“เช่นนั้นก็ให้อยู่คอยรับใช้และร่ำเรียนด้วยกันที่นี่เถิด ตัวข้ามิใช่คนมากเื่มากความอันใด เห็นเด็กหนุ่มใฝ่เรียนย่อมสนับสนุน”
“ขอบพระคุณมากขอรับ” กงลี่ค้อมหัวลง
เ้าเฟิ่งเซียนยิ้มเต็มหน้ารีบกล่าว “ขอบพระคุณขอรับ”
“ขอบพระคุณขอรับ” หว่าหวาค้อมหัวกล่าวเสียงทุ้ม
ท่านเ้าสำนักมองเด็กหนุ่มตัวผอมทั้งคู่ “เ้าหนุ่มหน้าบากชื่อว่าอาเฟิ่งแล้วอีกคนหนึ่งเล่าชื่อใด?”
หว่าหวาหันมองเ้าเฟิ่งเซียนทันที เื่นี้นางมิทันได้คิดเพราะแค่เื่ปลอมตัวให้แเีกับเปลี่ยนน้ำเสียงก็แทบจะเกินกำลังแล้ว
สุดท้ายความหนักใจก็ได้เ้าเฟิ่งเซียนเป็ผู้ตอบให้โดยมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน “พี่ชายข้ามีนามว่าอาหว่างขอรับ” พยายามทำเสียงทุ้ม
ขวับ!!!! หว่าหวาหันหน้ามาอย่างรวดเร็วในใจร้องคราง ‘หะ’
“ฮ่าๆๆๆ” เ้าหยางหลงเงยหน้าหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างมิรักษากิริยาอาการ ‘เหตุใดจึงตั้งนามน่าขันเช่นนี้เล่าน้องรอง’ “555”
ทุกคนต่างพากันมองเ้าหยางหลงแม้ในใจอยากจะหัวเราะร่วมด้วยมากเพียงใดแต่ก็อดสงสารเด็กหนุ่มที่ชื่ออาหว่างไม่ได้
หว่าหวาหน้าแดงก่ำนางอยากจะหยิกคุณหนูจนเขียวช้ำยิ่งนัก เหตุใดถึงมาตั้งชื่อนางว่าอาหว่าง ‘หว่างขารึเ้าคะ?’
ท่านเ้าสำนักอมยิ้มกล่าวถามย้ำกับกงลี่ “หลานเ้าชื่ออาหว่างรึ”
ผู้ถูกถามทำเพียงแค่พยักหน้ายิ้มๆไหล่สั่นไหว คล้ายตอบรับแต่ก็ไม่พูดปฏิเสธ
“อาหว่างก็อาหว่าง..เช่นนั้นวันนี้พวกเ้าไปพักผ่อนกันก่อนเถิดเื่พรุ่งนี้ไว้ค่อยพูดคุยกันอีกครั้ง” เ้าสำนักาุโลูบเครานิ่งคิดก่อนจะหันไปหาอาจารย์ยี่ปั๋ว “ให้อาจารย์ปั๋วช่วยพาไปที่เรือนพักเถิด จัดตามจำนวนลูกศิษย์ให้อยู่ร่วมกันในป่าไผ่”
“ขอรับท่านเ้าสำนัก”
“เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อนขอรับ” เป็กงลี่ที่เอ่ยนำขึ้นมา
“อืม..เชิญตามสบายเถิดพบกันวันพรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00)” เ้าสำนักผายมือ จนทุกคนเดินออกไป ‘ช่างเป็องค์หญิงที่แก่นแก้วเสียจริง’ มิใช่ว่าเ้าสำนักเช่นเขาจะมิเคยเข้าวังหลวงเสียเมื่อไหร่ จำได้ว่าหลายปีก่อนตัวเขานั้นเดินทางไปหาพี่สาวในแคว้นจินขากลับได้กุหลาบพันปีมาสองดอกจึงนำมาถวายแก่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่ในอดีตนั้นเคยเป็ลูกศิษย์ของท่าน ระหว่างทางที่เดินตามขันทีเจากงกงไปนั้นบังเอิญไปพบเจอกับฝาแฝดชายหญิงวิ่งเอาดาบไม้ฟาดฟันกันทั่วสวนหลวง ยามนั้นเ้าสำนักซวงซางเอ้อหยุดยืนมองและสอบถามกับขันทีจึงได้ทราบว่าฝาแฝดคู่นั้นเป็บุตรขององค์ชายรองและองค์ชายสาม จำได้ว่าเด็กน้อยผู้นั้นดวงตากลมโตเหมือนมีน้ำคลอเคลียอยู่ตลอดเวลาช่างจับใจผู้พบเห็นมิรู้ลืมทั้งๆที่เป็เพียงองค์หญิงน้อยตัวอ้วนกลม ‘รอยบากด้านขวาคงจะใช้ปกปิดไฝชาดเม็ดเล็กๆสะดุดตานั่นกระมัง’ ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะปกปิดได้จนรอดพ้นสองปีหรือไม่? ‘อาเฟิ่ง’ เ้าสำนักหัวเราะเบาๆในลำคอจิบชามองผ่านหน้าต่างด้วยรอยยิ้ม
---++++----+-+++
ในกระท่อมหลังสุดท้ายของแนวทิวไผ่
“ฮ่าๆๆ/หึหึ” เด็กหนุ่มสองคนและหนึ่งองครักษ์เงยหน้าหัวเราะเสียงดังลั่น เ้าเฟิ่งเซียนนั่งหน้ามุ่ยแถมด้วยหว่าหวายืนรินชาหน้านิ่งอยู่ข้างๆ
“ถ้าพวกท่านจะหัวเราะกันขนาดนี้ ข้าจะไม่พูดอะไรต่อแล้วนะเ้าคะ” เ้าเฟิ่งเซียนในคราบหนุ่มหน้าบากเริ่มโมโห ตอนแรกกะจะพูดเื่ห้องพัก เื่วังหลวงแต่พวกเขาหัวเราะนางไม่ได้หยุด
เ้าหยางหลงเช็ดน้ำหูน้ำตาแล้วกลั้นเสียง อึ่กๆ “ก็พูดมาเลยเถอะผู้ใดขัดเ้ากัน..หึหึหึ”
นางทำหน้าเอือมระอาแต่ก็พูด “ข้ากับพี่หว่าหวาจะนอนร่วมกันทางห้องฝั่งซ้าย” ชี้ไปทางซ้ายมือ
“ไม่ใช่ ‘อาหว่าง’ เรอะ?” กงลี่แซว เรียกเสียงหัวเราะอีกหนึ่งรอบ
“หึหึ/ฮ่าๆ”
“พวกท่านจะสนใจเื่ชื่ออาหว่างทำไมหนักหนากัน พี่หว่าหวาเ้าของชื่อยังไม่ด่าว่าอันใดข้าเลย” หันมองหว่าหวา “ใช่หรือไม่?”
เ้าของชื่อ ‘อาหว่าง’ มีสีหน้ามืดครึ้มกรอกน้ำชาร้อนลงคอไม่หยุดหัวคิ้วเข้มจากการเขียนเพิ่มขมวดมุ่น นางมิรู้ว่าจะตอบสิ่งใดให้คุณหนูฟังดีระหว่างความจริงกับเื่โกหก..จึงทำเพียงแค่เงียบ
“นั่นไงพี่หว่าหวาไม่ว่า แต่ช่างเื่ชื่อก่อน” เ้าเฟิ่งเซียนเรียกกงลี่ต่อ “ท่านอากงลี่ ท่านไม่ต้องห่วงว่าท่านพ่อทั้งสองและท่านแม่คนงามของข้าจะทำโทษท่านเพราะข้าบอกกล่าวท่านพ่อหย่งเซิงและเขียนข้อความบอกท่านแม่แล้ว”
แม้จะยังมิค่อยเชื่อนักแต่ก็ยังพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี” กงลี่มองออกไปด้านนอกเห็นองครักษ์ฉางหยุนของรัชทายาทและองครักษ์ฟงอีขององค์ชายเดินตรวจตรารอบๆบริเวณก็ให้สบายใจ “ข้าก็หวังว่าคุณหนูจะไม่.”
“เดี๋ยวๆ ทุกคนควรจะเรียกข้าว่าอาเฟิ่งได้แล้ว” หันไปหาหว่าหวา “ใช่หรือไม่พี่หว่าง”
พรวด!!!!! น้ำชาพุ่งออกจากปากพี่หว่างของอาเฟิ่งอย่างแรงจนน้ำกระสาดกระเซ็นไปหมด บุรุษในห้องต่างหันหน้าหนีกลั้นหัวเราะ แล้วคำพูดคล้ายจำยอมก็ออกมาจากปาก ‘อาหว่าง’
“ข้าเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นมิได้แล้วใช่หรือไม่อาเฟิ่ง?” ผู้พูดน้ำตาไหลซึมลงในอก
---++++-------------
เวลาเดียวกันในวังหลวง:ตำหนักอู่หลง
จูเหม่ยเซียนนั่งมองสมุดปกสีดำที่บุตรสาวจอมซนนำมาส่งคืนเมื่อต้นยามเฉิน(07.00)แล้วรีบออกไปทันที ซึ่งนางผู้เป็มารดารับรู้อยู่แล้วว่าเ้าเฟิ่งเซียนตามพี่ชายฝาแฝดของนางไปแน่ๆ ยิ่งตอนที่นางเดินออกไปหน้าตำหนักพบท่านพี่หย่งเซิงยืนสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่ร่วมครึ่งเค่อก็ยิ่งแน่ใจก่อนจะพากันไปส่งรัชทายาทและหยางลงควบม้าออกขากวังหลวง นางมิเห็นเฟิ่งเอ๋อร์มายืนส่งแม้แต่เงา อย่างน้อยก็รับรู้แล้วว่านางอยู่กับพี่ชาย องครักษ์เงารายล้อมมากมายหาได้กังวล
สองมือขาวบางเปิดหนังสือปกดำที่บุตรสาวนำไปอ่านสามวันสามคืน เื่ราวด้านในที่นางอ่านถึงตอนที่แล้วคือเื่ที่นางมีบุตรคนที่สามคือเ้าชินหลง…หลังจากนั้นมีตัวหนังสือขึ้นมาว่า ‘แล้วนางทั้งครอบครัวก็มีแต่ความสุข’
“หืมมมม” พึ่บๆๆ พึ่บๆๆ เสียงพลิกกระดาษกลับไปกลับมา เหตุใดมิมีเื่ราวของนางต่อจากนี้กันเล่าข้อความด้านในต่อจากนั้นปรากฏชื่อของเ้าเฟิ่งเซียนและบรรยายถึงลักษณะท่าทางของบุตรสาวฝาแฝด จูเหม่ยเซียนนิ่งเงียบก้มหน้าอ่านเนื้อเื่ที่มีแม้กระทั่ง..ตอนนี้ที่บุตรสาวของนางควบม้าออกจากวังหลวงในวัยสิบเอ็ดหนาวตามพี่ชายฝาแฝดออกไป…พึ่บ!!! ปิดหนังสือลงเมื่อยังมิมีข้อความอันใดเพิ่มเติม นางปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่เช่นนั้นร่วมสอง่จิบชา เนื้อเื่ด้านในเปลี่ยนไปแล้วถึงแม้จะใแต่อย่างน้อยก็ยังรับรู้ได้ว่าเื่ทุกเื่ที่เฟิ่งเอ๋อร์กระทำหรือพบเจอก็จะมีนางผู้เป็มารดาคอยมองผ่านหนังสือเล่มนี้ สตรีข้ามภพเช่นนางเจอเื่น่าประหลาดเพิ่มขึ้นอีกแล้ว….
หนังสือเล่มนี้กำลังเริ่มบันทึกเื่ราวบุตรสาวของนางผู้ซึ่งนำเอาไปอ่าน ไปเก็บไว้กับตัวถึงสามคืน จูเหม่ยเซียนยิ้มน้อยๆเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในวันนี้ ‘ช่างสดใสเหมือนใจของนางยามนี้นัก’ ขอบคุณโชคชะตาอันแสนวิเศษของนางจริงๆ