แต่เมื่อหลี่ฮุ่ยเหอได้รับฟังคำอธิบายจากปากของจูเยว่ตัวมันได้ถลึงตามองกลับไปด้วยความโมโหยิ่งกว่าเมื่อครู่มันหาได้เป็ดั่งที่จูเยว่ได้คาดคิดไว้ ตอนนี้หลี่ฮุ่ยเหอได้แต่คิดอยู่ภายใน
“หากเ้า้าอธิบายสิ่งใดเ้าก็ควรหาเหตุผลที่ฟังขึ้นมากกว่านี้! เพราะสิ่งที่เ้านั้นกล่าวออกมามันหาใช่คำอธิบายที่ฟังขึ้น มุ่งสู่เส้นทางฝึกยุทธ? เส้นทางฝึกยุทธเช่นใดของเ้ากัน?!ไม่ผู้ใดในเมืองที่ไม่ทราบว่าเ้านั้นไม่แม้แต่จะเข้าสู่ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 1!! ยังไม่พร้อม? แต่หญิงสาวที่เ้ากระทำเื่เลวทรามไปนั้น มันเป็จำนวนมากมายเท่าใด?!!”
ถึงหลี่ฮุ่ยเหอจะไม่เชื่อในถ้อยคำที่สารเลวน้อยผู้นี้กล่าวออกมาแต่ก็ต้องระงับอารมณ์ลงไป เพราะหากมันยังฝืนเอ่ยสิ่งใดทั้งที่นายน้อยตระกูลเฟยได้ออกปากมาถึงเพียงนั้นตัวของเฟยหรงคงไม่ยินยอมให้มันกลับไปอย่างง่ายดายเป็แน่
เพราะเื่สำคัญที่สุดของตนคือการขอยกเลิกคำขอแต่งงาน เมื่อสามารถกระทำได้สำเร็จ ตอนนี้ตัวมันก็อยากรีบกลับไปตามหาบุตรสาวโดยเร็ว
เมื่อจูเยว่ได้เห็นถึงสีหน้าของหลี่ฮุ่ยเหอที่แสดงออกมา ก็ทราบได้ทันที ว่าสิ่งที่ตนได้กล่าวออกไปเมื่อครู่ตัวของหลี่ฮุ่ยเหอหาได้เชื่อแม้เพียงซักกระผีกเดียว! เขาถึงกับพูดไม่ออกอยู่บ้าง
“ข้ากล่าวตามความจริงเหตุใดท่านจึงไม่ยอมเชื่อ!”
หลี่ฮุ่ยเหอหาได้สนใจในสิ่งที่เฟยเทียนคิดแม้แต่น้อยมันรีบหันหน้าไปทางเฟยหรงแล้วเร่งกล่าวขออภัย
“ท่านผู้นำตระกูลเฟย...ต้องขออภัยในความวู่วามของข้า หากข้าสอบถามท่านก่อนหน้าเื่ราวในวันนี้ก็คงไม่เกิด” หลี่ฮุ่ยเหอโค้งตัวไปข้างหน้าเพื่อขออภัยแก่เฟยหรงพร้อมทั้งกล่าวอีกว่า
“ข้าจะให้ข้ารับใช้นำสิ่งของมีค่ามามอบให้ท่านเพื่อแทนคำขอขมาของข้าหลี่ฮุ่ยเหอผู้นี้”ตนเองได้มาก่อความวุ่ยวายถึงหน้าประตูบ้านของผู้อื่น หากจากไปโดยไม่ต้องเสียสิ่งใดคงเป็การทำให้ผู้นำตระกูลเฟยเสียหน้า
เฟยหรงพยักหน้ารับเล็กน้อยเพราะหากมันไม่รับสิ่งของของขมา ไม่ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถที่จะมาทำอะไรก็ได้ที่หน้าตระกูลเฟยของตนเช่นนั้นรึ?
“แค่ปัญหาเพียงเล็กน้อยข้าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ” เฟยหรงกล่าวออกไป พร้อมกับลอบถอนหายใจออกมาในที่สุดเื่วุ่นวายก็จบลง ถึงตัวมันจะมีความแข็งแกร่งเหนือผู้คนในเมืองนี้แต่หากไม่ใช่เื่ร้ายแรงจริงๆ มันก็ไม่คิดจะลงไม้ลงมือแต่อย่างใด
“ท่านรีบไปตามหาบุตรสาวของท่านเสียเถอะ”มันรีบกล่าวเสริมออกมาเพื่อให้บุคคลด้านหน้ามันรีบจากไป
เมื่อหลี่ฮุ่ยเหอได้ยินเช่นนั้นมันจึงเร่งกล่าวลา
เมื่อเฟยหรงเห็นหลี่ฮุ่ยเหอจากไปพร้อมกับฝูงชนจึงได้หันไปกล่าวกับบุตรชาย
“เมื่อครู่ข้าพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าจะแจ้งเื่บางอย่างแก่เ้า ในอีกหนึ่งเดือนครึ่งข้างหน้าจะมีการทดสอบเพื่อเข้าสำนักจันทร์กระจ่าง ผู้าุโของสำนักจะเดินทางมาคัดเลือกด้วยตนเองมีเงื่อนไขสำหรับผู้ทดสอบ ว่าต้องอยู่ในระดับรวมลมปราณขั้นที่ 7 ขึ้นไป และมีอายุไม่เกิน 18 ปี หากเป็เ้าในยามก่อน ข้าคงไม่บอกกล่าวสิ่งใด...แต่ในเมื่อเ้ายกระดับพลังได้รวดเร็วเช่นนี้ หากกลับมาได้ทัน เ้าสามารถลองเข้าร่วมการทดสอบได้”
เมื่อจูเยว่ได้ยินก็รู้สึกสนใจขึ้นมาพร้อมกับคิดว่าสำนักที่บิดากล่าวถึง คงจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถาบันศึกษาพลังเวทย์ในโลกเก่าของตนซึ่งสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วเมื่อคิดได้ดังนั้นจึงกล่าวตอบบิดากลับไป
“ข้าจะพยายาม ไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวัง”
เมื่อได้ยินคำตอบของบุตรชายตนเองเฟยหรงจึงยกยิ้มขึ้นมาแล้วกล่าว
“ระหว่างเดินทางเ้าควรที่จะศึกษาทักษะบ่มเพาะที่อยู่ในแหวนมิติของเ้าด้วย นั้นเป็ทักษะยุทธที่มารดาเ้าทิ้งไว้ให้แม้แต่ตัวข้าก็ไม่ทราบว่าเป็ทักษะระดับใด นางเพียงบอกว่า...มีเพียงสายเืของตระกูลนางเท่านั้น ที่สามารถฝึกฝนได้” เขากล่าวเตือนออกมาให้ทราบถึงความสำคัญของทักษะดังกล่าว เพราะเฟยหรงเคยลองที่จะฝึกฝนดูแต่ก็ไม่สามารถสำแดงพลังของทักษะบ่มเพาะออกมาได้
“ท่านพ่อ ข้าทราบแล้ว”
“คงได้เวลาที่ข้าต้องออกเดินทางแล้ว...เมื่อข้าได้รับบางสิ่งที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ ข้าจะรีบเดินทางกลับมาทันที”จูเยว่กล่าวพร้อมโค้งคำนับให้แก่บิดา
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะไปเตรียมรถม้าให้แก่เ้า และให้เฟยซิ่วติดตามไปดูแลเ้าด้วย หากเป็เช่นนั้นเ้าจะสามารถฝึกฝนตนเองขณะเดินทางได้อีกด้วย!”อย่างไรก็ตามเฟยหรงยังรู้สึกเป็ห่วงบุตรชายของตนอยู่ดีหากจะให้เดินทางไปเพียงลำพัง
“อะเอ่อ... ขอบคุณมาก ท่านพ่อ...”จูเยว่กล่าวอึกอักเล็กน้อยเพราะคิดจะออกเดินทางเพียงลำพังแต่เมื่อเห็นสายตาของบิดาที่มองมายังตนด้วยความเป็ห่วง ตัวเขาจึงไม่กล้าปฏิเสธแต่อย่างใด
...ครู่ต่อมารถม้าก็ได้ถูกจัดเตรียมแล้วเสร็จมันเป็รถม้าที่มีม้าสองตัวอยู่ด้านหน้า และห้องผู้โดยสารอยู่ด้านหลังมีประตูทางขึ้นด้านข้างบริเวณตรงกลางของรถม้าเพียงทางเดียวหากมองจากข้างนอกมันดูราบเรียบไม่ต่างจากรถม้าส่งสินค้าทั่วไป แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อยไม่สามารถที่จะมองเห็นภายในได้
เห็นดังนั้นจูเยว่จึงเปิดประตูเข้าไปสำรวจภายในรถม้าดังกล่าวก็พบว่าตรงกลางเป็พื้นที่ว่างเปล่าเมื่อสังเกตุไปทางซ้ายและขวาก็พบประตูห้องทั้งสองด้านเมื่อเปิดเข้าไปมีเตียงขนาดเล็กสำหรับ 1 คนนอนซึ่งดูหรูหราเป็อย่างมากจูเยว่จึงค่อยๆเดินออกจากรถม้าแล้วจึงหันหน้าไปทางบิดาทำหน้าราวกับอยากจะพูดบางสิ่งแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้
เมื่อเฟยหรงเห็นสีหน้าบุตรชายตนเองราวกับรู้สึกได้ถึงความอึดอัดใจ จึงเร่งกล่าวถามออกไป
“มันเล็กเกินไปใช่หรือไม่?!แต่การเดินทางไกลนั้นต้องพบเจออันตรายมากมายไม่ควรที่จะทำให้แตะตาผู้คนมากนัก ไม่เช่นนั้นจะเป็การนำภัยมาสู่ตนแต่หากเ้านั้นไม่พอใจ... ข้าจะเร่งเปลี่ยนรถม้าคันใหม่ให้! ”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของบิดาจูเยว่ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
“ข้าเดินทางเพื่อฝึกฝนความยากลำบากก็ถือว่าเป็เื่ธรรมดาที่ต้องพบเจอ แล้วสิ่งที่ท่านกล่าวขึ้นมาเหตุใดถึงขัดแย้งกันเองได้ถึงเพียงนั้น! ไม่้าให้แตะตาผู้คนเพื่อจะได้ไม่นำภัยมาแก่ตนเอง? แต่ดูรถม้าที่ท่านตระเตรียมให้แก่ข้า! มันหาได้ต่างจากรถส่งสินค้า!” แต่เมื่อได้สติคืนมาจึงเร่งกล่าวตอบรับกลับไป
“หาได้เป็เช่นนั้นไม่...ท่านพ่อ” เพราะเกรงว่าบิดาจะเปลี่ยนรถม้าที่มีขนาดใหญ่กว่าคันเดิมให้
ซึ่งหากไม่ดูภายในรถม้าคันนี้ก็ถือว่าไม่แตะตาผู้คนมากนัก จูเยว่จึงคิดว่าคงไม่เป็ไรหากต้องใช้มันในการเดินทาง
“ท่านพ่อ ข้าขอตัวลา...”
“ขอให้เ้าเดินทางปลอดภัยดูแลตนเองให้ดี” เฟยหรงหันไปกล่าวกับจูเยว่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแล้วจึงหันไปกล่าวแก่เฟยซิ่ว
“ส่วนเ้าเฟยซิ่วจงดูแลนายน้อยของเ้าให้ดี!” พร้อมกับสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจัง
“ไม่ต้องห่วงท่านผู้นำตระกูลข้าเฟยซิ่วจะดูแลนายน้อยอย่างดีที่สุด!” เฟยซิ่วกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจเพราะใน่เวลาที่ผ่านมาหลายปี มันก็ได้ดูแลนายน้อยของมันไม่ห่าง
“ได้ยินเ้ากล่าวเช่นนั้นข้าก็เบาใจ” เฟยหรงมองไปยังเฟยซิ่วพร้อมกับยิ้มออกมา