
เป้าหมายคือริมผาที่กำยังยิงตอบโต้อย่างดุเดือดนั้น
*บรึ้ม! *
ระเบิดไฟจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นเป็นแถบยาวตลอดแนวเทือกเขาตั้งแต่เหนือจรดใต้
เศษหินจำนวนมากร่วงโรยลงมาพร้อมกับซากศพของเผ่ายักษา
“หน่วยรบคำรามยักษ์ของอเมริคาพินาจสิ้นแล้วครับ! ”
“เห็นกับตาแล้วเฟ้ย! บุกต่อเลยโว้ย! ”
ข้าชูตรีศูลคำรามขึ้นฟ้า แล้ววิ่งตะลุยไปแนวหน้าพร้อมกับลั่นรังเพลิงทั้งหก
กระสุนสังหารที่รัวยิงออกไปนั้น กำลังแผ่ขยายออกเพื่อกดหัวทหารของฝ่ายศัตรูมิให้โผล่ปรากฏออกมาจากหลุมดินที่กระจายไปทั่วบริเวณ
ที่ต้องระวังในยามนี้จึงมีเพียงแค่อสูรเหล็กกล้าเท่านั้น
“ย๊ากกก! ”
ข้าได้ยินเสียงของแมงโก
กองทัพอสูรขนปุยเองก็มาถึงพื้นล่างแล้วเช่นกัน
ฝูงสัตว์สี่ขาที่หุ้มด้วยขนยาวสีขาวนั้นกำลังวิ่งเข้าประชิดด้วยความว่องไว
อาวุธคำรามยักษ์ที่ติดทั้งสองข้างลำตัวยิงตอบโต้กลับไปที่อสูรเหล็ก
ถึงจะไม่สามารถสังหารได้ภายในนัดเดียว แต่มันก็ยังพอสามารถทำร้ายเจ้าสัตว์ตีนตะขาบที่ไร้ดวงตาของเผ่ายักษาน้อยได้
ปากกระบอกโลหะยาวของอสูรเหล็กเริ่มหันปลายกระบอกไปทางกองทัพของแมงโก
พวกเขายิงแลกกันอย่างบ้าคลั่ง จนไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนว่าฝ่ายใดเสียหายหนักกว่ากัน
ในเวลาเดียวกัน ที่เหนือท้องฟ้าก็ยังมีอสูรเหล็กฝูงใหญ่บินตัดอากาศมาที่พวกเรา
ข้ารีบยิงกระสุนไปบนฟ้าพร้อมวิ่งต่อไป
อุจจาระที่ฝูงบินนั้นปล่อยลงมาได้ระเบิดขึ้นดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ
แต่ตราบเท่าที่ขาของข้ายังไม่หัก ข้าก็จะวิ่งหน้าต่อไป
“ปะทะศัตรู! ”
“โอ๊ววววว! ”
แล้วข้าก็สามารถเข้ารบระยะประชิดได้สำเร็จ
สงครามได้กลายเป็นศึกตะลุมบอนในทันใด
ทุกสิ่งล้วนดูสับสนวุ่นวาย
อสูรขนปุ่ยวิ่งพลล่านไปทั่วสนามรบพร้อมกับที่อสูรเหล็กเลื้อยตีนตะขาบแข่งกับมัน
ทหารหาญของทั้งสองฝ่ายต่างลั่นอาวุธคำรามใส่กันในระยะแนบชิด
แต่ด้วยร่างกายกับผิวหนาที่แข็งแกร่งกว่า พวกเราจึงเริ่มตีกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ
“ย๊าก! ”
ข้าใช้ตรีศูลคำรามยิงทหารที่กำลังเล็งมาจากทางด้านซ้าย
ใช้ประโยชน์จากแรงถีบปืนเป็นแรงเหวี่ยงมาแทงทะลุร่างของศัตรูตรงหน้า
แล้วกระโดดสูงเพื่อเข้าประชิดอสูรเหล็กตัวหนึ่งที่ขวางเส้นทางข้า
“อึ๊บบบบ! ”
ข้ายังจำจุดอ่อนของพวกอสูรเหล็กได้
ข้าใช้มืออันทรงพลังแหวกแผ่นโลหะที่ติดหัวข้างบน
ใช้มือดึงผิวกะโหลกออก แล้วจับคอเหล่านักรบยักษาน้อยออกมาจากข้างใน--- ไม่มี?
ข้างในเปลือกเหล็กที่ควรมีเผ่ายักษาน้อยบังคับอยู่ข้างในนั้น กลับมีแผงประหลาดปรากฏอยู่แทน
ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ที่ข้ารู้คือต้องทำลายมันให้สิ้นเสีย
“ตายซะ”
ข้าใช้ตรีศูลคำรามลั่นกระสุนลงไปอย่างไม่เสียดาย
ภายในร่างโลหะของอสูรเหล็กเริ่มลุกไหม้ ก่อนที่มันจะแน่นิ่งไป
ข้าลงมาจากร่างของมัน แล้วใช้มือทั้งสองจับแท่งกระบอกโลหะยาวที่ติดตรงส่วนหัวของมัน
“ว๊ากกก! ”
ทุ่มพลังเต็มที่ไปที่กล้ามเนื้อแขน ก่อนจะใช้ร่างที่สูงสามเมตรกว่าของข้า ยกเจ้าอสูรเหล็กขึ้นมา
ข้าเหวี่ยงอสูรเหล็กที่หนักเป็นตันออกไปทางอสูรเหล็กอีกตัว
เสียงกระแทกอันรุนแรงดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับระเบิดที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ข้าได้กลิ่นลุกไหม้ของน้ำมัน
“บุกต่อ! ”
หลังจากโจมตีเปิดทางแล้ว ข้าก็บุกเข้าไปลึกมากขึ้นกว่าเดิม
รอบกายเต็มไปด้วยเขม่าควันและเสียงระเบิดแผดเผา
ข้าฟาดฟัน ยิงกระสุนสังหารจนหมดสิ้นไม่เหลือ
แต่ถึงกระสุนจะหมดลง ข้าก็ยังคงเหวี่ยงตรีศูลคำรามต่อไป
แม้นเลือดจะโทรมกาย ชุดคลุมป้องกันจะเริ่มฉีกขาด แต่ข้าก็ยังคงสู้ต่อไป
ข้านำทัพเอาชัยไปพร้อมกับลูกน้องที่วิ่งตามมาข้างหลัง
แหวกฝ่าดงกองทัพศัตรูจนแตกพ่ายเป็นสองส่วน
ในเวลาเดียวกัน ทัพของแมงโกก็เข้าตีขนาบจากทางขวาในระยะไกล
พวกศัตรูต่างแสดงท่าทีตื่นตระหนกต่อความโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งของพวกเราเผ่ายักษา
“พวกมันถอนทัพแล้วเฟ้ย! ”
พวกศัตรูเริ่มล่าถอยตามเสียงคำรามแห่งชัยชนะของแมงโก
ภาพที่ศัตรูถอนกำลังถอยกลับไปในตัวเมืองนั้นช่างงามตายิ่งนัก
แต่ยังวางใจไม่ได้
พวกเราในตอนนี้เหลือเพียงราวห้าหมื่นคนจากสามแสนคน
ในขณะที่ศัตรูอาจยังมีกำลังเสริมมากกว่านี้รอคอยอยู่ข้างในเมือง
“หนวยยักษาแห่งปฐพี กระจายกำลังเข้าเมือง ใช้แผนกองโจรเผาให้เหี้ยน! ”
“หน่วยอสูรขนปุยตามข้ามา พวกเราจะไปยึดกำแพงเมืองกัน! ”
“โอ้ว! ”
พวกข้าเริ่มบุกต่ออีกครั้ง
แต่ทว่า---
“นี่มัน… อะไร!? ”
ในตอนนั้นเองที่มีวัตถุขนาดเล็กโจมตีเข้ามาใส่พวกข้า
พอมันระเบิดแตกตัวออก พวกข้าก็พบว่ามันมีแค่เสียงดัง *ปัง* ธรรมดาเท่านั้น
มันไม่มีสี แต่พวกข้าสามารถสัมผัสได้ด้วยร่างกายว่ามีอะไรบางอย่างอยู่
“อึ๊ก!? ”
แสบ…
ข้ารู้สึกแสบไปทั้งดวงตา ผิวหนัง และทั่วทางเดินหายใจ
“ฮะ ฮะ ฮะ ยังมีอาวุธบ้าบอซ่อนอยู่จริง ๆ ด้วยสินะ? ”
ที่เบื้องหน้าข้านั้น มีกลุ่มนักรบติดอาวุธของฝ่ายศัตรูกำลังวิ่งสวนกับกลุ่มที่ถอนทัพมาทางพวกข้า
พวกมันสวมชุดปิดร่างกายมิชิดและมีหน้ากากประหลาดสวมปกปิดใบหน้า
“หน่อย! ”
แต่ถึงดวงตาจะพร่ามัว ผิวหนังแสบร้อน และหายใจติดขัด แต่พวกข้า กองทัพยักษาจะไม่มีวันยอมล้มลงเพราะอาการทางกายที่อ่อนล้าเด็ดขาด!
ข้ากับพวกพ้องต่างวิ่งรุกเข้าใส่กองทัพหน้าใหม่ที่มีราวหนึ่งหมื่นคนตรงหน้าพร้อมกัน
“เหวอ!? โดน [ฟอสจีน] เข้าไปเต็ม ๆ แล้วยังขยับได้อีกหรือเนี่ย! ”
ข้าได้ยินศัตรูคนหนึ่งกรีดเสียงร้องเป็นภาษามนุษย์อย่างตื่นตระหนก
ฟอสจีน? ชื่อของอาวุธเมื่อกี้นี้สินะ
ข้าจัดการหวดตรีศูลแบบไร้ซึ่งความลังเล
ศัตรูตรงหน้าถูกกวาดกระเด็นไปไกลขึ้นท้องฟ้าทีเดียวราวสิบคน
พวกมันลั่นอาวุธคำรามใส่ข้า แต่กระสุนขี้ปะติ๋วนั้นไม่สามารถสังหารข้าได้หรอก
ถึงจะร่างกายอ่อนล้าและหนักอึ้งเพราะ [ฟอสจีน] อะไรที่ว่านั่น แต่การต่อสู้กับหน่วยรบใหม่ตรงนี้ก็หาได้หนักหนาไม่
มันเป็นการไล่กระทืบจากกองทัพของข้าเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
“บุกต่อเข้าไปในเมืองเลย! ”
หลังจากกวาดศัตรูจนสิ้น พวกเราก็แยกทางกับหน่วยของแมงโกเข้าไปในเมือง
อาคารที่สูงปิดล้อมถนนซ้ายขวาเริ่มลุกเป็นไฟ
พวกข้าแผดเผาเมืองอย่างไม่สนใจสายตาของเผ่ายักษาน้อยที่เป็นชาวบ้านธรรมดา
นี่คือสงคราม ข้าจะมาแสดงความเห็นใจไม่ได้
แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรฆ่าพวกไร้ทางสู้ให้เสียเกียรตินักรบละนะ
“อย่าไปเสีย…แค๊ก! เวลากับพวกไม่คิดสู้ รีบหาทางเปิดกำแพงเมือง…แค๊ก! กับหาคริสตัลของศัตรูซะ… แค๊ก! นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!? ”
ทำไมข้าถึงรู้สึกหายใจไม่ทันแบบนี้ฟะ?
“แกนะคือบานาใช่ไหม? ข้ารู้ว่าเจ้าฟังภาษามนุษย์ได้”
“แค๊ก! … ศัตรูหน้าใหม่หรือ? ”
ในตอนนั้นเองที่มีศัตรูกลุ่มใหม่มายืนขวางเส้นทางพวกเรา
บนถนนที่กว้างแปดเมตร มีนักรบหน้าใหม่ราวห้าสิบคนมาปรากฏตัวขึ้น
และหัวหน้ากลุ่มของมันนั้นกำลังเอยชื่อของข้าออกมาอยู่
ข้าจำมันได้
“ไม่คิดว่าจะได้มาแก้มือกับเจ้าในสถานที่แบบนี้”
ชายผิวคล้ำหน้าเหี้ยมดูดุดันที่ใช้ง้าวเป็นอาวุธคนนั้น ข้ายังจำมันได้ดี
“กู จ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง] ขอท้าประลองหนึ่งต่อหนึ่งกับเจ้า! ”
จ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง] บุรุษยอดนักรบเผ่ายักษาน้อยที่เคยรบรากับข้าเมื่อก่อนคนนั้น
ข้ายังจำใบหน้าของมันได้ดีเลยละ
ว่าแต่อย่ามาท้าประลองตอนที่คนอื่นเขากำลังหมดสภาพสิฟะ… แค๊ก!