เซียวจิ่วเอ๋อร์ถูกซูย่างดึงถอยไปด้านหลัง นางมองเขาด้วยความสงสัยเต็มใบหน้า “วิธีอะไรหรือ”
“ใกล้กับสำนักศึกษาซิงเฉินมีูเาหลงกู่ ข้าจะไปพร้อมเ้าวันนั้น รอจนถึงวันสอบเข้า เ้าก็แค่ตามข้าเข้าไปในูเา!”
“เราจะอยู่ในูเาสองสามวัน เมื่อออกมาข้าจะบอกทุกคนว่าข้าบังคับเ้าให้อยู่กับข้า พวกเขาไม่กล้าทำอะไรข้า ส่วนเ้าก็รอดพ้นจากการสอบเข้า เป็แผนที่มีแต่ได้กับได้ เ้าคิดว่าอย่างไร” ซูย่างวางแผนไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
เซียวจิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองสีหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความหวังว่าจะได้รับคำชม ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
ในขณะนั้นเอง เ้าตัวเล็กที่เงียบมาตลอดอย่างซิงซิงก็อดพูดไม่ได้
“จิ่วเอ๋อร์” เขาแกว่งมือของเซียวจิ่วเอ๋อร์เล็กน้อย ก่อนกล่าวสีหน้าจริงจัง “เขาโง่นิดหน่อย พวกเราไม่เล่นกับเขาได้ไหม”
เสี่ยวไป๋เคยบอกไว้ว่าอย่าไปเล่นกับคนโง่
สีหน้าภูมิใจของซูย่างพลันเลือนหายไปทันที เขาก้มหน้ามองซิงซิงอย่างอึกอัก
“ไม่เคยมีใครบอกว่าข้าโง่มาก่อน”
“ซื่อบื้อ!”
“...”
เซียวจิ่วเอ๋อร์กลัวว่าซูย่างจะอดไม่ไหวจนลุกขึ้นมาตีซิงซิง จึงรีบลากเด็กน้อยไปซ่อนด้านหลัง พร้อมปฏิเสธคำแนะนำของเขาอย่างนุ่มนวล
“ขอบคุณในความหวังดีของคุณชาย แต่ไม่จำเป็ต้องลำบากเพียงนั้น การสอบเข้าเป็เพียงข้ออ้างเท่านั้น ข้าเลี่ยงได้ครั้งแรกแต่เลี่ยงไม่ได้ตลอดไป ที่สำคัญหากข้าเข้าูเาพร้อมท่าน เกรงว่าจะมีแต่เื่ยุ่งยากตามมา” นางไม่สนว่าผู้คนจะพูดอะไร เพียงแต่ไม่อยากวุ่นวาย
เซียวจิ่วเอ๋อร์ถอยหลังไปสองก้าวเพื่อสร้างระยะห่างกับซูย่าง
“ข้าไม่ได้อยากดึงท่านเข้ามายุ่งเกี่ยวในปัญหาของข้า โปรดอย่าแทรกแซงเื่ของข้าอีกเลย” พูดจบนางก็จูงมือซิงซิงกลับเข้าที่พัก
ซูย่างยืนอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังของทั้งคู่จนกระทั่งหายลับไปในความมืด จึงค่อยๆ ถอนสายตากลับมา
เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่อัดอั้นจากเื่ที่จวนราชครูกลับมายังที่พักด้วยความหงุดหงิด ส่วนซิงซิงที่ตามไปด้วยก็เห็นได้ชัดว่าเป็เด็กเ้าคิดเ้าแค้น
เขาถอดเสื้อออก สองมือเล็กๆ จับข้อเท้าตัวเองไว้ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง พลางทำหน้ามุ่ยพองลมด้วยความไม่พอใจ
“จิ่วเอ๋อร์ พวกเราไปหาเสี่ยวไป๋กันเถอะ! พวกเราสู้คนเลวนั่นไม่ได้ แต่เสี่ยวไป๋ทำได้!”
“พึ่งพาคนอื่นไม่สู้พึ่งพาตัวเอง” เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่กล้าบอกเขาว่าเสี่ยวไป๋ทิ้งเขาไปแล้ว นางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องหาคือสัตว์อัญเชิญที่เหมาะสมสำหรับข้า”
“ข้ามี! ข้าให้เ้า!” ซิงซิงลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ข้ามีเทพอสูร!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เลิกคิ้ว เหมือนอยากร่วมสนุกกับคำโม้ของเขา “งั้นหรือ ตัวอะไรเล่า”
“งู์[1]และกิเลน! แต่...แต่เสี่ยวไป๋ผนึกพลังิญญาของข้าไว้ ข้าจึงเรียกพวกมันออกมาไม่ได้...”
ไอ้เ้าเสี่ยวไป๋นี่ช่างเก่งนักเื่หลอกเด็ก!
เซียวจิ่วเอ๋อร์กลอกตาอย่างลับๆ ก่อนจะพยักหน้าเออออไปตามน้ำ เล่นไปตามจินตนาการของเด็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงดึงเขาขึ้นมานอนพักด้วยกัน
รุ่งเช้า เซียวจิ่วเอ๋อร์ตื่นแต่เช้าตรู่ รู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย
เมื่อคืนนางฝัน ภาพในฝันช่างเลือนรางจนจำแทบไม่ได้ สิ่งเดียวที่นางจำได้แม่นคือเสียงเย็นเยียบแต่แฝงความอ่อนโยนลึกซึ้งที่เอ่ยเรียกชื่อนางอยู่ข้างหู บรรยากาศในความฝันช่างชวนให้อึดอัดปนความอ้อยอิ่ง
เซียวจิ่วเอ๋อร์อดขำตัวเองไม่ได้ที่ดันฝันแบบนี้ นางส่ายหัวแล้วลุกขึ้นจัดการตัวเองให้พร้อมสำหรับวันใหม่ ตั้งหน้ารอคอยพายุที่จะโหมกระหน่ำเข้ามาในวันนี้
หากคาดการณ์ไม่ผิด เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่าเ็จนหมดสติเมื่อวันก่อนน่าจะฟื้นตัวแล้ว
ยังไม่ต้องพูดถึงเซียวหรันที่เพิ่งโดนจับได้คาหนังคาเขา ซ้ำยังถูกถอนหมั้นในวันเดียวกัน พวกนางไม่มีทางยอมปล่อยเื่นี้ไปง่ายๆ แน่
เซียวจิ่วเอ๋อร์เตรียมรับมือไว้ทุกอย่าง ทว่าผ่านไปจนถึงพลบค่ำก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กลางดึก ณ จวนราชครู
กู้เหยียนเปิดประตูห้องหนังสือแล้วเดินตรงไปหาเป่ยมู่หานอย่างอิดโรย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“อาหารที่ข้าทำเมื่อคืนไม่ถูกปากเ้าหรือไรกัน”
เป่ยมู่หานเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะก้มหน้ากลับไปอ่านหนังสือต่อ ท่าทางอวดดีราวกับจะบอกว่า ‘ถ้าพูดไร้สาระอีกก็ออกไปซะ’ ทำเอากู้เหยียนได้แต่ข่มความไม่พอใจไว้
เขาทั้งคันและปวดไปทั้งตัวตลอดทั้งวัน พอคิดไปคิดมาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล สุดท้ายจึงตัดสินใจโทษว่าเป็ฝีมือเป่ยมู่หาน
“บอกมา เ้าวางยาพิษชนิดไหน” กู้เหยียนยกมือขึ้นเกาบริเวณลำคอที่แดงบวมจนเกือบถลอก
“ช่วยบอกใบ้ให้ข้าหน่อยเถิด ข้าจะได้หลอมโอสถให้ตรงกับอาการ”
“เ้าที่เป็ถึงนักหลอมโอสถชั้นยอดไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็อะไรงั้นหรือ” เป่ยมู่หานเงยหน้าขึ้น กวาดตามองกู้เหยียนั้แ่หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยเย้ยหยัน
“เลิกพูดยียวนข้าเสียที! ข้าป่วยที่ไหนกัน! ข้าถูกวางยาพิษต่างหาก!” กู้เหยียนทุบโต๊ะเสียงดังด้วยความหงุดหงิด
“รีบบอกข้ามาเถิดว่าจะถอนพิษนี้ได้อย่างไร ข้าเจ็บจนแทบทนไม่ไหวแล้ว!”
“ไม่ใช่ข้า” เป่ยมู่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าฉายแววรังเกียจ
“เ้าไปเหยียบย่างที่สกปรกโสมมที่ใดมาหรือเปล่า”
“ข้า…” กู้เหยียนสูดลมหายใจลึก พยายามกลืนคำด่าที่กำลังจะหลุดออกมา
“ข้าไม่ได้ไปหอนางโลม! ั้แ่มาถึงจวนเ้า ข้าก็ไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไหนเลย! แต่หลังจากกินมื้อเย็นเมื่อวาน ข้าก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย ตอนแรกคิดว่าเป็เพราะเดินทางนานจนปรับตัวกับสภาพแวดล้อมไม่ได้ ใครจะไปคิดว่าพักผ่อนทั้งคืน ตื่นมาจะเป็หนักขึ้น ทั้งตัวขึ้นผื่นแดง แถมเ็ปจนแทบทนไม่ไหว!”
กู้เหยียนพยายามระงับอารมณ์ ไม่กล้าแสดงท่าทีหงุดหงิดใส่เป่ยมู่หาน ผู้ที่เขาไม่อาจล่วงเกินได้
“ท่านเป่ย ข้าทำอะไรให้เ้าขุ่นเคืองหรือ โปรดพูดตรงๆ เถิด”
“เ้าถูกพิษหลังจากมื้อเย็นเมื่อคืนใช่หรือไม่”
“ใช่!”
เป่ยมู่หานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ภายในจวนของเขามีคนอยู่ไม่มาก แค่บ่าวรับใช้เพียงสองคนเท่านั้น และพวกนั้นย่อมไม่กล้าทำเื่เช่นนี้อย่างแน่นอน
กู้เหยียนไม่ได้ออกจากจวนเลย ถ้าเช่นนั้น คนที่มีทั้งความสามารถและความเป็ไปได้ที่จะทำเื่แบบนี้จะเป็ใครได้อีก
เป่ยมู่หานพยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อวาน สายตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็มืดมน
กู้เหยียนจับจ้องเขาอย่างไม่ละสายตา เมื่อเห็นประกายเย็นวาบผ่านในดวงตาของเป่ยมู่หาน เขาก็รู้สึกสังหรณ์ไม่ดี
เป่ยมู่หานลุกเดินมายืนอยู่ตรงหน้ากู้เหยียน ก่อนจะก้มมองรอยบนตัวของเขา
“ก็แค่ลูกไม้ตื้นๆ”
“หมายความเช่นไร” กู้เหยียนถึงกับอึ้ง “นี่ไม่ใช่ฝีมือท่านจริงๆ หรือ แล้วจะมีใครที่มีฝีมือพอจะวางยาข้าได้อีก”
“เซียวจิ่วเอ๋อร์” เป่ยมู่หานพูดด้วยน้ำเสียงเ็า แววตาแฝงความเหยียดหยาม “เพื่อดึงดูดความสนใจจากข้า นางถึงกับลงทุนทำถึงเพียงนี้”
“เซียวจิ่วเอ๋อร์วางยาข้าเพื่อดึงดูดความสนใจจากเ้า? หากนางทำเช่นนั้นกับข้า ก็แปลว่านางสนใจข้าไม่ใช่หรือ” กู้เหยียนถึงกับงุนงง ใบหน้าปรากฏเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด เขาพยายามเรียบเรียงความคิดแล้วพูดขึ้นอย่างสับสน
“วางใจเถิด ต่อให้นางชอบใครก็ไม่มีวันชอบเ้าแน่!” กู้เหยียนหวนคิดถึงบรรยากาศตึงเครียดเมื่อคืนระหว่างเซียวจิ่วเอ๋อร์และเป่ยมู่หาน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าข้อสงสัยของตนน่าจะมีเหตุผล
“เ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” เป่ยมู่หานหน้าเข้มขึ้นทันที สีหน้าไม่สบอารมณ์
“ยังต้องถามอีกหรือ เ้าแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นว่าอยากฆ่านาง หากนางยังเข้าหาเ้า นางคงสมองมีปัญหา ข้าว่าแม่นางผู้นั้นมีไหวพริบแพรวพราว ไม่เหมือนคนโง่เลยสักนิด”
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่นางชี้หน้าด่าเ้า ท่าทางนั้นดูยังไงก็ไม่มีวี่แววว่านางจะชอบเ้าสักนิด
คำพูดสุดท้ายนี้กู้เหยียนไม่กล้ากล่าวออกมา เพราะเกรงว่าจะถูกซัดเข้าให้
เขาขยับร่างกายเล็กน้อยด้วยความเ็ป ก่อนจะถอนหายใจ “ช่างเถิด อย่าเพิ่งสนใจว่าเป็นางหรือไม่ที่วางยาข้า รีบเรียกหมอมาตรวจดูข้าเถิด ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว”
เวลาค่อยๆ ผ่านไป กู้เหยียนต้องรออย่างทรมานในห้องหนังสือ จนกระทั่งผ่านไปสองเค่อ ท้ายที่สุดเขาจึงได้เห็นหมอหลวงที่รีบรุดมาถึง
หมอหลวงหอบหายใจพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก เดิมทีคิดว่าคงเป็เพราะท่านราชครูเจ็บป่วยหนัก แต่เมื่อผลักประตูเข้าห้องหนังสือกลับไม่พบเงาร่างของเป่ยมู่หานเลย
[1] งู์ หรือ เถิงเสอ ตามตำนานจีน เถิงเสอคืองูบิน เป็บริวารของเ้าแม่หนี่วา