ลอนดอน....เวลาในปัจจุบัน
“ถ้าจะว่ากันในขั้นพื้นฐานแล้วฉันชอบแนวความคิดของเธอมากเลยนะ”
เบท กันนิ่งโน้มร่างเหนือโต๊ะอาหารดวงตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าโจประกายที่อยู่เื้ักรอบแว่นรูปสี่เหลี่ยมดูแรงกล้าโจเองก็กำลังมองหล่อนด้วยความรู้สึกเดียวกันเธอชื่นชมในความสนใจงานอย่างแท้จริงของเบท ภายหลังจากพักอารมณ์อย่างสบายด้วยอาหารกลางวันที่วีลเลอร์’สมาแล้ว
ดวงตาของสองสาวประสานกันอยู่และต่างก็ยิ้มให้แก่กันด้วยความรู้สึกพึงใจเบทกับโจเป็เพื่อนกันมาห้าปีแล้วนับั้แ่เบทรับตำแหน่งบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์วีเม่น อิน แอ๊คชั่นตอนนั้นโจเป็สตาฟฟ์อยู่และกำลังเรียนรู้เื่การเป็นักหนังสือพิมพ์ที่ดี เธอเรียนรู้งานได้เร็วมากและเมื่อเธอลาออกไปเป็คอลัมนิสต์อิสระมันก็หมายความเพียงแค่ที่ว่าทำให้เธอสามารถมีชื่ออยู่เหนือสารคดีหรือบทความที่เธอเขียนขึ้นเท่านั้น
“ฉันว่าเธออาจเขียนอะไรก็ได้เช่นเื่ชาติพันธุ์เื่ของยาที่ใช้กันอยู่ในสมัยกลางหรือว่าเื่แห่งจักรวาลอะไรก็ว่าไปฉันรับอยู่แล้ว แต่นี่เธอกำลังเขียนอะไรกันแน่? เื่“การทำสมาธิจิตกับศาสนา” เชียวรึ?ฉันว่ามันต้องทำความเข้าใจกันให้กระจ่างชัดเสียก่อนจะดีกว่า”
เบทกำลังลำดับความคิดของตนเองอยู่ในสมอง
“การระลึกชาติ......ประวัติศาสตร์ยังคงมีชีวิตอยู่จริงหรือ? อันนี้รู้สึกว่าเป็เื่ของการกลับชาติมาเกิดนะใช่ไหม? รู้สึกว่าฉันเพิ่งได้อ่านข้อเขียนบางชิ้นเกี่ยวกับเื่นี้ที่ไหนสักแห่งเมื่อเร็วๆนี้เอง ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนเขียนโดยผู้หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งมันน่าเชื่อไม่น้อยเลย ฉันเห็นจะต้องให้ความสนใจในเื่นี้เสียหน่อยแล้วสำหรับเธอเมื่อศึกษาเื่อย่างนี้เธอคงจะมีจุดยืนที่เป็ไปในทางตรงข้ามแน่”
“เขาเคยลองสะกดจิตฉันมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยซ้ำ”
โจพูดยิ้มๆ
“ก็ที่มหาวิทยาลัยนั่นแหละและเพราะการสะกดจิตครั้งนั้นที่ทำให้ฉันเกิดความคิดขึ้นมามิชเชลโคเฮนน่ะเขาเป็นักจิตวิทยาระดับโลกคนหนึ่งทีเดียวนะเขาพยายามสะกดจิตฉันอยู่ตั้งนานแต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จแต่เขาทำให้ฉันถึงกับขนลุกขนพองทีเดียว ไม่เห็นมันจะน่าเชื่อตรงไหนเลย”
เบทเปล่งเสียงหัวเราะแกมิ่ออกมา
“ก็ได้โจลองร่างเค้าโครงเื่มาให้ฉันดูย่อๆ ก่อนก็แล้วกันเธออาจใช้เวลาตอน่ปีใหม่หรือตอนหยุดพักฤดูสปริงเขียนก็ได้เธอจะได้มีเวลาทำงานมากๆ ไงล่ะแล้วเื่การใช้รูปประกอบล่ะเธอจะหามาเองหรือว่าอยากให้เขามาถ่ายทำในบ้านล่ะ?”
“ฉันอยากให้เป็ฝีมือของทิมเฮชแชมนะ”
“ถ้าได้ตัวเขามานับว่าโชคดีอย่างมากเลยเพราะฉันรู้ว่าตอนนี้เขามีคิวยาวแล้วก็คิดราคาแพงมากด้วย”
“แต่เขาต้องทำให้ฉันแน่”
“หมายความว่าเขารู้เื่นี้แล้วงั้นหรือ?”
เบทเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
“อีกไม่นานเธอก็รู้เอง”
“แล้วนิคเขาว่ายังไงล่ะ?”
“ฉันว่าคราวนี้เขาคงต้องะโเข้าแข่งแล้วล่ะ”
สีหน้าของโจเครียดขึ้น
“ฉันเข้าใจ....ออกจะแย่หน่อยนะ”
“แย่มาก”
“เขาย้ายออกไปแล้วหรือ?”
“ย้ายออกไปแล้ว....ขอครีมด้วยค่ะขอบใจ”
โจเงยหน้ายิ้มกับบริกรที่เดินเข้ามาพร้อมด้วยเหยือกกาแฟเบทรออยู่จนเมื่อบริกรเดินออกไปแล้วจึงถามต่อ
“เป็การถาวรเลยใช่ไหม?”
“ใช่ฉันปากล้องถ่ายรูปเขาลงกับพื้นห้องทันทีที่ฉันจับได้ว่าเขาไปนอนกับจูดี้เคอร์สันมา”
“เก่งนี่”
เบทหัวเราะด้วยน้ำเสียงบอกความชื่นชม
“กล้องนั่นมีประกันแต่ประสาทฉันมันไม่ได้ประกันด้วยนี่ที่จริงฉันก็ไม่ได้หึงหรอกนะเบท แต่เขาไม่น่าสร้างเื่ยุ่งให้กับฉันถึงขนาดนี้เมื่อมันต้องจบก็ให้จบไปเลยรู้แล้วรู้รอด บ้านฉันไม่ใช่โรงแรมนี่ว่าแต่เธอจะให้ฉันตั้งชื่อเื่ว่าอะไรล่ะ?”
“ฉันว่าจะใช้ชื่อว่า‘การระลึกชาติ’ เป็ไง?”
เบทเงยหน้าขึ้นเอียงคอถาม
“ไม่เลวนะฉันยังไม่ถึงกับเชื่อเื่นี้เสียทีเดียวหรอกแต่พอจะเข้าใจเื่การค้นคว้าของเธออยู่”
เธอหันไปพยักหน้าเรียกพนักงานให้มาเก็บเงิน
“เธอไม่เล่าเื่นิคให้ฉันฟังอีกสักหน่อยหรือ?”
โจวางถ้วยกาแฟที่ถืออยู่ในมือลงพร้อมกับเลื่อนออกห่างก้มลงมองมือตัวเองที่กางอยู่บนโต๊ะ กดข้อนิ้วเบา ๆเหมือนทดสอบว่ามันยังใช้การได้อยู่หรือไม่
“มันต้องใช้เวลาถึงสามปีสี่เดือนกับอีกแปดวันทีเดียวนะกว่าที่ฉันจะได้พบกับแซมอีกครั้งหนึ่งและเขาแนะนำให้ฉันรู้จักกับน้องชายของเขาเธอไม่แปลกใจหรอกหรือที่ได้ยินฉันพูดอย่างนี้?”
“ถ้าจะแปลกใจก็ตรงที่เธอนั่งนับเดือนนั่นมากกว่าแม่หนู”
เบทตอบเสียงเข้มเอาบัตรเครดิตวางลงในถาดของบริกร
“ฉันเพิ่งคิดได้ตอนที่กำลังอาบน้ำเมื่อคืนนี้เองรู้สึกว่ามันเป็เวลานานมากทีเดียวนะเบทนานสำหรับการที่เราจะฝังตัวเองไว้ในกระเป๋าของใครสักคนหนึ่งเราคงไม่เป็อย่างนั้นบ่อยนักหรอก”
“บ้าที่สุดเธอน่ะเกิดมาเพื่อกันและกันนะ”
โจหยิบช้อนขึ้นมาขีดกากบาทลงบนน้ำตาลที่อยู่ในถ้วยดินเผากลางโต๊ะมองดูเกล็ดสีขาวที่รวมตัวกันอยู่อย่างใช้ความคิด
“บางทีมันอาจเป็อย่างนั้นจริงก็ได้เพราะเรามีอะไรคล้ายกันหลายอย่างทีเดียวมันคล้ายกับเราแข่งขันกันอยู่ในทีด้วย นับว่าเป็ความสัมพันธ์ที่แย่มาก”
เธอลุกขึ้นยืนชุดกลางวันสีเขียวมะกอกเน้นผิวสีแทนตรงต้นแขนให้นวลงามเมื่อเธอเอื้อมไปหยิบกระเป๋าที่แขวนไว้กับพนักเก้าอี้ขึ้นสะพายไหล่
“ทิมบอกว่าจะอยู่ที่สตูดิโอตอนบ่ายวันนี้ฉันจะเลยไปพบเขาที่นั่นเลยเธอล่ะจะข้ามแม่น้ำกลับเลยหรือ?”
“คงอย่างนั้นฉันมีประชุมตอนบ่ายสามโมง”
เบทเอาเครดิตการ์ดใส่ลงในซองเงิน
“ฉันคงจะไม่ให้คำแนะนำที่ดีกับเธอหรอกนะโจเพราะฉันรู้ว่าถึงยังไงเธอคงไม่ยอมฟังอยู่แล้วแต่อย่าผลีผลามะโขึ้นเตียงกับทิมเพื่อเป็การแก้แค้นล่ะเขาเป็คนดีนะดีมากจนเกินกว่าเธอจะไปใช้เขาเป็เครื่องมือแก้แค้นของเธอ”
“ฉันไม่ได้ยินที่เธอพูดสักคำเลยนะคะคุณกันนิ่ง”
โจตอบยิ้มๆ
“ยิ่งกว่านั้นฉันก็เป็คนดีเหมือนกันนะอย่างน้อยก็บางครั้งเธอจำได้ไหมล่ะ?”
เธอเดินช้าๆไปตามถนนที่พลุกพล่านด้วยผู้คนแสงอาทิตย์ในเดือนมิถุนายนสาดความร้อนจัดจ้าลงบนบาทวิถีทางเดินอย่างไร้ความปรานีบรรดาร้านอาหารข้างทางเอาร่มออกมากางไว้เพื่อให้ร่มเงากับโต๊ะที่ตั้งอยู่บนบาทวิถีซึ่งมีลูกค้านั่งดื่มกาแฟ
ในประเทศอังกฤษแสงแดดทำให้สีหน้าของผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสซึ่งนับว่าเป็สิ่งดีเพราะในเมืองที่มีสภาพอากาศร้อนสามารถทำให้คนฆ่ากันตายได้ง่ายๆ
เธอวิ่งขึ้นบันไดตรงไปยังสตูดิโอของทิมซึ่งอยู่ในโกดังเก่าตรงข้ามลองเอเคอร์และเดินเข้าไปภายในโดยไม่มีการเคาะประตูบอกกล่าวให้รู้ตัวภายในห้องสตูดิโอว่างเปล่า มืดครึ้มและหนาวเยือกเย็นเธอกวาดสายตามองไปทั่วสงสัยว่าทิมจะลืมนัดแล้ว
แต่เขาก็อยู่ที่นั่นอยู่เพียงลำพังบนเก้าอี้นอนเบาะหุ้มกำมะหยี่ มีกระป๋องลอง ไล้ฟ์อยู่ในมือ เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าดวงอาทิตย์ที่ปราศจากเมฆหมอกหนาหนักปกคลุมเช่นเคยสาดแสงจัดจ้าลงมาต้องร่าง
“โจชีวิตเป็ไงบ้างล่ะ?”
ทิมขยับตัวลุกขึ้นเขาเป็คนรูปร่างผอมบางสูงหกฟุตสี่นิ้วเมื่อยืนเท้าเปล่าเรือนผมสีอ่อนเสื้อเชิ้ตที่ไม่ได้กลัดรังดุมเผยออ้าเผยให้เห็นสายสร้อยเงินที่แขวนเหรียญไว้
“เอาเบียร์หรือกาแฟดีล่ะที่รักผมกำลังดื่มแชมเปญอยู่”
โจโยนกระเป๋าถือลงกับพื้นห้องเดินตรงไปยังส่วนที่แบ่งเป็ห้องครัวซึ่งอยู่ติดกับห้องมืด
“กาแฟ....ขอบใจนะฉันชงเองได้ คุณไม่เมาใช่ไหมทิม?”
“เอ๊ะ!มีวันไหนหรือครับคนสวยที่ผมเมา?”
เขาเลิกคิ้วถามอย่างน้อยใจ
“บ่อยไปฉันมีงานให้คุณทำนะ ถ้าจะเอาตัวเลขให้แน่ๆ กันลงไปเลยก็คือหกชิ้นแล้วฉันอยากคุยกับคุณเื่นี้ด้วย หลังจากนั้นเราจะไปพบเบทกันนิ่งด้วยกันในอีกสักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์นี่แหละถ้าคุณตกลง”