คนทั้งหมดเบิกตากว้าง
เหอจิ่วที่เคยทำให้แท่นสว่างเพียงเล็กน้อยมีสีหน้าเปลี่ยนทันที
“เป็ไปได้อย่างไร!”
ฉินเฟิงเองก็ใไม่แพ้กัน
สายเืของร่างนี้ไม่ควรมีสิ่งพิเศษ
แต่ทันทีที่หยดเืถูกดูดเข้าสู่แท่น เขากลับััได้ถึงพลังอีกสายหนึ่งปะปนอยู่ในโลหิต
มิใช่ของร่างเดิม
มันมาจากิญญาของเขา
บางสิ่งจากชาติที่แล้วติดมากับดวงจิต และกำลังแทรกเข้าสู่ร่างกายอย่างช้า ๆ นับั้แ่กลับชาติมาเกิด
ฉินเฟิงนึกถึงสิ่งหนึ่งทันที
ลูกปัดบรรพโกลาหล
ก่อนตาย เืของเขาเคยไหลลงบนสมบัตินั้น
จากนั้นเกิดการะเิของพลังบางอย่าง
เขาจึงกลับมาเกิดใหม่พร้อมความทรงจำทั้งหมด
หรือว่าเศษพลังจากลูกปัดยังติดมากับดวงจิต?
ยังไม่มีเวลาให้คิดต่อ
แท่นสองพลันส่งสายฟ้าหนึ่งเส้นเข้าหาร่าง
เปรี๊ยะ!
ฉินเฟิงรู้สึกชาไปทั้งแขน
แต่สายฟ้าไม่ได้ทำร้าย
กลับไหลผ่านเส้นชีพจรแล้วหายเข้าไปในตันเถียน
แท่นสองสว่างขึ้นรุนแรง
แท่นสามตามมา
พลังิญญาบริเวณหว่างคิ้วถูกกระตุ้น
หมอกิญญาซึ่งเขาฝึกมาหลายวันหมุนเร็วขึ้น
แสงขาวพุ่งขึ้นจากแท่น
แท่นสี่ตรวจร่างกาย
แสงทองเริ่มแรกอ่อนที่สุด
แต่เมื่อผ่านกระดูกและเส้นชีพจรที่ได้รับการหลอมจากรากิญญาโลหิตกับโอสถหลอมชีพจรโลหิต แสงจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนสูงเกือบสองจั้ง
สุดท้ายคือแท่นห้า
ทันทีที่พลังเข้าสู่หัวใจ
เสียงหัวใจลึกลับที่ได้ยินมาตลอดทางดังขึ้นพร้อมหัวใจของเขา
ตุบ!
หัวใจฉินเฟิงเต้น
ตุบ!
เสียงภายในประตูตอบ
ตุบ!
ฉินเฟิง
ตุบ!
ประตู
สองจังหวะค่อย ๆ กลายเป็หนึ่งเดียว
ตูม!
แท่นที่ห้าสว่างขึ้นถึงขีดสุด
ประตูศิลาทั้งบานสั่นะเื
สายฟ้าสีม่วงจำนวนมากพุ่งขึ้นฟ้า
หมอกเหนือป่าถูกแหวกออกเป็วงกว้าง
เสียงคำรามมหึมาดังมาจากหลังประตู
โฮกกกกก!
ครั้งนี้คนทั้งหมดต้องใช้พลังปราณรักษาร่างไม่ให้ล้ม
มู่ชิงหลันถอยหนึ่งก้าว
หลี่เทียนิต้องใช้กระบี่ปักพื้น
แม้แต่เหอจิ่วขั้นเปิดชีพจรขั้นสองยังหน้าซีด
แต่ฉินเฟิงซึ่งอยู่ใกล้ประตูที่สุดกลับยืนอยู่ที่เดิม
เสียงคำรามผ่านร่างเขาไปโดยไม่สร้างความเ็ป
กลับทำให้โลหิตร้อนขึ้นอย่างรุนแรง
ประตูศิลาค่อย ๆ แยกออก
ครืนนนน!
ช่องว่างสีดำปรากฏตรงกลาง
อากาศโบราณอันหนักหน่วงไหลออกมา
ทุกคนมองเข้าไป
ด้านหลังมิใช่ถ้ำธรรมดา
แต่เป็ทางเดินหินยาว
ผนังสองข้างมีรูปสัตว์อสูรนับร้อยชนิดสลักเรียงกัน
ลึกสุดมีแสงสีม่วงทองเรืองอยู่
ทันใดนั้น แสงจากประตูแบ่งออกเป็สองส่วน
ส่วนหนึ่งล้อมร่างฉินเฟิง
อีกส่วนแผ่ออกเป็วงกว้าง
ตัวอักษรโบราณปรากฏเหนือประตู
คนอื่นอ่านไม่ออก
แต่ฉินเฟิงอ่านได้
ผู้เปิดประตู ได้สิทธิ์เข้าสู่เส้นทางโลหิต
ผู้ติดตาม ผ่านด่านอสูรสามชั้นจึงเข้าสู่ชั้นในได้
คำประกาศนี้ทำให้เขาเข้าใจทันที
เขาเป็ผู้เปิดประตู
จึงได้เส้นทางพิเศษ
ส่วนคนอื่นยังสามารถเข้าได้ แต่ต้องผ่านการทดสอบต่างออกไป
เหอจิ่วเองไม่รู้ความหมายของอักษรทั้งหมด
แต่เห็นแสงล้อมฉินเฟิงก็เข้าใจว่าชายหนุ่มขั้นรับปราณขั้นสี่ได้รับบางสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น
ความริษยาปรากฏขึ้นในแววตาทันที
เขาก้าวออกมา
“ฉินเฟิง เ้าทำอะไรกับประตู”
ฉินเฟิงมองเขา
“ข้าไม่ได้ทำสิ่งใด ประตูเป็ฝ่ายตรวจสอบข้าเอง”
เหอจิ่วเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับคำตอบ
“เ้ารู้จักอักษรบนนี้ใช่หรือไม่”
“อ่านได้บางส่วน”
“มันเขียนว่าอะไร”
ฉินเฟิงตอบตามความจริงส่วนหนึ่ง
“ผู้เปิดประตูได้สิทธิ์เข้าสู่เส้นทางด้านใน ส่วนคนอื่นต้องผ่านการทดสอบเพิ่มเติม”
สีหน้าคนหลายคนเปลี่ยน
เหอจิ่วมองแสงรอบฉินเฟิง
“สิทธิ์นั้นมีเพียงเ้า?”
“ตอนนี้ดูเหมือนเป็เช่นนั้น”
บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที
คนในกลุ่มเหอจิ่วบางคนมองหน้ากัน
มู่ชิงหลันเดินมาใกล้ฉินเฟิงหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว
หลี่เทียนิเองจับด้ามกระบี่ไว้
เพราะเห็นท่าทีของฝ่ายตรงข้ามแล้ว
เหอจิ่วหัวเราะขึ้น
“ในเมื่อเ้าเปิดประตูได้ แสดงว่าอาจรู้วิธีผ่านเส้นทางนี้มากกว่าพวกเรา”
“เช่นนั้นเดินกับกลุ่มข้า”
ไม่ใช่คำเชิญ
ฟังเหมือนคำสั่งมากกว่า
ฉินเฟิงตอบทันที
“ข้าเดินกับคนของข้าอยู่แล้ว”
รอยยิ้มของเหอจิ่วลดลง
“คนของเ้า?”
เขามองมู่ชิงหลันกับหลี่เทียนิ
“เพียงขั้นเปิดชีพจรหนึ่งคน ขั้นรับปราณแปดหนึ่งคน และตัวเ้าเองขั้นสี่”
“ถ้าด้านในมีอันตราย กลุ่มข้าช่วยเ้าได้มากกว่า”
ฉินเฟิงกล่าว
“ถ้าข้า้าความช่วยเหลือ ข้าจะเป็คนขอเอง”
ชายหนึ่งด้านหลังเหอจิ่วแค่นเสียง
“อย่าไม่รู้จักประมาณตน”
ฉินเฟิงหันไปมอง
คนผู้นั้นอยู่ขั้นรับปราณขั้นเก้า
ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“พี่เหอพูดดีด้วยเพราะเห็นว่าเ้าพอมีประโยชน์ อย่าคิดว่าตนเปิดประตูได้แล้วจะมีค่าเท่าพวกเรา”
หลี่เทียนิก้าวออกทันที
“เ้าอยากลองหรือไม่ว่าคนขั้นแปดจากเมืองชิงหลานมีค่าเพียงใด”
คนผู้นั้นหัวเราะ
“ผู้แพ้คนขั้นสี่ยังกล้าพูด?”
คำนี้ทำให้หลี่เทียนิสีหน้าเปลี่ยน
ฉินเฟิงกลับยกมือห้าม
จากนั้นมองชายผู้นั้น
“เ้าชื่ออะไร”
อีกฝ่ายชะงัก
“เฉินกู่”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ข้าจะจำไว้”
เฉินกู่หัวเราะ
“จำไว้ทำไม”
“เพราะถ้าเ้าพูดเพียงเย้ยหยัน ข้าไม่สนใจ”
ฉินเฟิงกล่าวช้า ๆ
“แต่หากเ้าลงมือคิดแย่งสิทธิ์ของข้าหรือหมายเอาชีวิตข้า ข้าจะไม่ถือว่าเป็เื่คำพูดอีก”
รอยยิ้มเฉินกู่หายไป
“เ้าขู่ข้า?”
“ข้าบอกให้เ้ารู้ล่วงหน้า”
ฉินเฟิงไม่ได้ขึ้นเสียง
แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใจผิดว่ากำลังล้อเล่น
เหอจิ่วมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยกมือห้ามเฉินกู่
“พอ”
จากนั้นมองประตู
“ใครจะเดินทางกับใครค่อยว่ากันด้านใน”
ฉินเฟิงไม่ตอบ
เขาหันไปหามู่ชิงหลันและหลี่เทียนิ
“ประตูให้ข้าเข้าเส้นทางแยก คนอื่นต้องผ่านด่านอีกแบบ”
มู่ชิงหลันขมวดคิ้ว
“หมายความว่าเราต้องแยกกัน?”
“น่าจะใช่”
หลี่เทียนิถาม
“แล้วหลังเข้าไปจะพบกันอีกหรือไม่”
ฉินเฟิงมองอักษรเพิ่มเติมที่ค่อย ๆ ปรากฏตรงผนัง
“หากผ่านด่านของตนได้ เส้นทางจะมาที่หอโลหิตด้านใน”
มู่ชิงหลันเงียบไปชั่วครู่
“เช่นนั้นท่านระวังตัว”
“เ้าก็เช่นกัน”
หลี่เทียนิตบด้ามกระบี่
“อย่าตายก่อนข้าได้ประลองกับเ้าอีกครั้ง”
ฉินเฟิงยิ้ม
“เ้าควรผ่านด่านของตนเองให้ได้ก่อน”
“แน่นอน”
ทั้งสามแยกกันตรงประตู
มู่ชิงหลันกับหลี่เทียนิเข้าเส้นทางด้านซ้ายพร้อมคนอื่น
ฉินเฟิงถูกแสงม่วงทองนำไปทางประตูเล็กตรงผนังขวา
ก่อนเข้า เขาเหลือบมองเหอจิ่วกับเฉินกู่
ฝ่ายนั้นเองก็มองเขาอยู่
โดยเฉพาะเฉินกู่ แววตาไม่เป็มิตรอย่างชัดเจน
ฉินเฟิงไม่สนใจอีก
หากอีกฝ่ายยังไม่ลงมือ เขาจะไม่สร้างศัตรูเพียงเพราะสายตา
แต่หากลงมือเมื่อใด เื่จะต่างออกไปทันที
ประตูเล็กปิดลงหลังเขา
เสียงด้านนอกหายไปทั้งหมด
ทางเดินเบื้องหน้าเงียบสนิท
แสงสีม่วงจากผนังให้ความสว่างเพียงพอ
ฉินเฟิงเดินไปช้า ๆ
แต่ละก้าวระมัดระวัง
หลังจากผ่านทางเดินประมาณร้อยก้าว เขาก็เข้าสู่ห้องหินกลมแห่งหนึ่ง
กลางห้องมีบ่อน้ำสีแดงเข้ม
้าลอยหยดเืสีม่วงทองเพียงหนึ่งหยด
แม้มีขนาดเล็กกว่าปลายนิ้ว แต่พลังที่แผ่ออกมากลับทำให้พลังปราณในร่างฉินเฟิงหมุนเร็วขึ้นเอง
ผนังด้านหลังมีอักษรโบราณ
ด่านแรก — โลหิต
ผู้รับโลหิตหนึ่งหยดและยังยืนอยู่ได้ จึงมีสิทธิ์เดินต่อ
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
นี่ไม่ใช่ของที่ควรกลืนเข้าไปโดยไม่ตรวจสอบ
เขาใช้พลังิญญาสำรวจจากระยะห่าง
เพียงแตะต้องพลังรอบหยดโลหิต พลังิญญาของเขาก็สั่นทันที
รุนแรงเกินไป
หากเป็เืสัตว์อสูรธรรมดา ต่อให้เป็ระดับสองหรือสามก็ไม่มีทางสร้างผลเช่นนี้
ฉินเฟิงครุ่นคิด
การหลอมเืสัตว์เทวะโดยตรงอันตรายมาก
ในแดนเทพเอง ผู้ฝึกจำนวนไม่น้อยตายเพราะคิดว่าตนสามารถรับสายเืระดับสูงได้
ร่างปัจจุบันของเขาอยู่เพียงขั้นรับปราณขั้นสี่
เส้นชีพจรเพิ่งได้รับการฟื้นฟู
หากหยดนี้เป็โลหิตสัตว์เทวะจริง การกลืนโดยไม่มีการเตรียมอาจทำให้ร่างแตกจากภายใน
ฉินเฟิงไม่รีบแตะ
เขาเดินรอบห้อง
ตรวจผนัง
ตรวจบ่อเื
สุดท้ายพบอักษรเล็กอีกชุดซ่อนอยู่ด้านล่าง
หากไม่รับ ย้อนกลับได้
แสดงว่าสนามไม่ได้บังคับ
ฉินเฟิงมองหยดเือีกครั้ง
ย้อนกลับ ย่อมปลอดภัย
แต่จะเสียเส้นทางนี้ทันที
เขาหลับตาทบทวนสภาพร่างกายของตน
ขั้นรับปราณขั้นสี่
เส้นชีพจรเปิดห้าสาย
ร่างผ่านรากิญญาโลหิตและโอสถหลอมชีพจรโลหิต
พลังิญญาเหนือคนระดับเดียวกันหลายเท่า
หากรับพลังทั้งหมดของหยดโลหิตโดยตรง อาจไม่ไหว
แต่ไม่มีผู้ใดบอกว่าต้องดูดซับทั้งหมดในครั้งเดียว
ฉินเฟิงเปิดถุงสัมภาระ
ด้านในยังมีน้ำยาฟื้นปราณของสำนัก ผงห้ามเื แก่นาาหมาป่าระดับสอง และสมุนไพรบางชนิดที่เก็บระหว่างทาง
สิ่งที่สำคัญคือถุงน้ำดีาาหมาป่ากับหญ้ารวมปราณอายุสิบปี
สองอย่างนี้สามารถใช้ช่วยแยกพลังรุนแรงได้ชั่วคราว
เขาตัดสินใจทันที
ใช้ถ้วยโลหะเล็กจากสัมภาระ
บดหญ้ารวมปราณ
เติมน้ำดีาาหมาป่าเพียงหนึ่งหยด
จากนั้นใช้ผงจากแก่นอสูรขูดออกมาเล็กน้อย
ผสมทั้งหมดเป็น้ำยาสีเขียวคล้ำ
หากเป็โอสถเต็มรูปแบบ สูตรนี้ยังขาดสมุนไพรอีกสามชนิด
แต่เขาไม่ได้้าสร้างยา
เพียง้าให้มันช่วยห่อหุ้มพลังจากโลหิตชั่วคราว
เมื่อเตรียมเสร็จ ฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิ
ดื่มน้ำยาครึ่งหนึ่งก่อน
จากนั้นยื่นมือไปหาหยดโลหิต
ทันทีที่ปลายนิ้วัั
ตูม!
เสียงเหมือนฟ้าผ่าดังขึ้นภายในห้อง
หยดโลหิตพุ่งเข้าสู่ฝ่ามือทันที
ความร้อนมหาศาละเิขึ้นทั่วแขน
ฉินเฟิงกัดฟัน
เส้นชีพจรแขนขวาปูดขึ้นชัดเจน
โลหิตสีม่วงทองไหลเข้าสู่ร่างเหมือนสัตว์ดุร้ายที่เพิ่งหลุดจากโซ่
มันพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ
ฉินเฟิงรีบใช้พลังิญญานำฤทธิ์น้ำยาที่ดื่มไว้เข้าห่อหุ้ม
ชะลอได้เพียงเล็กน้อย
แต่เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอให้เขาเริ่มหมุนคัมภีร์เก้าชีพจรคืนกำเนิด
พลังจากโลหิตถูกแบ่งออก
หนึ่งส่วนไปกระดูก
หนึ่งส่วนไปเส้นชีพจร
หนึ่งส่วนแทรกเข้าโลหิตเดิม
ส่วนที่รุนแรงที่สุดยังพุ่งไปหัวใจ
ฉินเฟิงไม่ยอมให้มันรวมในจุดเดียว
พลังิญญาเจ็ดสายถูกแยกออกพร้อมกัน
นำพลังออกจากหัวใจทีละส่วน
ความเจ็บรุนแรงจนเหงื่อไหลเต็มตัวในเวลาไม่กี่ลมหายใจ
เสียงคำรามดังขึ้นในจิต
โฮกกกก!
ภาพจำนวนมากวาบผ่าน
ฟ้าสีดำ
สายฟ้าสีม่วง
ัมีปีกขนาดมหึมาบินผ่านดวงดาว
ูเานับพันพังทลายใต้กรงเล็บ
ฉินเฟิงยังไม่สามารถมองภาพเ่าั้ได้ชัดทั้งหมด
เพราะความเจ็บในร่างกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เส้นชีพจรสายที่ห้าซึ่งเพิ่งเปิดสั่นรุนแรง
สายที่หกซึ่งยังปิดอยู่กลับถูกพลังจากโลหิตพุ่งชน
ครั้งแรก
สิ่งอุดตันแตกร้าว
ครั้งที่สอง
เส้นชีพจรเริ่มเปิด
ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน
พลังนี้กำลังช่วยเปิดชีพจรเอง
แต่ถ้าปล่อยให้พุ่งต่อโดยไม่ควบคุม เส้นชีพจรอาจฉีกขาด
เขาจึงดื่มน้ำยาที่เหลือทั้งหมด
จากนั้นเปลี่ยนวิธีหมุนปราณ
ไม่พยายามหยุดพลังจากโลหิต
แต่ให้พลังตนเองหมุนรอบมันเหมือนสายน้ำห่อหุ้มกระแสเชี่ยว
พลังรุนแรงยังอยู่
ทิศทางกลับเริ่มเปลี่ยนตามที่เขา้า
เส้นชีพจรสายที่หกเปิดทีละส่วน
หนึ่งในสาม
ครึ่งหนึ่ง
สองในสาม
ตูม!
เปิดสมบูรณ์
พลังปราณทั้งร่างเพิ่มขึ้นทันที
แต่ยังไม่จบ
หยดโลหิตมีพลังมากเกินกว่าร่างขั้นสี่จะใช้หมด
พลังส่วนที่เหลือเริ่มไหลเข้าสู่กระดูกกับกล้ามเนื้อ
ฉินเฟิงรู้สึกราวกับร่างถูกเผาจากภายใน
ิัมีสีแดง
เส้นเืชัดขึ้น
แต่กระดูกและเนื้อหนังกลับแข็งแรงขึ้นทุกลมหายใจ
พลังขั้นรับปราณขั้นสี่เริ่มถึงปลายระดับอย่างรวดเร็ว
สิ่งกีดขวางสู่ขั้นห้าปรากฏ
ฉินเฟิงไม่ได้คิดจะทะลุทันที
เขาพยายามนำพลังส่วนเกินไปขัดเกลากายแทน
แต่หยดโลหิตเหมือนมีความตั้งใจของตนเอง
มันพุ่งเข้าตันเถียนครั้งหนึ่ง
ตูม!
สิ่งกีดขวางสั่นะเืรุนแรง
ฉินเฟิงกัดฟัน
“อย่าคิดบังคับข้า!”
เขาพูดกับพลังภายในร่างราวกับพูดกับสิ่งมีชีวิต
พลังิญญาทั้งหมดห่อหุ้มตันเถียน
แทนที่จะปล่อยให้พลังโลหิตชนสิ่งกีดขวางครั้งที่สองทันที เขาบังคับมันหมุนผ่านเส้นชีพจรทั้งหกสายก่อนหนึ่งรอบ
พลังทุกส่วนถูกขัดเกลา
สิ่งตกค้างจากโอสถก่อนหน้าในร่างถูกชะล้างออกบางส่วน
จากนั้นจึงกลับเข้าสู่ตันเถียน
ครั้งนี้ฉินเฟิงเป็ผู้ควบคุมเอง
เขารวบรวมพลัง
ครั้งเดียว
ตูม!
สิ่งกีดขวางแตก
พลังปราณขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขั้นรับปราณขั้นห้า
แต่ฉินเฟิงยังไม่ลืมตา
เขาไม่ปล่อยให้พลังพุ่งต่อ
ขั้นห้าเพิ่งเกิด
ต้องทำให้มั่นคงก่อน
พลังจากโลหิตที่เหลือถูกนำไปหลอมร่างต่อทั้งหมด
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม
สีแดงบนผิวเริ่มลดลง
ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอ
พลังหยดโลหิตถูกดูดซับไปประมาณเจ็ดส่วน
อีกสามส่วนกลับไม่ยอมผสาน
มันรวมตัวเป็ประกายสีม่วงทองขนาดเล็กอยู่ใกล้หัวใจ
ฉินเฟิงตรวจดูแล้วไม่พบอันตรายทันที
คล้ายเป็เมล็ดพลังที่ยังไม่เปิด
เขาจึงไม่ฝืนแตะต้อง
เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง บ่อเืตรงหน้าหายไปแล้ว
แท่นกลางห้องแตกออก
ด้านหลังเผยประตูใหม่
อักษรบนผนังเปลี่ยน
ด่านโลหิต ผ่าน
สายเืตอบสนอง ระดับสูงสุด
ฉินเฟิงอ่านแล้วขมวดคิ้ว
สายเืตอบสนองระดับสูงสุด?
ร่างนี้ไม่ควรมีสายเืพิเศษ
แสดงว่าการตรวจเมื่อครู่ตอบสนองต่อบางสิ่งจากดวงจิตจริง
เขายังไม่ทันคิดลึก เสียงลึกลับก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้อ่อนลง
“ในที่สุด”
ฉินเฟิงลุกขึ้นทันที
“เ้าคือใคร”
ไม่มีคำตอบ
เขาถามอีกครั้ง
“เ้ารู้จักข้า?”