ฮูหยินเจีย ครั้นเห็นอี้เฉินสืบฝีเท้าออกไป จากห้องโถงใหญ่ พร้อมกับอาภรณ์จักรพรรดิ ที่ชายหนุ่มสร้างขึ้น ส่งริ้วคลื่นปราณมังกรออกมา นางกล่าวปลอบโยน บุตรสาวทั้งสองของนางด้วยความอ่อนโยน พอจะรับรู้ถึงความยากลำบาก ที่จักรพรรดิวัยหนุ่ม ต้องแบกรับไว้บนบ่า ว่ามันหนักหนาถึงเพียงใด
ทว่าในกรอบสายตาของยี่ผิง นางมีความไม่จำยอม ที่จะจากดินแดนเทพไป “ท่านแม่ ท่านจะให้ข้ากับ ท่านพี่ขึ้นไปเติบโต ยังดินแดนจักรพรรดิจริงหรือ? ...อย่างไรข้าก็ไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น”
เจียหลิน นางเองก็ดึงดันไม่น้อยเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นความตั้งใจของท่านแม่ของนาง มันก็ทำให้เจียหลิน นางต้องยอมรับคำของท่านแม่นาง เข้าไปห้ามปรามยี่ผิง ไม่ให้นางกล่าวพูดสิ่งใดออกมาอีกต่อไป
ฮูหยินเจีย ลูบหัวทั้งสองอย่างเบามือ “เจ้าเด็กโง่ทั้งสอง เจ้าขึ้นไปดินแดนเบื้องบน ต้องขยันฝึกฝน แล้วกลับมาช่วยพวกเรา เหล่าคนดินแดนเทพ รับปากกับแม่”
ทั้งสองต่างก็ทำปากมุ่ย ขานรับคำของ มารดาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณอี้เฉิน หากไม่ได้อี้เฉินพวกนางก็อาจไม่ได้ขึ้น ไปเติบโต ยังดินแดนจักรพรรดิ ด้วยศักยภาพของยี่ผิง วันข้างหน้า นางอาจจะเติบโตไร้ขีดจำกัด ไม่อาจคาดเดาตัวนางได้
แม้แต่สายตาฮูหยินเจีย ยังหม่นแสงลงเล็กน้อย เมื่อรับรู้ว่า อีกไม่ช้าบุตรสาวแท้จริง กับบุตรบุญธรรม ของนางจะต้องจากลาไปในที่ ที่ไกลแสนไกล ทว่าความทรงจำของพวกเขา จะไม่เลือนหาย แม้จะจากกันไปในที่ ที่ไกลแสนไกลนับล้านลี้ก็ตาม
ทางด้านอี้เฉินที่สืบฝีเท้า ขึ้นไปด้านบนยอดเขาสูง พร้อมกับผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจีย ครั้นในกรอบสายตาอี้เฉินเห็นชะง่อนผา มีอารามสีขาวบริสุทธิ์ ราวกับเครื่องกระเบื้องแก้วแวววาว ขนาดไม่ใหญ่มากนัก เป็นเพียงศาลาหลังหนึ่ง อยู่อย่างสันโดษ ทำให้อี้เฉินพอจะคาดเดานิสัย ของผู้เฒ่าชราผู้นี้ได้ไม่ยากเย็นนัก ว่าชายแก่ผู้นี้ชอบความสันโดษ อิสรเสรีไร้ข้อผูกมัด ยากที่จะพูดคุยโน้มน้าวตัวเขา
ก่อนเสียงแค่นคำรามภายในศาลาสีขาวบริสุทธิ์ จะดังขึ้นมา เสียดแทงเข้าไป ภายในโสตประสาทของอี้เฉิน “จักรพรรดิเยี่ยงเจ้า มีธุระอะไรกับชายแก่ชรา ยากที่จะพูดคุยโน้มน้าว เช่นนั้นหรือจักรพรรดิหนุ่ม”
อี้เฉินห่างคิ้ว เขาสั่นกระตุกน้อยๆ ในทันใด ไม่คิดว่า บรรพบุรุษชรา ยี่ลั่วหยาง จะอ่านใจบางส่วนของเขาได้ อี้เฉินรีบเก็บท่าที ให้กลับมาสงบนิ่ง ไม่ครุ่นคิดอะไรในทันใด ครั้นประสานมือคำนับ ออกมาด้วยความนอบน้อม เขากล่าวขออภัยทันที “ข้าเสียมารยาท ท่านบรรพบุรุษชรา โปรดอย่าถือสา”
แม้แต่ผู้นำเผ่าสงคราม อย่างยี่หาญเจีย ที่ยืนอยู่ข้างกายอี้เฉิน ยังรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของอี้เฉิน ไม่คิดว่าเพียงไม่กี่ลมหายใจ อี้เฉินก็สามารถจัดการสติของเขาได้ กลับมามีท่าทีเรียบนิ่ง ไม่มีท่าที ลนลานอีกต่อไป
น้ำเสียงภายในศาลาสีขาวบริสุทธิ์ เอ่ยเสียงแหบพร่า ดังขึ้นมาอีกครา “เชิญ!! ..เจ้ามาหาข้าคราวนี้ คงจะไม่ได้เกี่ยวข้อง กับคำสั่งของ องค์หญิงอี้ฟางหรงสินะ”
อี้เฉินที่นั่งลงภายในศาลา พร้อมโต๊ะน้ำชาที่อยู่เบื้องหน้า เขาปรายตาไปมองชายชรา ในกรอบสายตานุ่มลึก ดูผ่านกาลเวลามายาวนาน แม้เขาจะดูไม่แก่ชรา อย่างที่อี้เฉินคาดคิด มีเพียงผมสีขาวแซม บนศีรษะ จวนเกือบจะขาวโพลนเท่านั้น ทว่าก็ยังให้ความรู้สึก ที่ทรงพลังน่าคร้ามเกรง
อี้เฉินส่ายหัว เอ่ยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันใด “หากข้าทำเช่นนั้น มันจะเป็นการกล่าวชักชวน ที่จริงใจเช่นนั้นหรือ ท่านบรรพบุรุษชรา”
ครั้นเด็กหนุ่มในกรอบสายตาชายชรา กล่าวพูดเสร็จสิ้น อี้เฉินรินชา ให้ผู้อาวุโสทั้งสองด้วยความนอบน้อม ก่อนใบหน้าที่เคร่งขรึมจริงจัง ของบรรพบุรุษชรา ยี่ลั่วหยาง แห่งเผ่าสงคราม จะคลี่ยิ้มออกมากว้าง ส่งเสียงหัวเราะ ออกมาดังก้องไปทั่วศาลา “ฮ่าๆๆ เจ้าช่างทำให้ข้าขำ จริงๆ จักรพรรดิหนุ่ม ที่พึ่งเกือบตายไม่กี่วันก่อน”
อี้เฉินเขาไม่กล่าวอ้อมค้อมอีกต่อไป “ท่านน่าจะรู้ดี ที่ข้ามาหาท่านด้วยเรื่องอะไร ข้าไม่พูดอ้อมค้อมเลยแล้วกัน ข้าอยากให้บรรพบุรุษชรา ยี่ลั่วหยาง เป็นกำลังให้ข้า ข้าบอกตามตรงข้าไม่ไว้ใจ คนของ4สำนักใหญ่ แล้วอีกอย่างหนึ่ง คนเผ่าสงครามติดหนี้ก้อนใหญ่ข้าอยู่ ท่านเองก็ด้วยเช่นกัน”
ชายชราครั้นได้ยินคำพูดของอี้เฉิน ใบหน้าเขาพลันขึงขัง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำออกมาด้วยความไม่พอใจ “ไม่แปลกที่เจ้าจะคิดเช่นนั้นอี้เฉิน เจ้าทำให้พวกเขาเหล่า4สำนักใหญ่ ผูกใจเจ็บมากี่คราแล้ว เรื่องนี้ข้าไม่อยากมีส่วนร่วม กับบาป โทษทัณฑ์ของเจ้า ต่อให้เผ่าสงครามติดหนี้เจ้าอยู่ก็เถอะ ข้าก็ไม่อาจรับข้อเสนอของเจ้าได้ เจ้าไปเสียเถอะจักรพรรดิหนุ่ม”
อี้เฉินโยนแผ่นป้ายหน่วยข่าวกรอง ที่เขาไปเข้าร่วมสงครามมหาทวีป เก็บไว้กับตัวตลอด ภายในแผ่นป้ายมีข้อมูลภาพ ที่กลุ่มคนแอบติดต่อ กับพวกต่างดินแดนอยู่ ก่อนส่งมันออกไปให้บรรพบุรุษชรา ยี่ลั่วหยางตรวจดู
ชายชรา ในกรอบสายตา มีความประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ครั้นเขาส่งปราณจิตเข้าไปตรวจดู เขาก็ต้องหน้าบึ้งตึง กล่าวพูดพึมพำออกมา “นี่เองสินะ ที่ทำให้จักรพรรดิ อี้เทียนหรงเดือดดาล”
อี้เฉินพยักหน้า “บางทีมันอาจจะมีกลุ่มคน ที่พวกเราไม่รู้ ชักใยดินแดนเทพ อยู่เบื้องหลังอีกก็เป็นได้”
คำพูดนั้นของอี้เฉินกดดัน บรรพบุรุษชรา ยี่ลั่วหยาง ที่ครุ่นคิดไม่ตกอยู่มากไม่น้อย แม้แต่ผู้นำเผ่าสงครามอย่าง ยี่หาญเจีย ยังไม่อยากเชื่อสายตา อยากจะรู้เช่นกันว่าอี้เฉินเอาอะไรให้ บรรพบุรุษชรา ของเขาดูกันแน่ ชายแก่ที่หัวดื้อถึงมีท่าทีเปลี่ยนไปขนาดนี้
“จักรพรรดิอี้เฉินเจ้าเอาอะไรให้ บรรพบุรุษชราของข้าดูกันแน่” ยี่หาญเจีย กล่าวไต่ถามด้วยความอยากรู้ ทว่า จู่ๆ ห่างคิ้วของเขาก็สั่นกระตุกถี่ยิบ ครั้นเห็น อี้เฉิน จุ๊ปาก!! ขึ้นมาประหนึ่งว่า ‘เจ้าไม่มีมารยาทหรืออย่างไร บรรพบุรุษชรากำลังใช้ความคิดอยู่’
ฝ่ามือที่เตรียมจะชี้หน้าเด็กหนุ่มแดงน้อยๆขึ้นมา ก่อนจะรีบเก็บมันกลับไป เมื่อได้ยินน้ำเสียงบรรพบุรุษชรา ยี่ลั่วหยาง เตรียมจะกล่าวพูดออกมา “ข้าขอพูดคุยกับ องค์หญิงอี้ฟางหรง เป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”
อี้เฉินหยิบแผ่นยันต์ส่งข้อความ ออกไปบอกกล่าวพี่หญิง ถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษชรา ยี่ลั่วหยาง ในฉับพลันที่แผ่นยันต์ ถูกอี้เฉินขับเคลื่อนใช้งาน มันก็แหวกท้องฟ้า ข้ามผ่านห้วงมิติไปในพริบตา
แม้แต่กลุ่มนักฆ่า ที่คิดจะรอฆ่าสังหารอี้เฉิน ครั้นพวกเขาเห็น แผ่นยันต์ส่งข้อความ แหวกห้วงอากาศ ไปด้วยความเร็วปานสายฟ้า ต่างก็รับรู้ได้ทันทีไม่ช้าผู้ยิ่งใหญ่ จะต้องมาเยือนยังสถานที่แห่งนี้ ทำให้พวกเขาเหล่านักฆ่า ต้องล้มเลิกการฆ่าสังหารจักรพรรดิอี้เฉินลง ทว่าโอกาสนั้นยังมีอีกมาก ตราบใดที่อี้เฉิน ยังอยู่ภายในดินแดนเทพ
ด้านอี้เฉินประสานมือคำนับไปที่ ผู้อาวุโสทั้งสอง “ข้าต้องไปหาคนสำคัญของข้าคนหนึ่งทางเหนือสุด บริเวณวิหารเยือกแข็ง เช่นนั้นข้าขอลาท่านทั้งสอง ตรงนี้เลยแล้วกัน”
“เจ้าจะไปแล้วเช่นนั้นหรือ ..ยี่หาญเจียเจ้าพาสหายน้อยของเรา ไปเปิดหูเปิดตาภายในเขตเมืองหลวง ทวีปเหมันต์ตงเหลิ่งหน่อยไป”
ผู้นำเผ่าสงครามยี่หาญเจีย เขามีสีหน้าแววตาไม่จำยอม ที่จะเป็นคนอารักขาให้อี้เฉิน “บรรพบุรุษชรา แต่ว่าข้า…” ก่อนเขาจะผ่อนโทสะลง เมื่อเห็นสายตาของบรรพบุรุษชรา
“เจ้าตามข้ามาจักรพรรดิอี้เฉิน”
ครั้นอี้เฉินได้ยินเขายิ้มหน้าเจื่อนในทันที เกรงว่าการเดินทางครานี้ จะเป็นการเดินทางที่น่าอึดอัดที่สุด ของพวกเขาทั้งสองแล้วกระมัง
ทิศทางหุบเขาบรรพชน อี้ฟางหรง ยามนี้นางเดือดดาล กับอี้เฉินไม่น้อย แล้วยิ่งรับรู้ว่าไอ้น้องชายตัวดี เตรียมจะ ปลีกวิเวก ลงไปยังดินแดนเบื้องล่าง นางสบถด่าออกมาน้อยๆ พร้อมกับกลุ่มมิตรสหายของอี้เฉิน ที่ผ่อนลมหายใจออกมายาว ด้วยความโล่งอก ที่รับรู้ว่าอี้เฉินยังไม่ตายตก
อี้ฟางหรง นางสืบฝีเท้า พุ่งปราดไปยังเผ่าสงคราม พอจะเข้าใจความหวังดี ของอี้เฉินที่ต้องการช่วยเหลือตัวนาง แบ่งเบาภาระที่นางทำ นางจึงอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มขึ้นมากว้าง