เวลานี้สายตาของผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นล้วนแต่มองมาที่เมิ่งฝานทั้งสิ้นนัยน์ตาของพวกเขาเหล่านั้นแฝงไปด้วยความตกตะลึง แปลกใจ ลังเล และอีกมากมาย พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าบุรุษผู้นี้จะสามารถต้านทานการโจมตีของหมิงเหลยได้
“เป็นเจ้านี่เอง!”
เสียงของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ทำลายความเงียบงันลงในเวลาต่อมานางมองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่แปลกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าเขาผู้นี้จะมายังเมืองชิงเฉิงเช่นเดียวกัน
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ก็ใช่น่ะสิ!”
แม้ว่าไม่อยากจะหาเรื่องให้ตนเองแต่เมิ่งฝานก็ไม่ได้อยากให้สตรีผู้หนึ่งต้องมาแบกรับผลที่ตนเองสร้างเอาไว้ฉะนั้นแล้วเขาจึงจำเป็นต้องลงมือ ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงใส “เจ้าหัวขโมยน้อย เรื่องของข้าเจ้าไม่ต้องยุ่ง!”
เมิ่งฝานไหวไหล่พลางยิ้มขึ้น “ถ้าหากข้าไม่ลงมือ คนบางคนก็คงจะต้องเป็นว่าที่ภรรยาโจรไปแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปทันทีนางถลึงตามองเมิ่งฝานแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา เมิ่งฝานหันกลับไปสนใจชายฉกรรจ์ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“สหาย ดูท่าวิธีการของเจ้าจะไม่ค่อยเหมือนชายชาตรีสักเท่าใดเลยนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหมิงเหลยก็เปลี่ยนไปเขาจ้องมองเมิ่งฝานก่อนจะตวาดอย่างดุดัน “เจ้าไม่ต้องมายุ่งเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? เรื่องขององครักษ์แพรโลหิตเป็นสิ่งที่เจ้าควรจะเข้ามายุ่งอย่างนั้นหรือ!”
เขาตวาดออกไปก็หวังว่าเมิ่งฝานจะถอยไปด้วยความหวาดกลัวทว่ามันกลับเหนือความคาดหมายของเขานัก เพราะเมิ่งฝานเพียงกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไสหัวไป!”
ทันใดนั้นสีหน้าของหมิงเหลยย่ำแย่อย่างที่สุดเมืองชิงเฉิงแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ปกครองขององครักษ์แพรโลหิตเช่นกันแต่กลับมีคนกล้าลบหลู่เขาถึงเพียงนี้ หมิงเหลยจึงตวาดพร้อมกับออกหมัดไปด้วยท่อนแขนที่แข็งแกร่งดุจเหล็ก
หมัดที่อยู่ในอากาศพุ่งทะยานไปดุจดั่งลูกระเบิดหมิงเหลยเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับห้าจึงทำให้พลังปราณภายในร่างกายระเบิดออกมาได้อย่างไม่หยุดยั้งบนหมัดมีพลังปราณสีทองเปล่งประกายและน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าในเวลาต่อมาเมิ่งฝานกลับผลักฝ่ามือออกไปเบื้องหน้าเพื่อป้องกันตนเองเอาไว้
ปั่ก!
เมื่อหมัดอันน่าสะพรึงนั้นพุ่งปะทะกับฝ่ามือพลังของอีกฝ่ายก็สลายไปคล้ายว่าเมิ่งฝานยังไม่ได้ทำอันใดเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นเมิ่งฝานจึงเอ่ยถามว่า “เจ้าไม่ได้กินข้าวหรือไร?”
เมื่อสิ้นเสียงของเขาพลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นรอบตัวสีหน้าของทุกคนบ่งบอกถึงความแปลกประหลาดที่ยิ่งกว่าแปลกประหลาดเสียอีก ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าหมิงเหลยมีอำนาจเพราะพลังอันแข็งแกร่งแต่ยามนี้เด็กหนุ่มตรงหน้าหมิงเหลยกลับสามารถรับมือกับเขาได้อย่างง่ายดาย หมิงเหลยตวาดเสียงดังดุจดั่งสัตว์ร้ายหลังจากนั้นแขนทั้งสองข้างพลันมีกล้ามเนื้อปูดนูนจากการรวบรวมพลังปราณ ก่อนจะชกเข้าใส่เมิ่งฝานหลายต่อหลายครั้ง
ปัง! ปัง!
แต่ละหมัดรวดเร็วปานสายฟ้าหมิงเหลยเคลื่อนพลังปราณมหาศาลในร่างกายเหลือเพียงเงาที่เลือนรางในอากาศ นี่เป็นพลังที่สามารถทำลายก้อนหินขนาดใหญ่และทำลายทุกสรรพสิ่งการโจมตีอย่างบ้าคลั่งนี้บ่งบอกว่าหมิงเหลยเดือดดาลขึ้นมาแล้วจริงๆ และพร้อมที่จะสังหารให้ตาย ณ ที่แห่งนี้
ทว่าเมิ่งฝานกลับยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ไหวติงดุจดั่งหินผาทั้งยังใช้แขนเพียงข้างเดียวต้านทานอีกฝ่าย
นิ้วทั้งห้ากางออกฝ่ามือขาวมีแสงสว่างเปล่งประกายและสามารถยับยั้งพลังของอีกฝ่ายได้ทั้งหมดไม่ว่ามันจะชกเข้ามาด้วยความแรงมหาศาลเพียงใดก็ตาม
เพียงชั่วพริบตาหมิงเหลยชกออกไปแล้วถึงสิบกว่าหมัดทว่าเมิ่งฝานกลับสามารถรับได้ทุกครั้งไปโดยไม่ได้ถอยหลังเลยแม้เพียงก้าวเดียว
น่าสะพรึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ผู้คนในบริเวณรอบๆล้วนแต่มองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง เหตุใดเด็กหนุ่มร่างบางผู้นี้จึงมีพลังมากมายเช่นนี้ได้!ขณะนี้แม้แต่สีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่มก็ยังเปลี่ยนไปเล็กน้อยนางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พลังของเจ้าก้าวหน้าขึ้นอีกแล้วหรือ?”
ไม่ผิดแน่ ตอนที่อยู่ในถ้ำพลังของเมิ่งฝานยังไม่ได้น่าตระหนกเพียงนี้ทว่ายามนี้เมิ่งฝานกลับสามารถเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณระดับห้าได้อย่างง่ายดายเมื่อได้เห็นเช่นนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “เจ้ามันคนบ้า!”
หลายอึดใจต่อมานั้น ต่อให้หมิงเหลยพยายามจู่โจมเพียงใดเมิ่งฝานก็ยังไม่ได้ขยับไปไหนซ้ำยังมองหมิงเหลยด้วยนัยน์ตาที่เย็นชาแต่ก็ฉายแววของจิตสังหารที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หมิงเหลยตวาดเสียงต่ำในเวลาต่อมาเขาจู่โจมหลายต่อหลายครั้งจนยามนี้พลังปราณภายในร่างกายเริ่มจะหมดไปทว่ากลับยังไม่อาจทำให้เมิ่งฝานขยับไปที่ใดได้เลยแม้แต่น้อย
แท้จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่!
หมิงเหลยตกตะลึงยังไม่ทันเสร็จก็พบว่าตนเองไม่อาจขยับมือได้อีกต่อไปเพราะเวลานี้...เมิ่งฝานกำลังจับมือเขาเอาไว้!
เมิ่งฝานออกแรงจับมือของหมิงเหลยเอาไว้หนึ่งข้างเขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยนัยน์ตาที่ราบเรียบก่อนจะเอ่ยว่า “พลังของเจ้าแข็งแกร่งอย่างมากแต่ว่า...มันยังไม่พอ!”
ถูกต้องแล้ว มันยังไม่พอ!
ภายในเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมาเมิ่งฝานต้องทนรับพลังการจู่โจมที่คล้ายดั่งสายฟ้าฟาดมานับพันครั้งซึ่งทุกครั้งก็ราวกับว่าจะเอาชีวิตเขาก็ไม่ปาน
ฝึกฝนอย่างหนักหนานับร้อยนับพันครั้งสุดท้ายย่อมแข็งแกร่งได้ดั่งเหล็กกล้า!
เมื่ออยู่ภายใต้การจู่โจมของรั่วสุ่ยอีทำให้เมิ่งฝานมีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ากินโอสถพลังเทพเข้าไปสิบเม็ดและน่าสะพรึงยิ่ง
เมื่อหมิงเหลยมองมือของตนเองที่ถูกเมิ่งฝานจับเอาไว้พลังมหาศาลที่แล่นผ่านมือเข้ามายังร่างกายก็ทำให้หมิงเหลยแสดงความหวาดกลัวออกมาทางสายตาเวลานี้เขารู้ถึงความแตกต่างของตนเองกับเมิ่งฝานแล้วจึงได้แต่กลืนน้ำลายลงคอแล้วตวาดเสียงต่ำ“เจ้าคิดว่าทำสิ่งใด?”
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากด้วยองศาที่น่าสะพรึงก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “รังแกผู้อื่นก่อน...จะอย่างไรก็ต้องถูกเอาคืน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานพลันขยับเขาเดินขึ้นไปข้างหน้าพลางปล่อยพลังอันน่าสะพรึงออกมาทั่วร่าง พื้นพลันสั่นสะเทือนขึ้นมาในทันใด
จากนั้นเมิ่งฝานก็ชกออกไปทำให้เกิดเงาร่างที่เลือนรางขึ้นในอากาศ
เพียงชั่วพริบตาพลังปราณในร่างกายก็ถาโถมออกไปประหนึ่งสายน้ำเชี่ยวระเบิดออกมาแล้วพุ่งทะยานขึ้นไปในอากาศอย่างดุดัน!
สายธารหลั่งสมุทร!
หมัดที่อยู่ในอากาศคล้ายดั่งดาวตกเพียงชั่วพริบตาก็พุ่งเข้าไปยังหน้าอกของหมิงเหลย พลังอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านพร้อมกับเสียงร้องอย่างน่าเวทนาของหมิงเหลยที่ดังขึ้นก่อนเขาจะกระอักเลือดแล้วกระเด็นออกไปไกลประหนึ่งว่าวสายป่านขาด
หมิงเหลยกระเด็นออกไปหลายก้าวก่อนสุดท้ายจะล้มลงไปบนพื้นใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด กระดูกบนร่างถูกเมิ่งฝานทำลายไปกว่าครึ่ง
แข็งแกร่งยิ่งนักเหี้ยมโหดอย่างยิ่ง!
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็เปลี่ยนไปพวกเขามองไปยังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาแห่งความตกตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าแม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งเช่นหมิงเหลยก็ยังไม่อาจรับมือเขาได้แม้แต่หมัดเดียวเขาผู้นี้เป็นผู้ใดมาจากที่ใดกัน อายุยังน้อยแต่กลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
แล้วในเวลาต่อมาพลันมีคนผู้หนึ่งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตกตะลึง“เขาผู้นี้...คือเมิ่งฝานที่สังหารสวีซิว!”
การตายของสวีซิวทำให้ชื่อของเมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์เลื่องลือไปทั่วทุกที่แล้วในยามนี้ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุหรือพลังก็ล้วนแต่เข้ากันได้ทั้งสิ้น ซ้ำยังอยู่กับไป๋สุ่ยเอ๋อร์อีกต่างหากจึงทำให้ผู้คนทั้งหลายสามารถคาดเดาได้ไม่ยาก
ทางฝั่งของหมิงเหลยที่ล้มอยู่บนพื้นพลันมีความหวาดกลัวปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาหลังจากนั้นจึงตะโกนเสียงดัง “ทุกคนลุยเข้าไปพร้อมกันเป่านกหวีดบอกท่านนายกองที่อยู่ในเมืองนี้ด้วย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนโดยรอบคล้ายดั่งตื่นจากความฝันแล้วมองไปยังเมิ่งฝานถึงแม้นัยน์ตาจะอัดแน่นไปด้วยความกลัวแต่เมื่อนึกถึงเงินรางวัลขององครักษ์แพรโลหิตจึงทำให้ทหารรับจ้างทุกคนล้วนแต่ตวาดออกมาเสียงดังแล้วกรูกันเข้าไปหาเขาทันใดนั้นรอบกายจึงมีจิตสังหารแผ่ซ่านออกมามากมาย
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์มองไปยังทหารรับจ้างจำนวนมากที่กรูเข้ามาด้วยใบหน้าถอดสีก่อนจะถามเสียงเบา “จะทำเช่นไรดี?”
“ก็ต้อง...วิ่ง!”
เมิ่งฝานไหวไหล่ก่อนจะคว้ามือของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอาไว้ซึ่งเขายอมรับเลยว่ามือของไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั้นนุ่มนวลทั้งยังอุ่นราวกับหยกก็ไม่ปานแต่เวลานี้เมิ่งฝานยังไม่มีเวลาไปเชยชมจำต้องก้าวเท้าเพื่อหนี
เมื่อถูกจับมือไว้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ย่นคิ้วแต่เมื่อเห็นทหารรับจ้างจำนวนมากถาโถมเข้ามาจึงปล่อยให้เมิ่งฝานทำตามใจ เมิ่งฝานวิ่งหนีไปโดยไม่สนใจความสง่าของตนเองเลยแม้แต่น้อยในเมื่อคนขององครักษ์แพรโลหิตอยู่ที่นี่ก็แสดงว่าคนอื่นคงจะไม่ต่างกัน
เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าหมิงเหลยผู้นี้จะเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดขององครักษ์แพรโลหิตไม่อย่างนั้นคงไม่ได้มาอยู่กับหน่วยองครักษ์แพรโลหิตพวกนี้
เมิ่งฝานก้าวออกไปเบื้องหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับทหารรับจ้างที่กรูกันเข้ามาขณะเดียวกันก็ชกออกไป
ปัง! ปัง!
หนึ่งหมัดกับอีกหนึ่งเท้า ทหารรับจ้างสองคนลอยปลิวออกไปในทันใดเลือดสีแดงสดไหลทะลัก ล้มลงไปกับพื้นไม่ฟื้นคืน
เมิ่งฝานที่อยู่ในขั้นหลอมปราณและมีพลังอันน่าสะพรึงหาใช่ผู้ที่คนธรรมดาจะสามารถขัดขวางได้ไม่เวลานี้เมิ่งฝานจูงมือไป๋สุ่ยเอ๋อร์หนีหายเข้าไปในกลุ่มคนอย่างรวดเร็วแล้ว
ขณะที่ถูกเมิ่งฝานลากไปตามแรงไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็มิได้มีความเร็วที่ธรรมดานางมองไปยังกลุ่มทหารรับจ้างที่ถาโถมกันเข้ามาแล้วเอ่ยเสียงต่ำ “ออกจากเมือง ตรงนั้นมีสัตว์อสูรของข้าอยู่ตัวหนึ่ง มันบินได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานมีความประหลาดใจปรากฏแต่ก็พยักหน้ารับ
ทั้งสองมีความเร็วสูงแต่ทางฝั่งขององครักษ์แพรโลหิตก็มีความเร็วที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพียงชั่วครู่ก็มีทหารรับจ้างจำนวนมากมายปรากฏตัวขึ้นบนถนนซึ่งแม้ว่าพวกนี้จะมีพลังไม่มากพอแต่ก็มีจำนวนมากมาย
อีกอย่างคือพวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่เหี้ยมโหดและกำลังไล่ล่าเมิ่งฝานกับไป๋สุ่ยเอ๋อร์อย่างไม่ลดราวาศอกหลังจากนั้นหลายอึดใจด้านหลังของคนทั้งสองก็มีทหารรับจ้างอยู่มากมายหลายร้อยคน พวกเขาถือกระบี่และดาบเอาไว้ในมือและหนึ่งในนั้นมีผู้ที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงดุจดั่งสายฟ้า นั่นคือหัวหน้ากองขององครักษ์แพรโลหิตสวีจ้าน!
นัยน์ตาของเขาเยือกเย็น ขณะเดียวกันสวีจ้านก็ตวาดเสียงดังกังวานไปทั่วทั้งถนนจนแสบแก้วหู“หยุดอยู่ตรงนั้น หากพวกเจ้าไม่หยุดข้าจะฆ่าพวกเจ้าเสีย!”
“หยุดกับผีน่ะสิ!”
เมิ่งฝานเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็นแต่หาได้หันกลับไปไม่หากเขาหยุดก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว วิ่งเท่านั้นถึงจะมีทางรอด
เพียงชั่วพริบตาทั้งสามก็วิ่งไล่ตามกันไปทางทิศที่ออกจากเมืองเมิ่งฝานนึกไม่ถึงเลยว่าเพิ่งจะซื้อของเสร็จก็ต้องเจอกับเรื่องเช่นนี้จึงทำได้เพียงยิ้มเจื่อนเท่านั้น
เพียงไม่กี่อึดใจเมิ่งฝานก็มาถึงเขตชายแดนของเมืองไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายยกนิ้วขึ้นมาใส่ปากแล้วเป่าลมออกไปไม่นานก็มีเงาร่างของบางสิ่งบินใกล้เข้ามาด้วยความเร็วเมื่อมันดิ่งลงมาจากฟากฟ้าก็เห็นว่าเป็นเหยี่ยวตัวยักษ์
โดยมันเป็นเหยี่ยวที่เป็นสัตว์อสูรระดับสามมีความใหญ่ราวสามเมตร บินโฉบลงมาจากฟากฟ้าด้วยมุมองศาที่สวยสมบูรณ์เมื่อเห็นเหยี่ยวตัวนั้นบินโฉบเข้ามาเมิ่งฝานจึงยกร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ขึ้นแล้วโยนไปบนตัวเหยี่ยว
เมื่อเห็นการกระทำของเมิ่งฝาน ผู้ที่อยู่ด้านหลังของสวีจ้านก็ตวาดออกมาเสียงดังกว่าจะได้เจอเมิ่งฝานกับไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าในเวลานี้คนทั้งสองกลับกำลังจะหายเข้าไปในกลีบเมฆต่อหน้าต่อตา
หลังจากที่ตวาดออกไปสวีจ้านก็ปลดปล่อยพลังปราณออกมาจากร่างกายอากาศรอบตัวเขาคล้ายดั่งถูกแช่แข็ง กลิ่นอายแห่งพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขาน่าสะพรึงจนทำให้ร่างกายของผู้ที่ได้สัมผัสสั่นเทา!จอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณคือผู้ที่ผสานพลังปราณเข้าไปในพลังจิตวิญญาณทำให้ความน่าสะพรึงเป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณไม่อาจทัดเทียมได้
“หึเหล่าจื่อเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณ หากปล่อยให้พวกเจ้าหนีไปได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด? จงลงมาเสีย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสวีจ้านจึงตวาดออกมาเสียงต่ำขณะเดียวกันก็ลอยตัวขึ้นไปในอากาศดุจดั่งเทพในสรวงสวรรค์ก็ไม่ปานกลิ่นอายแห่งพลังที่ปลดปล่อยออกมาทำให้สีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบเปลี่ยนไป เมื่อจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณขยับระลอกคลื่นแห่งพลังพลันถาโถมก่อนที่สวีจ้านจะปล่อยพลังฝ่ามือลงมาจากฟากฟ้า!
เพียงชั่วพริบตาพลังปราณภายในร่างกายของเขาก็ระเบิดถาโถมออกมาดุจดั่งสายน้ำที่ไหลเชี่ยว
“หัตถ์นพอัสนีทมิฬ”
ทุกคำรุนแรงดั่งอัสนี ขณะเดียวกันก็มีฝ่ามือที่เกิดจากการผสานตัวของพลังปราณพุ่งเข้าไปยังจุดที่เมิ่งฝานอยู่นี่เป็นวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงที่สวีจ้านฝึกฝนและสามารถปล่อยมันออกมาได้ในระดับที่สมบูรณ์
ฝ่ามือนั้นปกคลุมอาณาบริเวณหลายร้อยเมตรภายในแฝงไปด้วยอานุภาพแห่งอัสนีที่แข็งแกร่ง ประหนึ่งอัสนีพิโรธที่สามารถทำลายห้วงอวกาศจนแหลกสลายได้ก็ไม่ปาน
หากมันดิ่งลงไปเบื้องล่างต่อให้เป็นเหยี่ยวตัวยักษ์ก็ยังต้องแหลกสายกลายเป็นผุยผง
สีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนหลังของเหยี่ยวเปลี่ยนไปพร้อมกับหลับตาลงคล้ายยอมรับในชะตากรรมของตนเองทว่าในชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งฝานพลันหันหลังกลับไปอย่างฉับพลัน
เขาก้าวไปด้านหน้าแล้วชกออกไปด้วยแขนทั้งสองข้างอย่างพร้อมเพรียงพลังระเบิดออกมาพร้อมกับพลังปราณที่แผ่ซ่าน จากนั้นแขนทั้งสองข้างของเมิ่งฝานก็ประสานกันเป็นรูปกากบาท
สองหมัดสะท้านสิงขร!