ตอนที่ 69 องค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน เพียงพบสบตาก็ทำให้นางพลาดพลั้งไปตลอดกาล
“ฉางเกอ เจ้าช่างใจร้ายเหลือเกิน…”
“มิคิดเลยว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ปลิดชีวิตข้าจะเป็นเจ้าได้ เจ้าคือคนที่ข้ารักที่สุด และเกลียดชังที่สุดในเวลาเดียวกัน…”
เยวี่ยหมิงคงมองไปยังตำหนักอันว่างเปล่าราวกับกำลังมองทะลุอดีต นางพึมพำเสียงเบาพลางหลับตาลง
ที่หางตามีหยาดน้ำตาเอ่อริน ทว่ามันกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อดวงตาของนางเปิดขึ้นอีกครั้ง แววเยียบเย็นก็เข้ามาแทนที่ทุกความอ่อนแอ
น้ำเสียงของนางกลับมาสงบนิ่ง คล้ายใช้มันเพื่อประคองหัวใจที่เจ็บปวดมาเนิ่นนาน ครึ่งปีแห่งความทรมานนี้ บัดนี้ราวกับนางได้ชาชินกับมันแล้ว
นางมิอาจเข้าใจได้ว่า เหตุใดตนจึงย้อนเวลากลับมายังเมื่อสามพันปีก่อนได้
นับจากวันที่นางฟื้นคืนชีพ เวลาก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว
แต่ในใจของนาง กลับยังคงมีภาพในวันอภิเษกสมรสกับกู้ฉางเกอปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วันนั้นจักรวาลทั้งปวงสะท้อนก้อง เสียงแห่งมรรคาอันศักดิ์สิทธิ์กังวาน บัวทองบานสะพรั่ง น้ำใสผุดขึ้นจากผืนดิน
นางในชุดเจ้าสาวอันงดงาม ประดับมงกุฎหงส์ ดวงหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเขินอายเผยยิ้มพริ้มเพราไว้ตลอดเวลา
เขาผู้สง่างามประหนึ่งเทพบุตร ไร้ผู้ใดเทียบเคียง
ในคืนเข้าหอ นางยกจอกสุราขึ้นด้วยความอ่อนโยน เขาเองก็ยิ้มรับ ยกจอกในมือขึ้นและแลกเปลี่ยนคำมั่นอย่างอ่อนโยนเช่นกัน
นางเคยคิดว่าการเฝ้ารอเขามาเนิ่นนาน การช่วยเขาสร้างราชสำนักเซียนอันยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ถึงขั้นยอมแตกหักกับพระบิดาเพื่อเขา ล้างมลทินความผิดฐานเป็นผู้สืบทอดวิชามาร… สิ่งเหล่านี้ที่นางทำด้วยใจทั้งหมด จะนำพาความสัมพันธ์ของพวกเขาไปสู่บทสรุปที่งดงาม
แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่า หลังจากการรอคอยถึงสามพันปี ในคืนเข้าหอที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข นางกลับได้รับเพียงคำพูดที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยันและสายตาเย็นเยียบไร้ความรู้สึก
จากนั้น…ก็คือความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดและความเจ็บปวดจนแทบแหลกสลาย
สุดท้ายนางก็ได้ค้นพบความจริง… ว่าบุรุษที่นางรักหมดใจผู้นั้น แท้จริงแล้วมิเคยมีความรักให้แก่นางเลย
ทุกสิ่งที่เขากระทำ ล้วนมีเป้าหมายเพียงเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของตนเองเท่านั้น
โดยเฉพาะการที่เขาโจมตีนางในตอนท้าย ก็เป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อสร้างภาพตบตาผู้คน ชำระล้างข้อสงสัยเรื่องการเป็นทายาทสืบทอดวิชามาร และโยนความผิดทั้งหมดลงมาที่นาง
นางที่เคยเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างหมดใจ มิเคยระแคะระคายว่าเขาจะเป็นคนที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้
เยวี่ยหมิงคงได้แต่รำพึงในใจต่ออดีตของตนเอง ว่านางช่างโง่เขลาสิ้นดี ถึงกับไปหลงเชื่อในภาพลวงตาที่กู้ฉางเกอสร้างขึ้น
เขาผู้นั้น ช่างเป็นคนที่ไร้หัวใจอย่างแท้จริง
ใต้หล้านี้ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา ถูกหลอกลวงและควบคุมโดยมิทันรู้ตัว
“ข้าควรเรียกเจ้าว่ากู้ฉางเกอหรือว่ากู้ไร้ใจกันแน่ บุรุษผู้เย็นชา ไร้หัวใจ อีกทั้งไร้ซึ่งความปรานี ข้าเฝ้ารอเจ้ามานานถึงสามพันปี แต่กลับมิได้รับแม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งความอ่อนโยนจากเจ้า”
“ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้ข้าอีกครั้ง ครานี้ข้าจะไม่ย่ำซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป…”
สายตาของเยวี่ยหมิงคงเยือกเย็นลงเรื่อยๆ แววแห่งความสุขุมแผ่ซ่าน นางเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
หากเป็นชาติที่แล้ว ในช่วงเวลานี้ นางก็ยังคงจะไร้เดียงสาและอ่อนเยาว์ และยังคงจะหลงใหลในตัวบุรุษผู้สมบูรณ์แบบผู้นั้นอย่างโง่งม
เพราะตัวนางมีฐานะเป็นองค์หญิงแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ความหลงใหลโง่งมของนางนี้จึงทำให้พระบิดาต้องเสื่อมเสียพระเกียรติ
ทว่าในชาตินี้ ด้วยเวลาเพียงครึ่งปี นางก็สามารถโค่นล้มคู่แข่งในราชวงศ์ทั้งหมดลงได้ แม้แต่พระเชษฐาผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่นางในวันนี้
ด้วยวิธีการอันเด็ดขาดและเปี่ยมด้วยพลัง นางได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
กระทั่งพระบิดาที่เคยผิดหวังในตัวนาง บัดนี้ก็เปี่ยมด้วยความภาคภูมิพระทัย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะนางได้รับโอกาสเกิดใหม่อีกครั้ง ประสบการณ์ในชาติที่แล้วชัดเจนดุจภาพที่แกะสลักไว้ในใจ นางก้าวเดินทุกย่างก้าวด้วยความรอบคอบ แยบยล และไร้ช่องโหว่ให้ผู้ใดค้นพบ
“สุดท้ายแล้ว ข้าก็เป็นเพียงเครื่องมือที่เจ้าหยิบมาใช้ เป็นเบี้ยหมากในแผนการเพื่อปลดเปลื้องความสงสัยในฐานะผู้สืบทอดวิชามาร…”
“ทว่าในชาตินี้ กู้ฉางเกอ เจ้าจะมิมีวันได้สมหวังอีกต่อไป ทุกสิ่งที่เจ้าเคยครอบครอง ข้าก็จะช่วงชิงกลับมาให้หมดสิ้น และข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดที่ข้าต้องทนทุกข์…”
“ไม่สิ เจ้าคงมิมีทางเข้าใจความรู้สึกของข้าได้ เพราะเจ้าเป็นคนไร้หัวใจ… ช่างน่าเสียดายนัก มิเช่นนั้น ข้าคงจะทำให้เจ้าตกหลุมรักข้าอย่างสุดซึ้ง แล้วสุดท้ายก็พรากชีวิตไปจากเจ้าด้วยมือของข้าเอง…”
“แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงทำได้เพียงทำลายทุกสิ่งของเจ้า ลิดรอนความสามารถทั้งหมดที่เจ้ามี ให้เจ้าไร้หนทางหลีกหนี และจำต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าข้าตลอดไป เพราะสำหรับคนอย่างเจ้า ความตายก็ยังมิทรมานเท่ากับการมีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่า…ฮึฮึ…”
เยวี่ยหมิงคงในฉลองพระองค์สีทอง ยืนอย่างองอาจท่ามกลางสายลม ใบหน้าที่งดงามสงบนิ่งนั้น กลับเผยแววตาลึกล้ำราวกับก้นห้วงสมุทร
นางหันพระพักตร์ไปยังทิศตะวันออกอันห่างไกล
ที่นั่น… คือที่ตั้งของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง
นางรู้ดีว่าในเวลานี้ กู้ฉางเกอได้เดินทางกลับมาจากโลกเบื้องล่างแล้ว และเขาก็ได้ครอบครองสิ่งที่เขาปรารถนาได้อย่างสมบูรณ์
นางยังรู้ด้วยว่า อีกมินานพระบิดาของนางก็จะให้นางเดินทางไปยังตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง เพื่อเจรจาเรื่องการอภิเษกสมรสระหว่างนางกับกู้ฉางเกอ
การแต่งงานระหว่างราชสำนักเซียนไร้เทียมทานและตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง เป็นเรื่องที่สะเทือนไปทั้งแดนสวรรค์ ด้วยคู่สมรสที่เกี่ยวข้องที่เป็นถึงองค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียน และบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลกู้
เรื่องนี้จึงนับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง ที่ดึงดูดความสนใจจากเหล่าขุมอำนาจและผู้บำเพ็ญเพียรทั้งปวง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ พระบิดาของนางทรงหวังจะใช้โอกาสนี้ในการอาศัยอำนาจของตระกูลกู้ เพื่อกลืนกินอำนาจของราชสำนักเซียนอีกแห่งหนึ่ง
สำหรับสถานะพิเศษของตระกูลกู้ที่เป็นที่เลื่องลือกันในแดนสวรรค์ มิมีขุมพลังอำนาจหรือแม้แต่นิกายโบราณใดที่เคยได้เปรียบตระกูลแห่งนี้
แม้แต่ราชสำนักเซียนไร้เทียมทานที่ถูกยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งของแดนสวรรค์ ก็ยังมิอาจทำอันใดตระกูลกู้ได้
ในชาติก่อน นางมิเคยเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้เลย แม้นางจะเป็นองค์หญิงสี่ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ตั้งแต่เยาว์วัย แต่กลับขาดซึ่งความสามารถและเล่ห์เหลี่ยมเช่นเดียวกับพระเชษฐาและพระภคินีคนอื่น
สิ่งนี้ทำให้พระบิดาของนางผิดหวังอย่างสุดซึ้ง
เพราะสำหรับราชวงศ์แล้ว ความธรรมดาเช่นนี้คือความล้มเหลวที่มิอาจให้อภัยได้
สำหรับเหตุผลที่ตระกูลกู้ยอมรับการอภิเษกสมรสระหว่างนางกับกู้ฉางเกอ ในตอนนั้นเยวี่ยหมิงคงยังมิเข้าใจ แต่บัดนี้นางตระหนักแล้ว
นั่นเป็นเพราะพระบิดาของนางทรงลอบมอบผลประโยชน์มหาศาลให้กับตระกูลกู้ และนางก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์ผ่านการอภิเษกสมรสกับบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูล
ในเวลานั้น นางยังเยาว์วัย ครั้งแรกที่นางเห็นกู้ฉางเกอ เขากำลังฝึกฝนอยู่บนแผ่นศิลาสีคราม ภายใต้แสงอรุณอันเจิดจ้า ลวดลายแห่งมรรคาฉายแสงเรืองรอง รัศมีศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย
เขาในวัยเยาว์ กลับสะท้อนความสง่างามอันสูงส่งพร้อมเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งเซียนในอนาคต
นางถึงกับตะลึงงัน ความรู้สึกนั้นช่างราวกับได้มองเห็นเทพบุตรจากสรวงสวรรค์
บุรุษผู้นี้คือว่าที่คู่ชีวิตของนาง
เพียงแรกสายตาที่สบกัน ก็กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางสูญสิ้นทุกสิ่งในชาติก่อน
“อย่างน้อยตอนนี้ทุกอย่างก็ยังมิสายเกินไป เราคงจะได้พบกันอีกมินาน กู้ฉางเกอ…”
เมื่อความคิดย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน เยวี่ยหมิงคงค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
บัดนี้ สิ่งที่สามารถทำลายกู้ฉางเกอได้อยู่ในมือของนาง
หากความลับเรื่องที่เขาเป็นทายาทแห่งเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพถูกเปิดเผยออกไป
ทั้งโลกหล้าก็จะหันมาประณามและกลายเป็นศัตรูคู่แค้นของเขา
และสิ่งนี้… มิใช่เพียงคำขู่ที่ล่องลอยในอากาศ
นางรู้ดีว่าหากปราศจากหลักฐานที่แน่ชัด การเปิดโปงความลับนี้ย่อมไร้ผล ผู้ใดเล่าจะเชื่อในสิ่งที่นางกล่าว
กู้ฉางเกอในเวลานี้ระมัดระวังตัวถึงขีดสุด ร่องรอยของเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพแทบมิเคยปรากฏให้เห็น
ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนลึกของจิตใจนาง กลับมิอยากให้วันนั้นมาถึง วันที่ความลับนี้ต้องถูกเปิดเผยออกไป
การเป็นศัตรูคู่แค้นกับผู้คนทั้งโลกหล้า…
เยวี่ยหมิงคงทอดถอนใจ
สุดท้ายแล้วนางก็ยังคงรักเขามากเกินไป
แม้จะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ถึงแม้ว่านางจะเปลี่ยนไปมาก ทว่าจิตใจของนางก็ยังคงอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเกินกว่าจะยอมใช้วิธีการอันต่ำช้าเพื่อทำลายเขาได้
“ไม่… ข้าไม่มีวันรักเขาอีกแล้ว!”
“การเปิดโปงความลับด้วยวิธีการสกปรกเช่นนั้น ข้ามิคิดจะทำ หากข้าจะเอาชนะ ข้าก็จะทำด้วยวิถีที่สง่างามและตรงไปตรงมา ทั้งจะช่วงชิงทุกสิ่งจากเขาด้วยมือของข้าเอง…”
เยวี่ยหมิงคงส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะกล่าวกับตนเองด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
…
“คารวะนายน้อย!”
“นายน้อยกลับมาแล้ว!”
ตำหนักรับรองเดินทางข้ามฟากจากขอบเขตของแดนสวรรค์ ผ่านค่ายกลส่งย้ายอันยิ่งใหญ่หลายต่อหลายครั้งตลอดเส้นทาง
ในที่สุด กู้ฉางเกอและผู้ติดตามก็มาถึงหน้าประตูภูผาของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง
เบื้องหน้าประตูภูผา เหล่าศิษย์ตระกูลกู้ในอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างยืนรออย่างเคารพนอบน้อม กล่าวคำต้อนรับพร้อมเพรียงกัน
กู้ฉางเกอพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย
เบื้องหน้าของเขาคือหมู่เกาะศักดิ์สิทธิ์และภูเขาเซียนนับล้านที่ลอยอยู่เหนือฟากฟ้า แสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์ สายหมอกสีรุ้งลอยปกคลุมทั่วอาณาเขต
นี่คือตำหนักศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลกู้
แม้เพียงการป้องกันในยามสงบ แสงจากค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ก็ยังแผ่ประกายระยิบระยับหมุนวน ราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ขับร้องไปพร้อมกัน
หากค่ายกลนี้ตื่นขึ้นเต็มกำลัง แม้แต่นักบำเพ็ญเซียนขั้นเทพเจ้าก็ยังมิอาจเข้าใกล้ได้
“นี่คือรากฐานของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงหรอกหรือ”
หลินชิวหานและซูชิงเกอต่างรู้สึกศีรษะหนักอึ้ง ราวกับมีเสียงสะท้อนก้องไปมาในหัวอย่างมิอาจหยุดนิ่ง
ตลอดเส้นทางที่พวกนางเดินทางมาถึง ถึงแม้จะเผชิญกับความตื่นตะลึงมากมายจนแทบจะชาชินเพียงใด แต่เมื่อได้เห็นภาพอันยิ่งใหญ่นี้ กลับทำให้มิอาจสงบใจลงได้
นี่มิอาจเรียกได้ว่าเป็นแค่ดินแดนของตระกูลหนึ่ง แต่มันคือโลกขนาดใหญ่ทั้งใบที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง!
“ไปกันเถิด”
กู้ฉางเกอกล่าว พลางคิดในใจว่านี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะให้พวกนางได้เปิดหูเปิดตา โดยเฉพาะหลินชิวหาน ผู้ที่เขาตั้งใจจะส่งไปยังสำนักอันทรงเกียรติด้านศาสตร์แห่งโอสถ
แม้อิทธิพลของเขา จะทำให้มิมีผู้ใดกล้ารังแกนาง แต่เรื่องราวในโลกนี้ย่อมเต็มไปด้วยความพลิกผัน นางเป็นผู้มาจากโลกเบื้องล่าง ซึ่งในแดนสวรรค์แล้ว นับเป็นผู้มีฐานะอันต่ำต้อย ตกอยู่ในลำดับที่ถูกกดขี่
“ผู้อาวุโสหมิง ท่านจัดการเรื่องที่พักให้พวกนางให้เรียบร้อยเสีย”
กู้ฉางเกอหันไปสั่งผู้อาวุโสหมิงที่อยู่ข้างกาย
กฎเกณฑ์ของตระกูลกู้นั้นเคร่งครัดยิ่ง มีอาณาเขตแบ่งออกเป็นเกาะชั้นในและชั้นนอก บริเวณที่พวกนางเห็นในตอนนี้ก็เป็นเพียงเกาะชั้นนอกเท่านั้น
ส่วนเกาะชั้นในนั้น แท้จริงมีเพียงสมาชิกสายตรงของตระกูลเท่านั้นที่สามารถพำนักอยู่ได้
จนกว่าจะมีการจัดการฐานะของหลินชิวหานและซูชิงเกอให้เรียบร้อย พวกนางก็นับว่ายังมิอาจเข้าไปพำนักในเกาะชั้นในได้
เมื่อกล่าวจบ ร่างของกู้ฉางเกอก็เปลี่ยนกลายเป็นแสงสีทองพุ่งตรงไปยังใจกลางของตระกูล
การกลับมายังตระกูลกู้ในครั้งนี้ สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือรายงานเรื่องบางอย่างต่อบิดาของเขา
เพราะเรื่องราวเหล่านี้มิได้เกี่ยวข้องกับเพียงตัวเขา แต่ยังมีส่วนเกี่ยวพันไปถึงบิดาของเขาด้วย
“นายน้อยได้เดินทางเข้าสู่เกาะชั้นในแล้ว ข้าจะนำพวกเจ้าไปเรียนรู้กฎระเบียบของตระกูลกู้เสียก่อน หลังจากนี้เมื่ออยู่เคียงข้างนายน้อย ห้ามทำให้นายน้อยต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันขาด”
“ในเมื่อพวกเจ้ามาถึงที่นี่ ก็นับว่าได้ย่างก้าวเข้าสู่ดินแดนของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงแล้ว ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่า จงอย่าตื่นตระหนกกับทุกสิ่งที่ได้พบเห็น”
หลังจากที่กู้ฉางเกอเดินจากไป ขณะที่ผู้อาวุโสหมิงพาทั้งสองท่องไปตามเกาะศักดิ์สิทธิ์และภูเขาเซียนอันงดงามก็ได้กล่าวขึ้นกับซูชิงเกอและหลินชิวหาน
ซูชิงเกอเป็นผู้ที่มีจิตใจสงบนิ่งมากกว่า นางจึงสามารถระงับอารมณ์ความรู้สึกได้ดี ต่างกับหลินชิวหานที่ในขณะนี้กลับพยักหน้ารับอย่างลนลานมิหยุด
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านบรรพชน”
คำพูดของหลินชิวหานทำให้ผู้อาวุโสหมิงหน้าเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน ก่อนรีบกล่าวเตือนด้วยเสียงเข้ม
“อย่าได้เรียกข้าว่าบรรพชนภายในตระกูลกู้ เรื่องเช่นนี้เจ้ารู้ไว้ในใจก็พอ อย่าได้เอ่ยออกมาอีก”
ในตระกูลกู้ที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดในเรื่องลำดับชั้น หากความเกี่ยวพันระหว่างเขากับหลินชิวหานถูกเปิดเผย และหากความสัมพันธ์ระหว่างหลินชิวหานกับนายน้อยแน่นแฟ้นขึ้น เขาอาจได้รับโทษร้ายแรงได้
แต่หลินชิวหานกลับยังมิเข้าใจถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านี้เลย
เมื่อผู้อาวุโสหมิงกล่าวเตือนไว้ หลินชิวหานก็รับฟังและปฏิบัติตามทันที
ทว่าในใจของนางก็ยังคงพรั่งพรูไปด้วยความตกตะลึง นางอดมิได้ที่จะครุ่นคิดว่า ตระกูลของกู้ฉางเกอช่างน่าครั่นคร้ามจนเกินกว่าจะจินตนาการ
นางรู้สึกราวกับมิสามารถมองสิ่งรอบข้างในระหว่างการเดินทางได้อย่างทั่วถึง ทุกสิ่งล้วนงดงามจนทำให้สายตาของนางพร่ามัว
เบื้องหน้าของนางคือหมู่เกาะลอยฟ้าและภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่อลังการจนมิอาจหาใดเปรียบ
เกาะศักดิ์สิทธิ์และตำหนักลอยฟ้าตั้งเรียงรายดั่งดวงดาราประดับฟ้า อาบด้วยแสงรุ่งเรืองที่เจิดจ้า
สายหมอกแห่งเซียนพาดลอยเคลื่อน น้ำตกที่ไหลย้อนขึ้นสู่ฟากฟ้าส่องประกายสะท้อนดั่งเส้นแพรสีเงิน
สัตว์เทพโบราณขนาดมหึมาย่ำผ่านภูเขา แผ่กลิ่นอายโลหิตออกมาปกคลุมบดบังไปทั่วท้องฟ้า
พลังวิญญาณในอากาศหนาแน่นคล้ายแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ
ปฏิกิริยาของหลินชิวหานมิได้ทำให้ผู้อาวุโสหมิงรู้สึกแปลกใจนัก เพราะเขายังจำได้ว่าเมื่อครั้นหลายหมื่นปีก่อน ในเสี้ยววินาทีที่เขาได้เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นครั้งแรก ก็รู้สึกมิต่างกันกับนางในยามนี้
นี่นับเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังอันยิ่งใหญ่ของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงเท่านั้น
เมื่อเทียบกับตระกูลและสำนักแห่งโลกเบื้องล่างแล้ว สถานที่แห่งนั้นก็เหมือนกับการนำกระท่อมมุงจากมาเปรียบเทียบกับพระราชวังเซียน และอันที่จริงแล้วหากเรียกที่แห่งนั้นว่ากระท่อมมุงจาก ก็นับว่ายังเป็นคำเปรียบเปรยที่สวยหรูเกินไปด้วยซ้ำ
ผู้อาวุโสหมิงเผยยิ้มเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความลึกซึ้งว่า “ที่พวกเจ้าเห็นอยู่นี้ก็เป็นเพียงเกาะชั้นนอกเท่านั้น หากนำไปเทียบกับเกาะชั้นในแล้ว ก็นับว่าต่างกันลิบลับนัก”
“ส่วนเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่นายน้อยอาศัยอยู่ ที่แห่งนั้นต่างหากที่นับว่าเป็นดินแดนแห่งเทพเซียนอันแท้จริง แม้แต่ข้าเองก็ยังมิมีสิทธิ์เข้าไปได้”
“ส่วนพวกเจ้านั้น…”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง พลางแสดงแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมอิจฉาออกมา
ในเวลาเดียวกัน กู้ฉางเกอได้อาศัยพลังจากค่ายกลส่งย้ายภายในตระกูล เดินทางข้ามจากเกาะชั้นนอกเข้าสู่เกาะชั้นใน
เบื้องหน้าของเขาคือตำหนักอันยิ่งใหญ่ตระการตา
ประตูตำหนักค่อยๆ เปิดออกช้าๆ
“ฉางเกอกลับมาแล้วหรือ”
เสียงของบุรุษวัยกลางคนที่อ่อนโยนและนุ่มนวลก็ดังขึ้นจากภายในตำหนัก