โรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน

    ตอนที่ 47: รสชาติที่คุ้นเคย และเงาที่ซ่อนใต้กลีบดอกไม้

    พายุฝนภายนอกยังคงครวญครางไม่หยุดหย่อน เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องเป็นระยะ แสงแปลบปลาบจากฟากฟ้าลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ สาดส่องเข้ามาในโถงโรงเตี๊ยมสนธยาที่ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแขกเหรื่อคนอื่น ๆ ต่างรีบเช็คบิลพากันหนีขึ้นห้องพัก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวระหว่างเสี่ยวเอ้อหนุ่มกับสตรีชุดเทาผู้มาใหม่

     

    ในโถงล่างที่เหลือเพียงแสงเทียนริบหรี่ อาหลางยืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ ดวงตาของเขาจ้องไปที่สตรีลึกลับที่นั่งเงียบงันในมุมมืด ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยพบมาก่อนเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ นางไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพียงแค่นั่งนิ่งและจ้องมองพัดจีบบนโต๊ะ แต่การปรากฏตัวของนางกลับทำให้อากาศในโรงเตี๊ยมหนาวเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

     

    เถ้าแก่ร่างอ้วนท้วมที่เคาน์เตอร์ข้างๆ พยายามจะกลับไปดีดลูกคิดต่อ แต่นิ้วของเขากลับสั่นระริกจนไม่อาจจับลูกคิดได้อย่างมั่นคง เหงื่อเย็นเริ่มซึมออกมาจากหน้าผากอ้วนพี ใบหน้าที่เคยเฉื่อยชาบัดนี้กลับเครียดจนริมฝีปากแกว่งไปมา เขาแอบเหลือบมองไปที่สตรีชุดเทาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัย

     

    ในครัว เถ้าแก่ร่างผอมยังคงหยุดการสับเนื้อไปแล้วนานแสนนาน มีดสับในมือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ หยดเลือดจากเนื้อสัตว์ป่าหยดลงบนเขียงไม้ดัง หยด... หยด... เป็นจังหวะช้าๆ ที่ทำให้บรรยากาศยิ่งน่าขนลุกขึ้นไปอีก เขาแอบมองออกมาจากครัวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความกลัวและความอยากรู้ ใบหน้าผอมแห้งของเขาซีดเผือดจนแทบจะขาวเหมือนกระดาษ

     

    เสี่ยวเอ้อหญิงที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ใกล้ๆ ต้องหยุดมือแล้วถอยห่างออกมาเรื่อยๆ ผ้าเช็ดโต๊ะในมือของนางสั่นเทาเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มอ่อนโยนบัดนี้กลับเครียดจนริมฝีปากแกว่งไปมา นางรู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวสตรีชุดเทาหนาวเย็นจนแทบจะแข็งตัว เหมือนกับความหนาวเย็นที่มาจากใต้ดิน จากสถานที่ที่แสงแดดไม่เคยส่องถึง

     

    อาหลาง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามโคจรพลังมารที่เพิ่งได้รับมาเพื่อระงับอาการสั่นสะท้านในอก ศิลาเนตรมารยังคงส่งแรงสั่นเตือนภัยอย่างต่อเนื่องจนผิวหนังบริเวณหน้าอกของเขาเริ่มปวดแสบปวดร้อน รอยร้าวเล็กๆ บนพื้นผิวศิลาเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับมันกำลังต่อสู้กับพลังงานที่มันไม่เคยเจอมาก่อน แสงสีหม่นที่เล็ดลอดออกมาจากศิลาในอกเสื้อเริ่มกระพริบถี่คล้ายกับการเตือนภัยขั้นสูงสุด

     

    แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ระดับสูง เขาเตือนตัวเองว่า "หน้ากาก" คืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของเขา หากเขายังไม่ถอดมันออก นางก็ยังไม่มีสิทธิ์กระชากมันไป เขาเคยใช้เล่ห์เหลี่ยมและการแสดงละครเพื่อหลอกล่วงเหยื่อมาหลายสิบคน ไม่ว่าจะเป็นนักสู้ระดับสูง จอมยุทธ์ผู้ทรงพลัง หรือแม้แต่ผู้ใช้อาญาสิทธิ์ ทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อของเขาในที่สุด

     

    อาหลางปรับสีหน้าให้กลับมาแย้มยิ้มอย่างพินอบพิเทา เขาคว้ากาสุราดินเผาและจอกไม้ขัดมัน เดินเข้าไปที่โต๊ะของนางด้วยท่วงท่าที่ไร้ที่ติประดุจข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ทุกก้าวของเขาถูกคำนวณอย่างพิถีพิถัน ไม่เร็วเกินไปจนดูน่าสงสัย แต่ก็ไม่ช้าเกินไปจนดูไม่กระตือรือร้น

     

    "พายุลูกนี้คงจะอยู่อีกนานนะขอรับแม่นาง อาหารร้อน ๆ และสุราแรง ๆ สักกาอาจจะช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลายขึ้น" เขาเอ่ยเสียงนุ่มนวลพลางบรรจงรินน้ำชาล้างจอกอย่างแคล่วคล่อง การเคลื่อนไหวของเขาเรียบร้อยและเป็นธรรมชาติ เหมือนกับเสี่ยวเอ้อธรรมดาที่เคยรับใช้แขกมาหลายปี

     

    ในจังหวะที่เขายื่นมือไปวางจอกน้ำชาตรงหน้าของนาง สายตาคมกริบของอาหลางที่ฝึกฝนมาจากการสังเกตเหยื่อร้อยแปดจำพวกก็จับจ้องไปที่ข้อมือของนางที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อสีเทาหม่นออกมาเพียงเล็กน้อย ในแสงเทียนริบหรี่ เขาเห็นบางสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นทันที

     

    ที่นั่น... บนผิวขาวซีดประดุจหิมะ มีรอยสักเส้นสีดำสนิทขดตัวเป็นรูป "ดอกมันดาลา" (Mandala) ที่ดูซับซ้อนและงดงามทว่าแฝงไปด้วยความสยดสยอง กลีบดอกแต่ละกลีบดูเหมือนจะขยับไหวได้ตามจังหวะชีพจรของนาง เส้นสายของลวดลายไม่ใช่เพียงการสักธรรมดา แต่มันดูเหมือนจะฝังลึกเข้าไปในเนื้อหนัง ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่เกิดมาพร้อมกับนาง

     

    อาหลางใจหายวาบ สัญลักษณ์นี้เขาเคยอ่านเจอในบันทึกเก่าแก่ที่เขาขโมยมาจากหอตำรามาร มันคือตราประทับของ "เผ่ามารโบราณ" ที่ว่ากันว่าสาบสูญไปพร้อมกับสงครามเทพมารเมื่อหลายพันปีก่อน ตำนานเล่าว่าเผ่ามารโบราณเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีพลังมหาศาลจนเทพเจ้าต้องรวมกันทำลายล้าง แต่ก่อนที่จะสูญพันธุ์ พวกเขาได้แยกส่วนหนึ่งของพลังไปซ่อนไว้ในโลกมนุษย์

     

    ลวดลายดอกมันดาลาบนข้อมือของนางไม่ใช่เพียงรอยสักธรรมดา แต่มันคือ "ตราประทับเลือด" ที่จะปรากฏขึ้นเฉพาะในผู้ที่มีสายเลือดมารโบราณที่บริสุทธิ์เท่านั้น ยิ่งสายเลือดบริสุทธิ์เท่าไหร่ ลวดลายก็ยิ่งซับซ้อนและมีชีวิตชีวาเท่านั้น และจากสิ่งที่เขาเห็น ลวดลายบนข้อมือของนางนั้นซับซ้อนจนแทบจะเคลื่อนไหวได้

     

    'นางไม่ใช่เพียงจอมยุทธหญิงพเนจร... แต่นางมีสายเลือดของต้นกำเนิดมาร!' ความคิดนี้ทำให้อาหลางต้องระมัดระวังตัวเป็นทวีคูณ หากนางเป็นทายาทของเผ่ามารโบราณจริง นั่นหมายความว่านางมีพลังที่อาจจะทำลายเขาได้ในพริบตา แต่ในขณะเดียวกัน หากเขาสามารถ "เก็บเกี่ยว" นางได้ พลังที่เขาจะได้รับก็จะมหาศาลจนเขาอาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมารธรรมดาไปสู่ระดับที่สูงกว่า

     

    นางไม่ได้มองที่หน้าอาหลาง แต่กลับจ้องมองไปที่หยดน้ำชาที่กระเซ็นลงบนพื้นโต๊ะ ดวงตาสีเทาหม่นของนางไม่กระพริบแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับนางกำลังอ่านข้อมูลบางอย่างจากหยดน้ำธรรมดานั้น หรือเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

     

    "เอาเหล้าที่แรงที่สุดที่เจ้ามีมาให้ข้า... และเนื้อย่างที่หมักด้วยสมุนไพรเจ็ดราก" นางเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในโรงเตี๊ยม

     

    น้ำเสียงของนางราบเรียบประดุจผิวน้ำในบ่อศิลา ทว่ามันกลับแฝงด้วยพลังอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกอยากจะคุกเข่าลงด้วยความยำเกรงโดยอัตโนมัติ เสียงของนางไม่ได้ดังมาก แต่กลับก้องกังวานไปทั่วโถงจนแม้แต่เถ้าแก่ร่างอ้วนที่นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ยังต้องก้มหน้าหลบสายตา ใบหน้าอ้วนพีของเขาซีดเผือดจนแทบจะขาวเหมือนกระดาษ

     

    อาหลางสังเกตเห็นว่าเมื่อนางพูด เปลวเทียนในโถงกระพริบไหวอย่างไม่สงบ ราวกับแม้แต่ไฟก็ยังต้องสั่นไหวต่อพลังของนาง อุณหภูมิในบริเวณนั้นดูจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจของเขาเริ่มขาวขุ่นเมื่อหายใจออก เหมือนกับอยู่ในห้องเย็นแข็ง

     

    "รับบัญชาขอรับแม่นาง" อาหลางตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด แต่ภายในใจเขากำลังคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว สมุนไพรเจ็ดรากที่นางเอ่าถึงนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรู้จัก มันเป็นส่วนผสมที่ใช้ในการปรุงยาเสริมพลังสำหรับผู้ใช้อาญาสิทธิ์ระดับสูงเท่านั้น การที่นางรู้จักสิ่งนี้ยิ่งยืนยันว่านางไม่ใช่คนธรรมดา

     

    อาหลางรีบไปเตรียมตามสั่ง เขาเดินไปที่ห้องเก็บของลับที่ซ่อนอยู่หลังครัว ที่นั่นเขาเก็บสุราพิเศษและส่วนผสมหายากไว้สำหรับแขกสำคัญ หรือในกรณีฉุกเฉินเช่นนี้ เขาหยิบสุราไหใหญ่ที่มีอายุกว่าร้อยปี ที่เขาเก็บไว้สำหรับโอกาสพิเศษ และเริ่มเตรียมเนื้อย่างด้วยสมุนไพรเจ็ดรากตามที่นางสั่ง

     

    ขณะที่เขาเตรียมอาหาร อาหลางแอบสังเกตนางจากมุมตา เขาเห็นว่านางยกพัดจีบขึ้นมาโบกเบาๆ ลวดลายบนพัดเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บางครั้งเป็นรูปดอกไม้ บางครั้งเป็นรูปนก บางครั้งเป็นตัวอักษรโบราณที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนกับพัดนั้นกำลังเล่าเรื่องราวหรือส่งข้อความบางอย่าง

     

    เมื่อเขาเดินกลับมาพร้อมสุราไหใหญ่และเนื้อย่างร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมฉุย เขาสังเกตเห็นว่าบรรยากาศในโถงเปลี่ยนไปอีกครั้ง ความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากนางดูจะเข้มข้นขึ้น จนแม้แต่เสี่ยวเอ้อหญิงที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโถงยังต้องถอยห่างออกไปอีก

     

    อาหลางตัดสินใจเสี่ยงดวง เขาแสร้งทำเป็นใจกล้า เดินเข้าไปใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย พลางใช้สายตาแทะเล็มไปที่ลำคอระหงของนางอย่างจงใจ เพื่อลองหยั่งเชิงดูว่า "ค่าราคะ" ที่ศิลาวัดไม่ได้นั้น จริง ๆ แล้วนางมีความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปหรือไม่ นี่เป็นเทคนิคที่เขาใช้มาหลายครั้งแล้ว การใช้สายตาและท่าทางที่แสดงความปรารถนาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ของเหยื่อ

     

    "แม่นางเดินทางมาคนเดียวเช่นนี้ ไม่กลัวเหล่าโจรป่าหรือจอมยุทธนอกรีตบ้างหรือขอรับ?" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ฟังดูเป็นห่วงเป็นใย "โรงเตี๊ยมเราแม้จะปลอดภัย แต่ระหว่างทางนั้น... มักจะมี 'เสือ' คอยจ้องตะปบ 'กวางน้อย' อยู่เสมอ" 

     

    เขาแกล้งทำเสียงแหบพร่าพลางส่งสายตาหยาดเยิ้มอย่างที่เขาเคยใช้ได้ผลกับหญิงสาวนับไม่ถ้วน สายตาที่แฝงด้วยความปรารถนาและการล่อลวงที่ฝึกฝนมาจนเชี่ยวชาญ เขาเอนตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย ทำให้กลิ่นหอมของสุราและเนื้อย่างโชยไปหานาง

     

    อาหลางหวังจะเห็นความโกรธ ความอาย หรือแม้แต่ความหวั่นไหวปรากฏบนใบหน้านาง เพื่อที่เขาจะได้หาช่องว่างในการแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ นี่คือจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์ที่เขาใช้มาตลอด การสร้างความไม่สบายใจเล็กน้อยแล้วค่อยๆ เข้าไปปลอบโยน จนกระทั่งเหยื่อเปิดใจให้เขาเข้าไป

     

    ทว่า... ปฏิกิริยาของนางกลับเหนือความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง

     

    นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรง ๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาเข้าไปใกล้ ดวงตาสีเทาหม่นของนางลึกล้ำประดุจหุบเหวที่ไม่มีก้นบึ้ง มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ แต่มันคือดวงตาของผู้ที่มองเห็นสัจธรรมและความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ดวงตาที่เห็นผ่านทุกสิ่งทุกอย่าง ทะลุผ่านหน้ากากและการปลอมแปลงทั้งหลาย

     

    ในดวงตานั้น อาหลางเห็นภาพสะท้อนของตัวเขาเอง แต่ไม่ใช่ภาพของเสี่ยวเอ้อผู้แสนดี หากแต่เป็นภาพของพญามารหนุ่มที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความโลภ ภาพของผู้ที่ได้กินเลือดเนื้อและวิญญาณของคนมานับไม่ถ้วน

     

    อาหลางรู้สึกเหมือนร่างของเขาถูกตรึงไว้กับพื้นไม้ ลมหายใจของเขาติดขัด และความร้อนจากศิลาเนตรมารในอกเสื้อก็พุ่งสูงขึ้นจนแทบจะเผาไหม้เสื้อผ้า เขารู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยเข็มน้ำแข็งนับพันเล่ม ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาต้องใช้พลังจิตทั้งหมดเพื่อไม่ให้ตัวเองสั่นไหว หรือแสดงออกถึงความกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

     

    "เจ้าเสี่ยวเอ้อ..." นางเอ่ยเสียงเบา แต่อาหลางกลับได้ยินชัดเจนประดุจเสียงกระซิบข้างหู เสียงที่แผ่ซ่านไปทั่วโถงจนแม้แต่เถ้าแก่ทั้งสองในครัวยังต้องหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด "เลิกเล่นละครที่น่าเบื่อนี่เสียทีเถอะ สัมผัสแทะเล็มของเจ้านั้นมันช่างตื้นเขินและน่าสมเพชนัก"

     

    คำพูดของนางเหมือนฟ้าผ่าที่ฟาดลงกลางใจของอาหลาง เขาพยายามจะขยับตัวถอยห่าง แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง เหมือนกับมีพลังลึกลับบางอย่างจับกุมเขาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

     

    นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับกำลังอ่านความลับที่เขากลบฝังไว้ในส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณ ทุกความคิด ทุกความทรงจำ ทุกการกระทำชั่วร้ายที่เขาเคยทำมา ล้วนถูกเปิดเผยออกมาภายใต้สายตาของนาง

     

    "ศิลาในอกเสื้อเจ้าน่ะ... มันเริ่ม 'หิว' แล้วใช่ไหม?" นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนทำให้เลือดในกายของอาหลางเกือบจะแข็งตัว "มันกินราคะและความเน่าเฟะของคนพวกนั้นมานานจนมันเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว และเจ้า... ก็กำลังจะกลายเป็นเพียง 'ภาชนะ' ที่มันจะสูบกินเป็นรายต่อไป"

     

    คำพูดนั้นประดุจฟ้าผ่าที่ลงกลางศีรษะของอาหลาง หน้ากากเสี่ยวเอ้อที่เขาสวมไว้อย่างแน่นหนาพังทลายลงในพริบตา ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา—เรื่องที่เขามีศิลามารและเรื่องที่เขากำลังรวบรวมพลังงาน—ถูกนางมองทะลุปรุโปร่งตั้งแต่นาทีแรกที่นางก้าวเท้าเข้ามาในโรงเตี๊ยม

     

    ไม่เพียงแต่นางจะรู้เรื่องศิลาเนตรมาร นางยังรู้ถึงผลข้างเคียงที่เขาเริ่มจะเผชิญ เรื่องที่เขาเองยังไม่ได้ตระหนักอย่างเต็มที่ ว่าศิลาที่เขาคิดว่าเป็นเครื่องมือนั้น จริงๆ แล้วกำลังค่อยๆ กลืนกินเขาเป็นอาหาร

     

    อาหลางกัดฟันกรอด ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นท้าทายอย่างขีดสุด เขาเลิกแสร้งทำเป็นนอบน้อม หลังที่เคยค้อมลงกลับเหยียดตรงขึ้นทันที แววตาของเขาเปลี่ยนจากเสี่ยวเอ้อผู้ซื่อสัตย์กลายเป็นพญามารหนุ่มที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับแสดงออกถึงความโหดเหี้ยมและความโลภที่แท้จริง

     

    "ในเมื่อท่านรู้แล้ว... แล้วท่านต้องการอะไร?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีความนอบน้อมหรือความเป็นมิตรเหลืออยู่เลย "หรือท่านจะบอกว่าท่านคือ 'เจ้าของ' ที่แท้จริงที่มาทวงคืนของเล่นชิ้นนี้?"

     

    เขาพูดพลางกำมือแน่น เตรียมพร้อมที่จะปลดปล่อยพลังมารทั้งหมดหากนางลงมือ แม้เขาจะรู้ว่าโอกาสชนะนางมีน้อยมาก แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ เขาเคยรอดชีวิตมาจากสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้หลายครั้งแล้ว

     

    สตรีลึกลับผู้นั้นยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ ราวกับไม่ได้ใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของอาหลางเลย รอยสักรูปดอกมันดาลาที่ข้อมือส่องแสงสีดำจาง ๆ ออกมา กลีบดอกแต่ละกลีบดูเหมือนจะเต้นระบำตามจังหวะหัวใจของนาง

     

    "ข้าไม่ได้สนใจความตายของเจ้า... แต่รสชาติของศิลาที่เจ้าปรุงมานั้น มันมี 'รสชาติที่คุ้นเคย' ที่ข้ากำลังตามหาอยู่" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาแต่แฝงด้วยความหิวกระหาย

     

    นางวางจอกสุราลงแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาทว่าแฝงด้วยความนัย "คืนนี้... ข้าจะพักที่นี่ และเจ้าต้องเป็นคน 'รับใช้' ข้าด้วยตัวเอง หากเจ้าทำได้ดี ข้าอาจจะบอกวิธีที่เจ้าจะไม่ถูกศิลานี่กินวิญญาณไปเสียก่อน แต่ถ้าเจ้าทำพลาด... โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะเป็นสุสานสุดท้ายของพญามารฝึกหัดอย่างเจ้า"

     

    อาหลางลอบยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ แม้เขาจะอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล แต่นี่คือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด—การเล่นกับไฟ ยิ่งเหยื่อสูงส่งและลึกลับเท่าไหร่ ผลตอบแทนจากการ "เก็บเกี่ยว" ก็ยิ่งมหาศาลเท่านั้น และหากนางเป็นทายาทของเผ่ามารโบราณจริง การได้เธอมาจะทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ระดับที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน

     

    "รับบัญชาขอรับ... 'นายหญิง'" เขาจงใจเน้นคำท้ายพลางค้อมตัวลงต่ำอย่างมีความหมาย แต่ในดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยแววแห่งการคำนวณและความโลภ

     

    คืนนี้จะเป็นคืนที่เขาต้องเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มี เพื่อจะดูว่าดอกมันดาลาโบราณดอกนี้ จะมีรสชาติหวานล้ำเพียงใดเมื่อถูกย่ำยีด้วยราคะที่เขากลั่นกรองมาอย่างดี และเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อความยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า

    คล้ายกับเรื่องโรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน ที่คุณอ่าน