“โจวซื่อ ข้ามีนามว่า โจวซื่อ”
“โจว...ซื่อ... อาฉี เหตุใดต้องทำแบบนี้ ไม่ว่าเ้าจะเปลี่ยนไปอีกกี่ชื่อ เ้าก็คือ ฉีซื่อ อาฉี อาฉีของข้า” อ๋องจินอู่บอกแก่ฉีชื่อ เพราะเขาไม่ชอบชื่อใหม่นี้นัก เพราะโจวซื่อคนนี้แสนจะเ็า และหวาดระแวง เศร้าหมอง เ็ป ไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิด ต้องชื่อฉีซื่อเท่านั้น ฉีซื่อที่เต็มไปด้วยความสดใส อ่อนโยน ใจดี มองโลกในแง่ดี ช่างพูดช่างเจรจา
“ข้าไม่ชอบฉีซื่อ” ฉีซื่อพูดย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะเริ่มจัดการงานของตนต่อ
อ๋องจินอู่พยายามเข้ามาช่วยเป็ลูกมือ แต่ก็จะถูกเมินใส่เหมือนเขาไม่มีตัวตน ส่วนตัวแล้วอ๋องจินอู่นั้นเื่เข้าครัวเขาไม่เคยทำมาก่อนอย่างแน่นอน เขาเป็ถึงท่านอ๋องเื่พวกนี้หาใช่เื่ที่ต้องมาเรียนรู้ไม่ ตอนอยู่ที่จวน ปีๆ หนึ่ง เดินเข้าห้องครัวนับครั้งได้เลย แต่ตอนนี้เขา้าจะเอาใจฉีซื่อ พยายามช่วยฉีซื่อจัดการน้ำแกงและไหนจะเส้นบะหมี่ที่ทำทิ้งไว้อีก ทุกอย่างมันดูยุ่งยากไปหมดสำหรับเขา
แม้ว่าฉีซื่อจะบอกแก่อ๋องจินอู่แล้วว่าตนนั้นชื่อ โจวซื่อ แต่อ๋องจินอู่ก็ยังคงไม่ยอมเรียกอยู่ดี ยังคงเรียกเขาว่าอาฉี ซึ่งแน่นอนว่า คนที่ถูกเรียกย่อมไม่พอใจนัก
“อาฉี...เ้าอยากให้ข้าทำอะไร เ้าบอกข้ามาเถอะ ข้าจะช่วยเ้าเอง เ้าจะได้ทำเสร็จเร็วขึ้น จะได้ไปพักผ่อนเสียที”
“...”
ยังคงไร้การตอบรับจากอีกฝ่าย จนตอนนี้ทำให้อ๋องจินอู่ต้องล่าถอยออกมา เขาหลบมายืนอยู่ห่างๆ ตรงประตูทางเข้าห้องครัวอย่างเงียบๆ เขาค่อยๆ จดจำขั้นตอนต่างๆ การทำงานของฉีซื่อ เผื่อว่าครั้งหน้าเขาจะมีโอกาสได้กลับไปเป็ที่พึ่งให้ฉีซื่อได้อีกครั้ง ทำให้เขาได้รู้ว่า กว่าจะได้บะหมี่สักชามฉีซื่อต้องลงแรงขนาดนี้เลยหรือ มิน่าเล่า! รสชาติถึงได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ เพราะคนทำทั้งตั้งใจ ทั้งทุ่มเท ทั้งใส่ความรักลงไปนี่เอง
อ๋องจินอู่ไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตอนนี้ เวลาได้ล่วงเลยไปนานเท่าไหร่แล้ว เพราะด้วยความที่ที่แห่งนี้มีอากาศหนาวแสงแดดแทบส่องมาไม่ถึง บวกกับเขาตอนนี้ได้อยู่กับฉีซื่อยิ่งทำให้เขาลืมวันลืมคืนเข้าไปใหญ่
“จวนจะค่ำแล้ว ท่านอ๋องท่านกลับไปที่โรงเตี๊ยมเถิด หากดึกกว่านี้ อากาศจะหนาวมากพะยะคะ” ฉีซื่อเอ่ยขึ้นมาในขณะที่กำลังนั่งเคี่ยวน้ำแกงอยู่
“อาฉี...ข้า...”
“โจวซื่อ...เรียกข้าว่าอาโจวก็ได้” ฉีซื่อยังคงไม่ยอมรับในชื่อเก่าของตน
“ฮึ่ย! จะอาฉี หรือ อาโจว ก็ช่าง ข้าจะเรียกอาฉี... อาฉีของข้า โจวซื่ออะไรนั้น ไม่เห็นจะเหมาะกับเ้าเลยสักนิด” อ๋องจินอู่ยังคงประท้วงไม่เลิก
“หึ! เพราะอะไรกัน เพราะว่าฉีซื่อ เป็อาฉีของท่านยังไงละ แต่ตอนนี้ ข้าคือโจวซื่อ ข้าคืออาโจว ที่ตอนนี้ไม่ใช่ของท่านยังไงล่ะ”
“อา...ฉี...” อ๋องจินอู่ไม่คาดคิดกับสิ่งที่ฉีซื่อตอบกลับ มันดันไปแทงใจเขาเข้าอย่างจัง
... ใช่ ฉีซื่อ คือ อาฉีของข้า แต่ โจวซื่อ อาโจวไม่ใช่ของข้า ข้ารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ว่าตอนนี้หัวใจของเ้าอยู่ห่างไกลจากข้าจริงๆ ...
“ท่านกลับไปเถิด...” ฉีซื่อยังไงยืนกรานไล่อ๋องจินอู่ไม่เลิก
“ขอ...ข้า...อยู่ด้วย...ได้หรือไม่ อาฉี” อ๋องจินอู่พูดด้วยน้ำเสียงในเชิงขอร้อง
“ท่านก็ไปถามอาฉีเอาเองเถิด”
“อาโจว ขอข้าอยู่...” อ๋องจินอู่รีบเปลี่ยนสรรพนามทันที
“ที่นี่ไม่มีเตียงอุ่นๆ ผ้านวมหนาๆ ที่นอนนุ่มๆ ไว้สำหรับต้อนรับแขก ดังนั้น ท่านกลับไปเถอะ”
“ข้าอยู่ได้ ไม่จำเป็ต้องมีของพวกนั้น...” ...ขอแค่มีเ้าเท่านั้น อะไรก็ย่อมได้ทั้งนั้น...
“ฮึ! ฮ่าๆๆๆ ท่านต้องเป็บ้าไปแล้วแน่ๆ เลยท่านอ๋อง ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ฮ่าๆๆ” ฉีซื่อหัวเราะออกมาอย่างขบขัน และเยาะเย้ยในสิ่งที่อ๋องจินอู่ทำ เพราะเขาไม่อยากจะเชื่อว่า คนอย่างอ๋องจินอู่จะพูดคำพูดพวกนี้ออกมาก็เป็ด้วย คนที่ไม่ยอมลดลงให้ใครแบบนี้นะหรือ ที่วันนี้จะยอมลดลงให้ตนได้เช่นนี้
“อาโจว ข้าพูดจริง เ้าจะเชื่อข้าได้หรือไม่”
“ท่านอ๋อง...ท่านเลิกเล่นละครเถอะ ละครบทนี้มันน่าเบื่อเกินไปสำหรับกระหม่อมแล้วพะยะคะ มันไม่สนุก!” ฉีซื่อกระแทกเสียงกลับด้วยความโกรธ “อาโจว เ้าใจเย็นๆ ข้าไม่ได้คิดจะทำอย่างที่เ้าว่า ทุกอย่างต่อจากนี้ มันคือความจริงทั้งหมด ข้าไม่ได้คิดจะหลอกลวงเ้า นับแต่นี้ไป ข้าจะไม่มีความลับต่อเ้าแน่นอน ข้าจะบอกเ้าทุกเื่ ข้าสัญญา!” อ๋องจินอู่พยายามอธิบาย แต่ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไร
“ข้าไม่เชื่อ!” ฉีซื่อพูดจบก็เดินกลับเข้าไปทำงานต่อในครัว ส่วนอ๋องจินอู่ก็จัดการปูที่หลับที่นอนไว้ให้ฉีซื่อ ทำให้ให้เขาได้รู้ว่า ที่นอนที่ฉีซื่อนอนนั้น ทั้งเก่า ทั้งขาด ทั้งบาง เขาเห็นแบบนี้ก็ได้แต่โทษตัวเองที่ทำให้ฉีซื่อต้องมาลำบากขนาดนี้ ครั้นจะเข้าไปในตลาดเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้อีกฝ่าย ก็กลัวว่าพอกลับมาแล้ว เขาจะหายไปอีก
ฉีซื่อ พอต้มน้ำแกงได้ที่ ก็พักหม้อไว้ให้เย็นเพื่อรอให้น้ำแกงเป็ไข แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เขาจะตักไขมันแยกออกไว้ก่อนแล้วค่อยเคี่ยวต่อเพื่อให้เข้มข้นจนกลายเป็น้ำปรุงรส
...ตุบ...บ...
ฉีซื่อทิ้งตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า และหลับใหลไปในที่สุด โดยไม่ได้สนใจอีกคนที่ตอนนี้เขานั่งอยู่เงียบๆ ที่โต๊ะน้ำชา อ๋องจินอู่ยังคงนั่งอยู่เช่นนั้นนานนับ2ชั่วยาม ก่อนจะลุกขึ้นมามองดูอีกคนที่หลับใหลอยู่ เขาใช้มือไปแตะที่แก้มของอีกคนเบาๆ ก่อนจะััได้ว่า แก้มนั้นเย็นเฉียบเหมือนกับเกล็ดหิมะก็ไม่ปาน ทำให้อ๋องจินอู่เกิดความกังวล กลัวว่าฉีซื่อจะไม่สบาย เขาถอดผ้าคลุมขนสัตว์ตัวหนาออกจากตนเองแล้วนำมาห่มให้ฉีซื่อ รวมไปถึงเสื้อนอกของเขาด้วยเช่นกัน ก่อนที่อ๋องจินอู่จะนั่งลงบนพื้น กอด-อก หลังพิงที่เตียง และได้หลับอยู่ข้างๆ ฉีซื่อในที่สุด
.................................................
...เช้าวันต่อมา...
... นายท่านขอรับ นายท่าน.... อาโจวเ้าอยู่ไหม...
เสียงนี้ไม่ใช่เสียงใครที่ไหน เป็เสียงของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่ เช้าวันนี้เขามาพร้อมกับหมอท่านหนึ่งที่เขาพอจะหามาได้ เขานำมาเพื่อจะมารักษาฉีซื่อตามคำสั่งของอ๋องจินอู่ และทันทีที่ประตูถูกเปิดออกโดยอ๋องจินอู่ พวกเขาก็พากันเข้าไปข้างในทันที
“นายท่าน นี่คือหมอที่ข้านำมาด้วยขอรับ เขาเป็หมอที่เก่งที่สุดของที่นี่แล้วขอรับ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเอ่ยแนะนำแก่อ๋องจินอู่
“อืม...เชิญ...” อ๋องจินอู่ตอบสั้นๆ ก่อนจะหลบทางให้หมอ
“เมื่อคืนเขาตัวร้อน มีไข้ นอนหนาวสั่น ตัวเย็นเฉียบ...” อ๋องจินอู่พูดขึ้นมาเพื่อ้าให้ทั้งหมอและเถ้าแก่โรงเตี๊ยมได้ยิน
“อั๊ยหยา! อาการกำเริบอีกแล้วหรือนี่! ่นี้เขาเป็ถี่ขึ้นทุกที อาโจวน้าอาโจว...” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพูดออกมาอย่างร้อนใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับเขา เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็แบบนี้เลย เขาเป็คนแข็งแรงจะตายไป” อ๋องจินอู่ถามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกลับทันที
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบหรอกขอรับ ข้าน้อยรู้แต่เพียงว่า พอเขามาถึงที่นี่ก็เจ็บป่วยเช่นนี้แล้ว” อ๋องจินอู่ไม่ได้ตอบอะไรต่อ เขาหันกลับไปมองการรักษาของหมอตรงหน้าต่อ
“ท่านหมอ พอจะรักษาเขาได้หรือไม่” อ๋องจินอู่ถามขึ้น หลังจากเห็นหมอนั่งเก้ๆ กังๆ
“ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ขอรับ แต่พอจะเดาได้ว่าอาการมีไข้นี้ น่าจะมาจากแผลที่อักเสบอยู่ภายในขอรับ”
“แผลอะไรกัน...”
“แผลที่อยู่ทางช่องทางด้านล่างไงขอรับ เมื่อครั้งก่อน ข้าน้อยเคยมารักษาเขาอยู่ครั้งหนึ่ง แต่ก็นานแล้วขอรับ ที่อาการกำเริบอาจจะเพราะไม่ได้รักษาต่อเนื่องขอรับ บวกกับที่นี่อาการหนาวเย็น ทำให้มีอาการตัวร้อน ไม่สบายได้ง่ายขอรับ”
“คราวนี้จะรักษาอย่างไร...” อ๋องจินอู่ถามกลับทันที
“ทายาขอรับ แต่ต้องทาเข้าไปให้ถึงแผลที่อยู่ด้านในขอรับ...และเช็ดตัวเขาไปด้วยเพื่อช่วยลดอาการมีไข้ขอรับ”
“อืม...” อ๋องจินอู่ตอบกลับพลางรับกระปุกยามาไว้ในมือ พร้อมกับยื่นถึงเงินให้หมอทันที
“อีก 7 วัน ข้าน้อยจะมาใหม่นะขอรับ” หมอที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมนำมาตอบกลับ ก่อนจะขอตัวกลับทันที
“เถ้าแก่...” อ๋องจินอู่เพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้
“ขอ ขอรับนายท่าน”
“ไปหาซื้อของตามใบรายการนี้ แล้วเอามาส่งให้ข้าที่บ้านหลังนี้ด้วย รวมไปถึง่นี้เ้าทำอาหารมาส่งให้ข้าที่บ้านที่ด้วยวันละ 3 มื้อ เ้าจงจัดอาหารมาสำหรับ2คน จนกว่าอาโจวจะหายป่วย” อ๋องจินอู่พูดพลางยื่นถุงเงินจำนวนหนึ่งให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยม
“ขอ ขอรับ นายท่าน” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมรับคำทันที
“ของทุกอย่างในใบรายการนี้ข้าล้วนแต่้าอย่างเร่งด่วน โดยฉะเพราะพวกเครื่องนอน เย็นนี้เอามาส่งก่อนได้หรือไม่”
“ได้ขอรับๆๆ ส่วนของที่เหลือ จะเอามาส่งให้ไม่เกินเย็นพรุ่งนี้นะขอรับ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมตอบรับทันทีพร้อมกับขอตัวกลับทันที
... อาฉีของข้า ข้าขอโทษ ...
หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว อ๋องจินอู่ก็เริ่มจัดการตามที่หมอบอกไว้ทันที เขาค่อยๆ ถอดกางเกงฉีซื่อออกเบาๆ จับตัวฉีซื่อมานอนพาดบนตัก กางขาฉีซื่อออก ก่อนจะเอายาใส่ไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วค่อยๆ ใช้มืออีกข้างแหวกบั้นท้ายฉีซื่อและใช้นิ้วที่มียา ดันเข้าไปด้านในอย่างช้าๆ และใช้นิ้วนั้นคว้านกวาดให้รอบในช่องทางนั้น เพื่อเป็การลดอาการอักเสบของแผลด้านใน
“อึก อืม...” เสียงของฉีซื่อร้องท้วงขึ้นในขณะที่นอนไม่ได้สติ
“รอเดี๋ยวน่ะอาฉี จวนจะทาเสร็จแล้ว”
“เจ็บ...ข้าเจ็บ...อึก ฮือๆๆๆ ปล่อยข้าไปเถิด ได้โปรดอย่าทำข้าเลย” ฉีซื่อเพ้อออกมาในขณะที่ยังไม่ได้สติ
อ๋องจินอู่นึกถึงเหตุการณ์ที่โรงเลี้ยงม้าในวันนั้น นอกจากเขาจะขืนใจฉีซื่อแล้ว เขายังได้ทรมานฉีซื่ออีกด้วย และนี่ก็เป็ที่มาของาแในช่องทางด้านล่างของฉีซื่อนั้นเอง แผลนี้เกิดจากการที่อ๋องจินอู่ใช้ด้ามพลั่วแทงกระทุ้งเข้าไปในช่องทางด้านล่างของฉีซื่ออย่างบ้าคลั่งในวันนั้น มันได้ส่งผลให้ฉีซื่ออยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ในวันนี้ หลังจากทายาเสร็จ อ๋องจินอู่ก็นั่งกอดฉีซื่ออย่างเงียบๆ เขากอดฉีซื่อไว้อย่างหวงแหนพร้อมกับปลอบฉีซื่อให้หลับไปด้วย
... ขอข้าอยู่ด้วยเถิดน่ะ ไม่ว่าเ้าคือฉีซื่อ หรือ โจวซื่อ ข้ายอมแล้ว ข้ายอมรับทั้งหมด เรามาทำความรู้จักกันใหม่ก็ได้ อาโจว...