เป็นเวลาเกือบพลบค่ำที่ไป๋หลงหลานกับเหล่าทหาร พาคนเจ็บระลอกสุดท้ายของวันมาที่จุดรักษาพยาบาล เมื่อมาถึงเขาถึงกับต้องทึ่งกับภาพที่เห็น
ทั่วบริเวณที่ราบกว้าง มีการตั้งโคมไฟอยู่รอบๆ เพื่อให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ ถูกแบ่งเป็นหกส่วนใหญ่ๆ ด้านซ้ายเปิดเป็นครัว มีแม่ครัวตั้งเตา ทำอาหารให้ทหารและชาวบ้าน และดูแล้วน่าจะใช้เพื่อการต้มยาด้วยจึงอยู่ห่างออกไปสักหน่อย ชายหนุ่มเดาเอาว่าเพื่อป้องกันควันไฟไม่ให้รบกวนคนที่อยู่อีกด้าน ด้านขวาถูกจัดเป็นส่วนที่พักให้กับชาวบ้านที่บาดเจ็บหนัก ต้องนั่งหรือนอนเท่านั้น โดยมีพวกชาวบ้านที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ และพวกที่มีแค่บาดแผลเล็กน้อย พร้อมบ่าวชายหญิงจากจวนหลานอวิ๋นช่วยกันดูแล แจกจ่ายและป้อนยาคนที่เจ็บมากกว่า
ส่วนตรงกลางแบ่งเป็นสี่ส่วน แยกจากกันให้เห็นชัดเจน โดยแบ่งเป็นด้านหน้าหนึ่งจุด แล้วล้อมรอบด้านหลังอีกสามจุดใหญ่ ด้านหน้าสุดเป็นโต๊ะที่มีจ้าวรั่วซี และนางกำนัลสองคนสาละวนกับการตรวจคนเจ็บ โดยหญิงสาวเป็นคนตรวจดูบาดแผลของชาวบ้านแต่ละคนที่พวกทหารทยอยลำเลียงมาจากบริเวณเกิดเหตุ มีท่านพ่อบ้านคอยจัดระเบียบความเร่งด่วนของคนเจ็บแต่ละคนที่ต่อแถวเข้ามา และเหม่ยลี่ที่พออ่านออกเขียนได้ทำหน้าที่จดชื่อผู้ป่วย ส่วนบ่าวหญิงอีกคนใช้เชือกไหมที่มีอยู่สามสีผูกข้อมือผู้ป่วย ซึ่งแต่ละคนจะได้เชือกสีไม่เหมือนกัน
เมื่อมองเลยไปด้านหลัง จะเห็นการแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วน แต่ละส่วนจะมีผ้าสีผืนใหญ่ผูกกิ่งไม้เอาไว้ด้านหน้า โดยผู้ป่วยแต่ละคนก็จะเดินไปตามส่วนที่ตรงกับสีเส้นด้ายที่ข้อมือของตนเอง
ไป๋หลงหลานมองด้วยความทึ่งอยู่เพียงครู่ ลู่เจ๋อก็เข้ามาถวายรายงาน เขาจึงเอ่ยชม
“ลู่เจ๋อ เจ้าจัดการผู้ป่วยทางนี้แทนข้าได้ดีจริง เป็นระบบ ระเบียบมาก ไหนอธิบายหน่อยสิ ว่าเจ้าจัดสรรอย่างไร”
“หม่อมฉันเพียงทำตามคำสั่งของพระสนมเท่านั้นพะย่ะค่ะ”
องค์ชายถึงกับหันกลับมามองหน้านายทหารคนสนิท ด้วยสีหน้ากึ่งทึ่ง กึ่งสงสัย
“เป็นความจริงพะย่ะค่ะ ทั้งหมดเป็นฝีมือพระสนมจ้าว ที่เตรียมหมอ ยา และสิ่งจำเป็นต่างๆ มาจากที่จวน แล้วก็เป็นคนสั่งการพวกหมอ ทั้งที่มาจากในเมืองและหมอชาวบ้านระแวกนี้ ที่พอรู้ข่าวก็เดินทางมาช่วย หม่อมฉันแค่ช่วยสั่งการพวกทหารกับชาวบ้านให้เท่านั้นพะย่ะค่ะ”
ลู่เจ๋อเดินนำองค์ชายไปทีละจุดพร้อมค่อยๆ อธิบายในรายละเอียดว่า พระสนมช่วยจัดการให้ผู้ป่วยทุกคนผ่านการคัดกรองด้วยสายตาจากท่านพ่อบ้าน ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาในบริเวณนี้ เพื่อจัดระเบียบดูว่าใครเจ็บหนักก็จะให้เข้ามาก่อน คนที่เจ็บน้อยกว่าก็ให้รอก่อน
“พระสนมจะเป็นผู้คัดกรองคนเจ็บด้านใน แล้วจะจัดแบ่งลำดับอาการด้วยการผูกเส้นไหมต่างสีไว้ที่ข้อมือ โดยสีแดงคือพวกเจ็บสาหัส ต้องได้รับการดูแลทันที สีเหลืองคือเจ็บปานกลาง รอการรักษาได้ ส่วนสีเขียวคือพวกที่ได้รับบาดแผลเล็กน้อย” ลู่เจ๋อกราบทูล พร้อมกับชี้มือไปที่ผ้าสีที่ผูกอยู่หน้าแต่ละบริเวณ
“...พระสนมยังให้เหม่ยลี่จดบันทึกทั้งชื่อและระดับความบาดเจ็บ และให้บ่าวอีกคนคอยผูกด้ายที่มือคนเจ็บ เพราะฉะนั้นชาวบ้านที่พัดพรากกัน มาดูรายชื่อก็จะรู้ว่าอยู่ที่นี่หรือไม่ ไม่ต้องเดินตามหากัน เป็นระเบียบมากพะย่ะค่ะ”
“ส่วนสีแดงและสีเหลืองจะเป็นหมอจากในเมือง ที่พระสนมไปรับตัวมาคอยดูแลให้การรักษา และส่วนสีเขียวเป็นกลุ่มหมอชาวบ้านแถวนี้ กับบ่าวในจวนที่รับหน้าที่ทำแผล....” ก่อนทูลต่อไป เขาชี้มือไปที่ถาดอาหารที่ดูเหมือนยังไม่ได้แตะต้องบนโต๊ะที่วางไว้ด้านข้างจ้าวรั่วซี
“...และที่สำคัญพระสนมยังไม่ได้พัก ไม่ได้ทานอะไรเลย ตั้งแต่เราเริ่มลำเลียงชาวบ้านเข้ามาตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้วพะย่ะค่ะ” น้ำเสียงลู่เจ๋อทั้งเลื่อมใส ทั้งยอมรับ และเป็นห่วงไปพร้อมๆ กัน
ไป๋หลงหลานเดินตรวจตราจนทั่วบริเวณ แล้ววนกลับมาที่ด้านหน้า เขาเดินมายืนด้านหลังส่วนที่คัดกรองด้านหน้าอยู่ครู่ใหญ่ ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เอ่อล้นในใจ
หญิงสาวยังตรวจอาการคนเจ็บที่ทยอยเดินเข้ามาจนคนสุดท้าย ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปใกล้จนเธอรู้สึกตัวหันมา เมื่อเห็นเขา เธอรีบยืนขึ้นเพื่อทำความเคารพ หากเพราะนั่งอยู่นาน โดยไม่ได้ดื่มน้ำหรือทานอาหารเลย เมื่อลุกขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอาการหน้ามืด แล้วเซล้มลง หากเขารับร่างของเธอเอาไว้ได้ทัน
“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันคงลุกเร็วไป เลยทำให้หน้ามืดไปเพคะ”
“ทำไมไม่หยุดพักทานอาหาร ดื่มน้ำบ้าง” เขาก้มหน้าลงพูดกับร่างบางที่ยังอยู่ในอ้อมแขนที่รับเอาไว้ และไม่ยอมปล่อยออก น้ำเสียงกึ่งดุ แต่ก็ฟังออกถึงความห่วงใย
“เจ้าให้ข้าทานข้าวให้อิ่มเพื่อจะได้มาดูแลชาวบ้านได้เต็มที่ แล้วเจ้าล่ะ? หืม?” เขาพูดพลางชี้ไปที่ถาดอาหารที่ยังเต็มจาน และน้ำดื่มเต็มถ้วย
“หม่อมฉันสงสารคนเจ็บเพคะ มากมายเหลือเกิน อยากส่งให้ถึงมือหมอเร็วๆ เลย..เอ่อ...ลืมหิวเพคะ” หญิงสาวตอบเสียงอ่อย
“เจ้านี่นะ...มันน่าทำโทษจริงๆ” เขาดุแบบไม่จริงจังนัก ก่อนจะได้พูดอะไรต่อ ลู่เจ๋อก็เดินเข้ามารายงาน
“ฟ้าใกล้มืดแล้ว เราคงต้องหยุดค้นหาก่อนเพราะจะอันตรายเกินไป แล้วพวกทหารกับชาวบ้านอาสา ก็อ่อนแรงเต็มทนแล้วพะย่ะค่ะ”
“ให้ทุกคนหยุดพักได้แล้ว..ซีซี ที่นี่มีอาหารพอให้กับทหารไหม” เขาก้มลงถามเธอ
“น่าจะพอเพคะ มีอาหารที่ชาวบ้านแถวนี้นำมาช่วยด้วยมากพอควรเลยเพคะ”
“ดี ลู่เจ๋อเจ้าสั่งคนให้ไปพาทหารมาพัก ทานอาหารที่นี่ อย่าอยู่ในบริเวณนั้น เผื่อจะมีถล่มลงมาอีก แค่จัดเวรผลัดกันเฝ้าในพื้นที่อยู่สักหน่อยก็พอ เผื่อมีชาวบ้านส่งเสียงร้องเรียก แล้วพรุ่งนี้ให้เริ่มค้นหาต่อตั้งแต่แสงแรก ท่านแม่ทัพจะส่งกำลังทหารมาถึงเมื่อไหร่”
“คาดว่าจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ฝ่าบาทไม่ต้องเป็นห่วง กระหม่อมจะอยู่สั่งการที่นี่เอง ฝ่าบาทพาพระสนมกลับไปพักผ่อนดีกว่าพะย่ะค่ะ”
“งั้นก็ฝากเจ้าด้วยนะ” องค์ชายตบบ่าเพื่อนและคนสนิทเป็นการฝากฝัง
และเมื่อสั่งความเสร็จ ท่ามกลางความตะลึงของทุกคน ไป๋หลงหลานก้มลงอุ้มหญิงสาวในอ้อมแขนไปขึ้นรถม้าที่ลู่เจ๋อจัดเตรียมไว้ให้ โดยไม่สนใจกับเสียงประท้วงของจ้าวรั่วซี เพราะเขาอุ้มเธอเดินผ่านหน้าสาธารณชนอย่างไม่สนใจใครเลยทีเดียว แม้แต่คนเจ็บยังอดอมยิ้มกับภาพที่เห็นไม่ได้
--------------------
งุงิ...เค้าแอบหวานกันเงียบๆ เอ...แต่ก็ไม่เงียบนะ องค์ชายเราแสดงออกกลางฝูงชนขนาดนี้เลยยยยยย เขียนเองไรท์ก็อิจฉาเองนะ 555