ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-95 สาวงามอันดับหนึ่ง

    งานวันเกิดของนายผู้เฒ่ามู่ มู่หวังเฉา เต็มไปด้วยผู้คนคับคั่ง พวกเขาต่างเป็นคนร่ำรวยในเมืองชุนเหลียน โดยส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุ 60 ปีขึ้น เป็นเพื่อนทางธุรกิจที่ฝ่าฟันมาด้วยกัน ดังนั้นส่วนน้อยจึงเป็นคนหนุ่มสาว

    หลินอู๋เฉินมาที่นี่ด้วยรถ Maserati MC20 ดังนั้นแม้ว่าเขาจะหน้าตาค่อนข้างธรรมดา แต่ไม่มีใครกล้าหยุดไม่ให้เขาเข้าไปในงาน

    “มาแล้วเหรอ ปล่อยให้อาจารย์รอซะแทบแย่” มู่เจาเจาเดินออกมารอรับเขาด้วยตัวเอง วันนี้เธออยู่ในชุดราตรีสีแดงเพลิง เปิดโชว์ไหล่สีขาว ดูเซ็กซี่ร้อนแรงจนดูไม่ออกว่าเป็นอาจารย์จอมเฮี้ยบสอนในมหาลัยชุนเหลียน

    “พอดีหาของให้ปู่อาจารย์น่ะ ใช้เวลานานไปหน่อยนึง” หลินอู๋เฉชินยกกล่องสีดำที่มีความยาวราวท่อนแขนขึ้นมาโชว์

    “หืม...กล่องสวยนะเนี่ย ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่ที่รู้ๆ คุณปู่จะต้องชอบแน่” มู่เจาเจากล่าว ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแขนเขาแล้วพาเดินเข้าไปในงาน

    “อาจารย์ เดินจับมือกันแบบนี้จะดีเหรอ” อาจเพราะปกติเธอกลัวคนอื่นมอง เขาเลยอดไม่ได้ที่จะแซว

    “ที่นี่ไม่ใช่มหาลัย มีแต่พวกนักธุรกิจทั้งนั้น ไม่ต้องกังวลหรอก” มู่เจาเจาคลายความสงสัยให้

    “อ๋อ....งั้นวันนี้ฉันก็จูบอาจารย์ได้น่ะสิ” หลินอู๋เฉินก้มหน้าลง กระซิบเสียงแผ่วข้างใบหูของเธอ

    “เดี๋ยวเถอะ!”

    อาจารย์สาวหน้าร้อนผ่าว หยิกมือเขาไปทีหนึ่ง ท่าทางน่ารักน่าแกล้ง

    ฝ่ายลูกศิษย์อมยิ้มน้อยๆ ไม่ได้รู้สึกเจ็บแม้แต่นิด แต่ต้องแสร้งทำเป็นเจ็บเพื่อให้ดูสมจริง

    ทั้งคู่ที่เดินเคียงข้างกันสร้างความสนใจให้กับใครหลายคน

    แขกในงานต่างเริ่มซุบซิบนินทา

    “ผู้ชายคนนั้นใครน่ะ ทั้งตัวเป็นของแบรนด์เนม ใช่คุณชายฉีหรือเปล่า”

    “ไม่ใช่หรอก นายน้อยฉีหน้าตาดีกว่านี้ ฉันเคยพบหน้าเขามาก่อนที่งานมหกรรมบ้านสวน ความหล่อเหลาของเขาแม้แต่ดารายังต้องอาย แล้วผู้ชายหน้าตาธรรมดาๆ คนนี้ จะเทียบอะไรกับเขาได้”

    “งั้นเหรอ แต่จะว่าไปก็คงจริงนะ เรื่องเกี่ยวกับคุณชายฉี ฟังว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก ฉันเองก็อยากจะเห็นสักครั้งหนึ่ง”

    “แต่พูดก็พูดเถอะ ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน ทำไมถึงมีสิทธิ์ยืนอยู่ข้างกายของคุณหนูมู่ หวังว่านายผู้เฒ่าจะมีคำตอบนะ”

    ตัวตนของมู่เจาเจาเดินไปซ้ายที ขวาทีก็กลายเป็นประเด็น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลินอู๋เฉินจะกลายเป็นหัวข้อหลักในการสนทนาของวันนี้

    “หน้าตาธรรมดาแล้วยังไง หน้าตาดีแล้วยังไง สิ่งนี้ไม่สามารถนำมาวัดตัดสินคนอื่นได้เพียงเพราะภาพลักษณ์ภายนอก ด้านจิตใจต่างหากที่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องหมั่นศึกษาดูใจกันและกัน!”

    “นี่คุณเหยียน...กับลูกสาวงั้นเหรอ”

    ระหว่างที่พวกเขากำลังนินทาหลินอู๋เฉินลับหลัง ผู้หญิงสวยที่มากับลูกสาววัย 4 ขวบได้พูดขึ้น เธอมีรูปร่างที่ดูดี ใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา หากไม่ติดว่าวันนี้เป็นงานวันเกิดของผู้เฒ่ามู่ ทุกคนคงคิดว่าเธอเป็นเจ้าของงาน

    “สกุลเหยียน...นั่นไม่ใช่สกุลอันดับสามเมืองชุนเหลียนเรอะ” ใครบางคนเริ่มทำเสียงไม่พอใจ คล้ายกับการมีอยู่ของเหยียนตี้ไม่สมควรมาอยู่ในงานวันนี้

    พวกเขาเป็นชนชั้นสูงในชุนเหลียน

    คนที่มาร่วมงานวันเกิดครั้งนี้อย่างน้อยต้องมีทรัพย์สินมากกว่า 300 ล้านหยวน แต่สกุลเหยียนหากนับรวมทั้งตระกูลน่าจะไม่เกิน 100 ล้านหยวน แต่ทำไมถึงกล้ามาเหยียบที่นี่

    “นายอาจจะไม่รู้อะไร แต่ฟังว่าเหยียนตี้กับคุณหนูมู่สนิทกันมาก เพราะงั้นคนที่ชวนเหยียนตี้มางานของผู้เฒ่ามู่ ก็อาจจะเป็นคุณหนูมู่ก็ได้”

    “แต่จะว่าไปก็เสียดายจริงๆ นั่นแหละ ผู้หญิงสวยแบบนี้ต้องเป็นหม้ายเลี้ยงลูกคนเดียว มีสามีที่ไม่ได้เรื่อง”

    “นั่นสินะ หากไม่ติดเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ เหยียนตี้สามารถเป็นสาวงามอันดับหนึ่งในชุนเหลียนได้อย่างสบาย แต่เพราะรอยด่างพร้อยนั้น แถมยังมีลูกติดหนึ่งคนเป็นหญิงหม้ายไร้ราคา อันดับหนึ่งสาวงามจึงตกเป็นของคนอื่น น่าเสียดายจริงๆ”

    พวกเขากล้าพูดว่าตัวเองคือชนชั้นสูง อาศัยเงินในบัญชีมาเป็นตัวตัดสิน แต่เรื่องจริงใจไม่ต้องพูดถึง ชอบดูถูกเหยียบย่ำคน โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า

    เหยียนตี้ที่นั่งอยู่กับลูกสาวใช่จะไม่ได้ยิน เธอได้ยินทุกอย่าง ดังนั้นจึงไม่ได้ยิ้มแย้มทักทายใคร ใบหน้ายังคงฉาบไว้ซึ่งความเย็นยะเยือก แต่ยังงามงดหมดจด แม้จะมีลูกแล้วหนึ่งคนก็ตาม

    “พี่คะ ขอนั่งด้วยคนนะคะ พอดีพาลูกศิษย์มาจะให้นั่งกับคนที่บ้านก็มีแต่คนสูงอายุ คงจะดูไม่เหมาะ มานั่งโต๊ะที่คนอายุใกล้เคียงกันดีกว่า”

    ระหว่างนั้นมู่เจาเจาลากหลินอู๋เฉินเข้ามาทักทาย เหยียนตี้ปลายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้คุณหนูมู่

    “นั่งลงสิ เก้าอี้ตัวนี้ยังว่าง ไม่มีใครมานั่งหรอก”

    จะว่าไปก็จริงของเหยียนตี้ ทุกคนในงานดูจะรังเกียจเธอ โดยเฉพาะคนที่รู้ว่าเธอมาจากตระกูลอันดับ 3 ที่ไม่ได้สลักสำคัญในชุนเหลียน

    “ขอบคุณค่ะพี่” อาจารย์มู่เลื่อนเก้าอี้ให้เขานั่ง จากนั้นนั่งลงข้างๆ ตามด้วยกล่าว “อู๋เฉิน นี่พี่เหยียนตี้ รถ Lamborghini ของฉันสีเหลืองคันนั้นก็ซื้อจากโชว์รูมของพี่นี่แหละ เธอเองก็ชอบซูเปอร์คาร์ไม่ใช่เหรอ งั้นก็น่าจะรู้จักกันไว้นะ”

    “ยินดีที่ได้รู้จัก” หลินอู๋เฉินพยักหน้าให้

    “ยินดีค่ะ โชว์รูมของฉันอาจจะเป็นแค่โชว์รูมเล็กๆ ในชุนเหลียน แต่ขอแค่เธอสั่งมาคำเดียว ไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นไหนสีอะไร ฉันพร้อมจัดหามาให้” เหยียนตี้ยิ้มตอบ เมื่อดีมาเธอดีกลับ โดยเฉพาะเรื่องในโชว์รูมยิ่งต้องพิถีพิถัน โฆษณาให้ดีเป็นพิเศษ

    “เหยียนอู่จี้ มานั่งกับพี่สิ มานี่มา” มู่เจาเจากวักมือเรียกเด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ เหยียนตี้ เธอเอาแต่เล่นเฟรนช์ฟรายส์ที่อยู่ในมือ พอถูกเรียกจึงหันมามองคุณหนูมู่

    “ไม่ พี่สาวชอบแกล้งไม่เล่นด้วยหรอก” กล่าวจบหันไปจัดการกับเฟรนช์ฟรายส์ต่อ

    มู่เจาเจาไม่รู้สึกแปลกที่ถูกหักหน้า เด็กคนนี้ก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ทุกทีเธอต้องปล่อยผ่านอย่างไม่มีทางเลือก แต่วันนี้ลูกศิษย์มาด้วยจะขายหน้าคนเดียวได้ยังไง

    “อู๋เฉิน เล่นกับอู่จี้หน่อยสิ”

    “อะไรนะ...ให้เล่นกับเด็กเนี่ยนะ”

    “ทำไมล่ะ หรือว่าเธอกลัวอู่จี้”

    “ไม่มีทาง ต่อให้เป็นเทพบนสวรรค์ยืนอยู่ตรงหน้า ฉันยังไม่กลัวเลย”

    “งั้นก็ดี เล่นกับอู่จี้สิ แสดงให้อาจารย์เห็นหน่อย”

    หลินอู๋เฉินไม่มีทางเลือกอื่น ใครใช้ให้มีอาจารย์แบบนี้ล่ะ

    “นี่...ชื่ออู่จี้ใช่หรือเปล่า มานั่งกับพี่ไหม”

    เด็กสาววัย 4 ขวบหยุดมือครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วมานั่งตักเขา

    การกระทำของลูกสาวทำให้เหยียนตี้ขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ยังคงสีหน้าเย็นชาเฉยเมย

    “ชิ...! อะไรกันเนี่ย ทำไมถึงเป็นแบบนี้ คราวนั้นที่หมู่บ้านในมณฑลฉางหู่ก็ทีหนึ่งแล้ว นี่จะให้อาจารย์แพ้ทุกรอบเลยหรือไง” มู่เจาเจาขึ้นเสียง ดูไม่เหมือนอาจารย์ที่เคยสอนหน้าชั้นเรียน

    “มลฑทลฉางหู่...หมู่บ้าน ไปทำอะไรที่นั่นกันมาเหรอครับ”

    ระหว่างที่นั่งคุยสนุกสนานกับเหยียนตี้และลูกศิษย์คนโปรด ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวแสนธรรมดาได้เดินเข้ามาแทรกบทสนทนา พอผินหน้าไปมองมู่เจาเจายิ่งแสดงความไม่พอใจออกมา

    เห็นปฏิกิริยาของอาจารย์ หลินอู๋เฉินเดาได้ไม่อยากว่าหมอนี่เป็นใคร ก็คงจะเป็นคนที่เธอบอกว่าไม่ชอบ ส่วนคุณปู่ดูจะชอบเขามาก

    “เอี้ยเฟย นายมาทำอะไรที่นี่!” มู่เจาเจาถามเสียงแข็ง

    “ผมก็มาร่วมแสดงความยินดี ในงานวันเกิดของคุณมู่น่ะสิครับ หรือว่าผมมาไม่ได้” เอี้ยเฟยเลิกคิ้วสูง มองมู่เจาเจาด้วยความสนใจก่อนสายตาคู่นั้นจะตกไปอยู่ที่เหยียนตี้ครู่หนึ่ง ส่วนหลินอู๋เฉินเขาไม่ได้ให้ความสนใจ ก็แค่ลูกหลานคนรวยรุ่นที่สอง สวะที่ยังไม่สามารถเดินได้ด้วยเท้าของตัวเอง มีอะไรน่าสนใจ

    “เห็นแล้วผิดหูผิดตา แต่งตัวปอนๆ ไม่ดูสถานที่ ไม่รู้ว่าบอดี้การ์ดพวกนั้นปล่อยให้นายเข้ามาได้ยังไง สงสัยคงต้องไล่ออกให้หมด!” มู่เจาเจากล่าวเสียงครั่นคร้าม แสดงความไม่พอใจสุดขีด

    หลินอู๋เฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นด้วยกับเธอ ทุกคนแต่งตัวเคารพสถานที่ อย่างน้อยก็ต้องเป็นสูทราคาแพง แต่เอี้ยเฟยสวมเสื้อราคาไม่กี่ร้อยหยวน ออกจะเป็นแกะดำตัวเดียวในงานหน่อยมั้ง

    “เจาเจา หลานอย่าพูดแบบนั้นกับเอี้ยเฟยสิ”

    “คุณปู่!”

    มู่เจาเจารีบลุกขึ้นยืน เข้าไปประคองนายผู้เฒ่ามู่ มู่หวังเฉาให้เดินมาที่นี่

    ด้วยการปรากฏตัวของตัวเอกในงาน ทุกคนรีบลุกจากที่นั่ง มีเพียงหลินอู๋เฉินคนเดียวที่นั่งอยู่ และนั่นทำให้เหยียนตี้จ้องเขาตาไม่กระพริบ

    “เอี้ยเฟยมาที่นี่ในฐานะแขกของปู่ หวังว่าหลานจะเข้าใจนะ” มู่หวังเฉาเอ่ยเสียงเรียบ แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ใครหลายคนเริ่มคาดเดาตัวตนของเอี้ยเฟยต่างๆนาๆ

    ไม่แน่หมอนี่อาจเป็นลูกหลานคนรวยรุ่นที่สองจากที่ไหนก็ได้

    ไม่งั้นคนอย่างมู่หวังเฉามีเหรอจะพูดดีด้วย

    มู่เจาเจายักไหล่ ไม่ได้ให้ความสนใจเอี้ยเฟย แต่กลับไม่ได้แสดงจนออกนอกหน้าจนน่าเกลียด ยังคงซ่อนใบหน้าที่แท้จริงไว้

    “โอ้นั่นเหยียนตี้กับอู่จี้ไม่ใช่เหรอ แล้วผู้ชายคนนั้นใคร หน้าตาเหมือนกับอู่จี้เลย หรือว่าจะเป็นสามีของเหยียนตี้?” มู่หวังเฉาในวัย 70 มองเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรักความเอ็นดู แต่คำพูดของเขาไม่รู้เลยว่าได้ทำให้เอี้ยเฟยไม่พอใจ จนเผลอแผ่รังสีฆ่าฟันออกมา!

    คล้ายกับเรื่องผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล ที่คุณอ่าน