บทที่ 35 ยกคาน
คำพูดของหลิวเยว่ที่ว่า ‘จะไปโชคดีแบบนี้ทุกวันได้ยังไง’ ถือได้ว่าด่วนตัดสินเกินไป
วันรุ่งขึ้นเมื่อเห็นไก่ป่าในตะกร้า เธอก็รู้สึกชาวาบไปทั่วร่าง การพบกระต่ายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ไก่ป่ามันบินได้นะ…
เสิ่นทิงหงแสดงสีหน้าภูมิใจ ดีที่ตัวเธอในชาติก่อนชอบกินอาหารป่า ชอบถึงขั้นเคยซื้อมาเลี้ยงดูด้วยซ้ำ ถึงจะไม่ใช่ไก่ป่าแท้ ๆ แต่ดูจากภายนอกก็ไม่ได้ต่างกันมาก
ไก่ป่าตัวนี้เธอย่อมเอาออกมาจากห้วงมิติ เธอไม่ใช่นักล่าฝีมือดีอะไร แต่ตอนนี้ก็ได้แต่แสร้งว่าเป็นแล้ว
“ลูกสาวของพ่อร้ายกาจจริง ๆ!” เสิ่นต้าเฉียงกลืนน้ำลายแล้วกลืนน้ำลายอีก เขาขึ้นเขาไปเองยังไม่สามารถหาทั้งสองอย่างนี้มาได้
กระต่ายวิ่งได้เร็ว ไก่ป่าก็บินได้ ถ้าไม่ใช่คนมีฝีมือก็ต้องพึ่งโชคช่วยแล้ว ยังไงก็มีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถจับทั้งสองอย่างนี้มาได้
แต่ว่าเมื่อวานลูกสาวเขาไม่เพียงเอากระต่ายกลับมาสองตัว วันนี้ยังเอาไก่ป่ามาได้อีก มันโชคดีอะไรกันเนี่ย!? เห็นโชคดีของลูกสาวแล้ว เขาไม่อยากออกไปทำงานเลย ไม่สู้ขึ้นเขาไปหาของป่าดีกว่า
แน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีเท่าลูกสาว ได้แต่คิดออกไปเฉย ๆ
“โฮะ ๆ แม่คะ หนูเก่งใช่ไหมล่ะค่ะ พรุ่งนี้พวกเราไปยกคานกันก็มีอาหารพอแล้วนะ”
“เก่งจ้ะ ลูกแม่เก่งที่สุด ตอนแรกแม่ยังกังวลอยู่เลย ว่าตั๋วเนื้อที่มีได้แค่เนื้อครึ่งจิน อีกทั้งพรุ่งนี้ยังมีงานเลี้ยงโต๊ะใหญ่ เนื้อครึ่งจินกลัวว่าจะกินกันไม่พอ”
“ยังดีที่มีลูกสาวคนดีของแม่”
เสิ่นทิงหงรู้สึกเขินเล็กน้อยหลังได้ยินคำเยินยอของหลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียง ยังไงเธอก็เอาของพวกนี้ออกมาจากห้วงมิติ ตอนนี้มาโดนเยินยอเหมือนดีเลิศประเสริฐศรีจึงอดรู้สึกกระดากอายไม่ได้
ในที่สุดวันยกคานขึ้นบ้านใหม่ของครอบครัวบ้านสามก็มาถึง เสิ่นทิงเหวินจึงลางานวันนี้ไว้ ยังไงเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของครอบครัว
พ่อเฒ่าเสิ่น แม่เฒ่าเสิ่น รวมถึงเสิ่นต้าหย่ง และอู๋อวิ๋นล้วนไม่ได้ออกไปทำงาน คิดว่าเรื่องยกคานเป็นอะไรที่ยุ่งยากมาก พอถึงเวลานั้นบ้านสามคงยุ่งกันหัวหมุน
หลิวเยว่ไม่ได้รู้สึกเกินคาดที่อู๋อวิ๋นมาช่วยงาน แม้ว่าสะใภ้ทั้งสามยังเหลือความไม่ค่อยชอบหน้ากันอยู่ แต่ก็เข้าใจกันและกันดี
เวลานั้นทุกคนต่างยืนออกันหน้าหม้อ ต่างก็อยากจะตักอาหารให้ตัวเองมากหน่อย จริง ๆ แล้วสถานการณ์ที่คล้ายกับครอบครัวเสิ่นก็มีไม่น้อย แต่ที่กล้าแยกบ้านออกมาจริง ๆ ถือว่าน้อยนัก
แต่ไม่ว่ายังไงเรื่องที่บ้านสองอดได้ส่วนแบ่งเพราะลางานในวันนี้ น้ำใจครั้งนี้บ้านสามรับเอาไว้แล้ว
“สะใภ้รอง อีกสักครู่เธอไปเรียกชุนฮวากับเสี่ยวปิงมากินข้าวด้วยกันสิ” หลิวเยว่พูดขึ้นระหว่างที่วุ่นกับงานในมืออยู่
ตอนนี้พวกเขาต้องช่วยกันเตรียมเม็ดแตงโม ถั่ว ลูกอมและอื่น ๆ ผสม ๆ กันเอาไว้เตรียมมอบให้คนที่มาช่วยยกคาน
มีชาวบ้านที่ว่างงานหรือเด็ก ๆ กับคนเฒ่าคนแก่ต่างก็มายืนรอรับอยู่ด้านล่าง ยังไงก็ถือเอาเป็นพิธีเท่านั้น
อู๋อวิ๋นคิดอยู่สักพักก็พูดขึ้น “ให้เสี่ยวปิงมาคนเดียวก็ได้ ชุนฮวาไม่ต้องมาหรอก”
หลิวเยว่ได้แต่กรอกตา เธอเข้าใจที่สะใภ้รองให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวได้ หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านรองและบ้านสามคงดีกว่านี้
“เธอวางใจเถอะ ชุนฮวาไม่ได้กินเยอะไปถึงส่วนของเสี่ยวปิงหรอก” พูดเสร็จก็เข้าไปกระซิบเบา ๆ ไม่กี่คำที่ข้างหูอู๋อวิ๋น ดวงตาของอู๋อวิ๋นแวววาวขึ้นมาทันที
“จริงเหรอ นีเอ๋อร์เก่งขนาดนั้นเชียว” อู๋อวิ๋นพูดขึ้นด้วยความตกใจ
“เพราะโชคดีน่ะ บังเอิญยังไม่ได้ยกคาน ฉันเลยอยากให้ครอบครัวเรามากินข้าวพร้อมหน้ากันสักมื้อ พอถึงตอนนั้นเธอก็มาช่วยฉัน ไม่งั้นฉันเองคนเดียวก็ทำไม่ไหว” หลิวเยว่พูดขึ้น
อู๋อวิ๋นได้ยินก็พยักหน้าซ้ำ ๆ “วางใจได้ ฉันมือไม้คล่องแคล้วจะตาย เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอ”
หลิวเยว่พยักหน้า
ไม่ว่าจะเป็นสะใภ้ทั้งสอง เสิ่นต้าเฉียงกับเสิ่นต้าหย่งสองพี่น้อง หรือพ่อเฒ่าเสิ่นแม่เฒ่าเสิ่น ต่างก็เงียบ ไม่มีใครเอ่ยถึงบ้านใหญ่ขึ้นมา
หนึ่งเพราะทั้งสองบ้านต่างมีเรื่องเบาะแว้งกันมา ถ้าพูดถึงบ้านใหญ่ขึ้นมาในวันสำคัญของบ้านสาม ทุกคนต่างอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่าจะเป็นการหาเรื่องร้ายใส่ตัว
สองเพราะเรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเรียกหา อย่างเช่นเสิ่นต้าหย่งกับอู๋อวิ๋น ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะมีความขัดแย้งอะไรกันมา ตอนนี้น้องสามของพวกเขากำลังขึ้นบ้านใหม่ คนเป็นพี่ชายย่อมต้องมาช่วย
รวมถึงเมื่อตอนก่อสร้างบ้าน พอเสิ่นต้าหย่งมีเวลาว่างก็จะมาค่อยช่วยงานเสมอ ขอเพียงไม่ต้องออกไปทำงาน ส่วนใหญ่ล้วนมาช่วยเหลือในส่วนที่ตัวเองสามารถช่วยได้
แต่ว่าเสิ่นต้าลี่กลับไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นสักครั้ง แน่นอนว่าเสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่ก็ไม่ได้คาดหวังให้พวกเขามา และก็ไม่ต้องการให้เขามาด้วย ดังนั้นแล้วงานยกคานกินข้าวในวันนี้ แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเรียกพวกเขามาร่วมวง
เซียวเจี้ยนฟางเองก็พาลูกชายลูกสะใภ้มาหาตั้งแต่ไก่โห่ จะมีก็แต่พวกหลานตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้พามา เพราะกลัวว่าคนเยอะเกินไปจะพากันมากินอาหารของลูกสาวหมด
สำหรับเธอแล้ว แม้แต่ลูกชายลูกสะใภ้ก็ไม่ได้อยากพามาด้วยซ้ำ แต่เพราะการสร้างบ้านของลูกสาวครั้งนี้ พวกเขาได้ช่วยลงแรงไปไม่น้อย เลยออกความเห็นมากไม่ได้
รอจนพิธียกคานเสร็จเรียบร้อย งานชิ้นสุดท้ายในการขึ้นบ้านใหม่ก็ได้เสร็จสิ้นลง
พิธียกคานนี้ถือว่าเสร็จเร็วมาก จากนั้นหลิวเยว่ก็จ่ายเงินค่าจ้างแล้วให้แยกย้ายจากไป
รอจนพวกเขาจากไปกันจนหมด หลิวเยว่กับอู๋อวิ๋น และพี่สะใภ้ทั้งสามก็เริ่มลงมือทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยง
เพราะมีคนมาช่วยงานมาก เซียวเจี้ยนฟางรวมถึงแม่เฒ่าเสิ่นต่างก็ไม่ต้องลงมือเอง เดิมทีก็ไม่ใช่การเตรียมอาหารสำหรับคนจำนวนมากอะไร ล้วนเป็นการทำให้คนในครอบครัวกินฉลอง ไม่นานอาหารทุกจานก็ถูกยกขึ้นวางบนโต๊ะ
เดิมทีเสิ่นทิงหงอยากจะเป็นแม่ครัวในวันนี้ แต่แม่กลับไม่เชื่อในรสมือของเธอ เพราะมีคนรอกินข้าวอยู่เยอะ ถ้าเป็นเวลาปกติย่อมไม่เป็นไร แต่คงไม่สามารถปล่อยให้ทุกคนได้กินกระทะเปล่ากันได้ใช่ไหมล่ะ
พอไล่เสิ่นทิงหงออกมาได้ ไม่นานเสิ่นทิงหงก็เปลี่ยนความสนใจไปที่ของเล่นใบพัดไม้ในมือเสิ่นทิงอู่ ยังมีกิ่งไม้ข้างทางที่เอามาเปลี่ยนเป็นปืนอีกหนึ่งอัน
“ว้าว พี่รอง! พี่นี่เก่งเหมือนกันนะเนี่ย” สำหรับโลกอนาคตคงไม่ง่ายที่จะเห็นงานฝีมือแบบนี้ ครั้งตอนที่เธอยังเป็นเด็ก คุณแม่อธิการเคยแสดงงานฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้มาเอาใจเด็ก ๆ บ้างเป็นครั้งคราว
เธออยากจะบอกว่าเธอเองก็เติบโตมากับของเล่นพวกนี้
แต่เสิ่นทิงหงคิดว่าของที่เสิ่นทิงอู่ประดิษฐ์ขึ้นดูดีกว่าของของคุณแม่อธิการเล็กน้อย ดูละเอียดอ่อนกว่ามาก
“ชอบล่ะซิ ถ้าชอบพี่จะทำให้เล่นบ่อย ๆ นะ” เสิ่นทิงอู่ได้ยินเสิ่นทิงหงพูดชมก็รู้สึกใจฟูฟ่อง เขามักคิดว่าตัวเองไม่มีความรู้อะไร ไม่ได้หาเงินได้มากเหมือนพี่ใหญ่ ยังกลัวอยู่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปน้องเล็กจะไม่ชอบพี่ชายที่ไม่มีความสามารถอะไรคนนี้
แต่ตอนนี้เห็นน้องเล็กมองตัวเองด้วยสายตาตื่นเต้นแวววาว ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองประสบความสำเร็จ ยืดอกพูดว่า “ฉันไม่ได้ทำเป็นแต่ปืนสั้นนี่นะ ฉันยังทำปืนไรเฟิลซุ่มยิงได้ด้วย”
“จริงเหรอคะ พี่รองเก่งจริง ๆ” เสิ่นทิงหงแปลงร่างเป็นแฟนคลับตัวน้อย ๆ ของพี่ชายคนรองตนเอง
ความทระนงของเสิ่นทิงอู่เองได้รับการเติมเต็มอย่างมาก