เทพสงครามหวนจุติ

    การตัดสินใจของหยุนซินถง

    ตอนที่ 79


    การตัดสินใจของหยุนซินถง




    ขอเสนอของหยุนสินถง สร้างความตกใจให้แก่หานเฟิงไม่น้อย หากที่ตกใจยิ่งกว่า คือผู้มาที่ไม่อาจสัมผัสถึง กระทั่งที่เสียงย่ำเหยียบลงบนกิ่งไม้ดังขึ้น นั่นจึงพาให้คนทั้งสองต้องหันมอง


    ที่กำลังเยื้องกรายมาเป็นร่างบางในชุดขาว ใบหน้าอันพิสุทธิ์ปิดคลุมไว้ด้วยผืนผ้าชั้นหนึ่ง


    “ เทพธิดาเหมันต์!!...” 


    หยุนซินถงโพลงขึ้นด้วยความแปลกใจ ด้วยความเข้าใจของนาง สหายอันสูงศักดิ์ผู้นี้ ปกติมิค่อยจะสุงสิงข้องเกี่ยวกับผู้ใด หากวันนี้ที่ตนสนทนากับชายหนุ่มอย่างเป็นความลับ ไฉนนางจึงเลือกปรากฏตัวขึ้นมา ทว่า ความแปลกใจนั้นต้องแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง เมื่อเสียงกล่าวจากชายหนุ่มที่ด้านข้างดังขึ้น


    “ เสวี่ยเอ๋อร์”


    ‘…เสวี่ยเอ๋อร์!!!...’ หยุนซินถงเบิกสองตากว้าง เหลียวหน้ามองชายหนุ่มที่ด้านข้าง ก็เห็นว่าสองตามันทอดมองไปยังหญิงสาวผู้มาใหม่


    ‘ เช่นนั้น!!!...’


    ‘ นาง คือเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ ภรรยามัน…’


    หยุนซินถงย่อมมิใช่สตรีไร้สมอง นางที่เห็นเช่นนั้นก็พลันกระจ่างแจ้ง เรื่องราวต่างๆแล่นผ่านเข้ามาในสมองอย่างไม่ต้องขบคิด นับตั้งแต่เรื่องราวที่ตำหนักนางเซียนออกมาตามหาคน ตามหาเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ กระทั่งกลับไปโดยที่ทางอาณาจักรก็มิทราบข่าว วันเปิดตำหนักอัคคีกลับปรากฏเทพธิดาเหมันต์ที่คล้ายจะมีตำแหน่งอันไม่ธรรมดาสามัญมาเข้าร่วม นี่มันเรื่องราวใด


    แต่ยามเมื่อนึกถึงคำกล่าวที่ก่อนหน้าของตน นึกถึงว่าสตรีผู้มาต้องได้ยินได้ฟัง สีหน้าก็พลันหม่นลง ขบคิดว่าตนช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ บุรุษใดในโลกมีก็มาก หากคิดแย้งชิงกับตัวตนอันมิสมควร กระทั่งตัวตนที่ว่า ยังเป็นสหายของตัวเอง


    “ เรื่องเมื่อครู่…”


    หยุนซินถงคิดกล่าวคำอธิบาย หากเห็นเสวี่ยเอ๋อร์ที่ส่ายหน้า “ เราย่อมได้ยินได้ฟังทุกประการ” 


    เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวคำอย่างเนิบช้า น้ำเสียงมีเพียงความสงบ


    “ ต้องขอบคุณท่านที่หวังดีต่อคุณชายหลี่”


    “ เป็นเรามิทราบ ว่าท่านเป็น…”


    เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้าอีกครั้ง หยุดยั้งคำกล่าวของหยุนซินถง “ เรามิได้ขุ่นเคืองแต่อย่างใด เพียงกล่าวว่าขอบคุณท่าน ส่วนที่ตัวเราต้องปรากฏกายออกมาแทรกแซงการสนทนาของพวกท่าน เป็นเพราะ…”


    กล่าวถึงตรงนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ก็ทำท่าคว้าจับอากาศที่ตรงเบื้องหน้าของหยุนซินถง ก่อนที่ในมือของนางจะปรากฏเป็นแมงมุมสีดำตัวใหญ่


    มิใช่!!...


    เป็นอักขระอาคมที่ก่อตัวขึ้นจนคล้ายกับแมงมุม มันที่พออยู่ในมือของเสวี่ยเอ๋อร์ก็ผนึกกลายเป็นน้ำแข็ง ก่อนจะปรากฏเสียง “ เปรี๊ยะ!!!...” ดังเสียดหู แล้วจึงเห็นว่าแมงมุมอาคมตัวนั้นกลับกลายเป็นเศษน้ำแข็งกระจัดกระจาย


    “ อาคม แมงมุมชักใย… ” หานเฟิงโพลงอย่างตระหนก มันมิอาจตระหนักทราบว่าหยุนซินถงถูกอาคมนี้ควบคุมอยู่ “ องค์หญิง... เป็นท่านถูกควบคุม?!!...”


    “ มิใช่” กลับเป็นเสวี่ยเอ๋อร์ที่กล่าวแย้ง


    “ บทอาคมชุดนี้ ถูกเยี่ยหยุนเฟยใช้องค์หญิงเป็นสื่อกลางนำพา ส่วนเป้าหมาย ก็คือท่าน” 


    ท่านในที่นี้ หากมองจากสายตาของเสวี่ยเอ๋อร์ จึงหมายถึงหานเฟิง


    “ ข้า!!!...” หานเฟิงตระหนกยิ่งแล้ว ที่ตระหนกมิใช่ตนที่เป็นเป้าหมาย หากเป็นเสวี่ยเอ๋อร์ที่สามารถตรวจพบเรื่องราวเหล่านี้ โดยที่ตัวมันกลับไม่ตระหนักทราบแต่อย่างใด


    “ ต้องขออภัยด้วย หากเป็นก่อนนี้ที่เราลอบฟังตอนที่ท่านสนทนาอยู่กับเยี่ยหยุนเฟย จึงได้พบเห็นยามที่มันลอบปลดปล่อยบทอาคมชุดนี้แฝงมากับท่าน”


    คำอธิบายนี้จึงพาให้หานเฟิงกระจ่างทราบ หากที่ตระหนกยิ่งแล้วย่อมต้องเป็นหยุนซินถง นางที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือด ขบคิดว่า ถ้าหากสหายผู้นี้ไม่ปรากฏออกมา ใช่เป็นตนที่ต้องทำร้ายหานเฟิง


    “ เยี่ยหยุนเฟย” หยุนซินถงกัดฟันกล่าวคำเสียงต่ำอย่างขุ่นแค้น


    “ เยี่ยหยุนเฟยหาใช่บุคคลที่รวบรัด กล่าวเตือนท่าน ใคร่คิดสนทนากับมัน ควรระวังให้มากไว้”


    “ ทราบแล้ว…” หยุนซินถงผงกศีรษะรับคำเสียงต่ำ “ ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ”


    เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับอย่างไม่นำพา “ เราไม่รบกวนการสนทนาของพวกท่านแล้ว”


    กล่าวจบก็หมุนตัวเตรียมจากไป


    “ ด เดี๋ยวก่อน...” กลับเป็นหยุนซินถงที่กล่าวรั้งนางไว้


    “ มีอะไรหรือ?” เสวี่ยเอ๋อร์ผินกายกลับมากล่าวอย่างสงบนิ่ง


    “ คือ… เรื่องที่ก่อนนี้เรา…”


    หยุนซินถงพยายามอธิบาย หากเป็นเสวี่ยเอ๋อร์ที่มิคิดให้นางต้องกล่าวคำ ชิงกล่าวแทรกขึ้นมาในทันที


    “ เราบอกท่านแล้ว ขอบคุณมาก ที่ท่านหวังดีต่อคุณชายหลี่ ส่วนที่ท่านจะคิดกับมันอย่างไร เราล้วนไม่ใส่ใจนำพา เชิญพวกท่านสนทนากันต่อเถอะ เราไม่รบกวนแล้ว”


    กล่าวจบก็หมุนตัวสืบเท้าเดินจากไปอีกครั้ง


    “ แต่มันเป็นบุรุษของท่าน ไหนเลยที่เรา…” หยุนซินถงกัดฟันกล่าวคำออกมาในที่สุด


    “ ผิดแล้ว…” เสวี่ยเอ๋อร์หยุดเท้า กล่าวคำขึ้นโดยมิได้หันกลับมา “ มันมิใช่บุรุษของเรา กลับกัน เราต่างหาก จึงเป็นสตรีของมัน”


    กล่าวจบก็ทอดเดินจากไปโดยมิได้หันกลับมาอีก


    เสวี่ยเอ๋อร์หายลับไปในความมืด ปล่อยทิ้งให้คนทั้งสองทอดตามองอยู่เช่นนั้น สำหรับหยุนซินถง นางที่บัดนี้นิ่งงัน ในหัวคล้ายมีเพียงคำกล่าวของเสวี่ยเอ๋อร์ที่ดังกังวาน คำ “ เราต่างหากจึงเป็นสตรีของมัน…” นี่จึงเห็นชัดว่าเสวี่ยเอ๋อร์เปิดทางให้กับนาง แต่นางเล่า ยินดีหรือ? ใช่พึงใจแล้วหรือ? ที่จะสานสัมพันกับบุรุษของสหายเช่นนี้


    ย่อมไม่… 


    นางมิได้พึงใจยินดีแต่อย่างใด…


    “ องค์หญิง ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”


    จึงเป็นถ้อยคำของหานเฟิงที่ปลุกเรียกนางให้ได้สติ


    “ ข ข้าไม่เป็นไร”


    หยุนซินถงกล่าวคำ ก่อนจะข่มใจหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอีกครา


    “ เรื่องเมื่อครู่… คิดเสียว่าข้ามิได้กล่าวสิ่งใดเถอะ”


    หยุนซินถงกล่าวอย่างจริงจัง เพาะหากคิดว่าศักดิ์ฐานะองค์หญิงของนางสามารถปกป้องหานเฟิงได้แล้ว เช่นนั้น ศักดิ์ฐานะของศิษย์แห่งแดนผู้พิทักษ์ย่อมไม่ด้อยไปกว่า ยิ่งโดยเฉพาะกับเทพธิดาเหมันต์มู่เสวี่ยหลัน ที่คล้ายว่าจะเป็นตัวตนอันสำคัญในตำหนักนางเซียน 


    ดังนั้น ถ้อยความที่กล่าวให้ชายหนุ่มตรงหน้าตบแต่งกับตน จึงเป็นได้แค่เพียงถ้อยคำที่น่าขบขันสิ้นดี


    ลืมๆมันไปเสียเถอะ…


    “ ยังคงต้องขอบคุณ สำหรับความหวังดีของท่าน” หานเฟิงกล่าวยิ้ม


    “ เฮอะ… เจ้ามีภรรยาเป็นถึงศิษย์แห่งแดนผู้พิทักษ์ นี่กลับทำให้ข้าต้องขายหน้ายิ่งแล้ว”


    “ ขออภัยที่มิได้บอกกล่าวต่อท่านก่อนหน้า”


    “ ในเมื่อไม่มีเรื่องราวใดให้เจ้าต้องกังวล เช่นนั้นข้าไปละ ไม่ขอรบกวนช่วงเวลาอันสงบสุขของเจ้าแล้ว”


    กล่าวจบก็สืบเท้าเดินจากไป แต่ คำว่าไปของนาง กลับเดินไปได้ไม่ไกลเท่าใดนัก ก่อนจะทรุดกายลงนั่งที่ริมทะเลสาบ กระแทกก้นนั่งลงไปกับพื้น สองเข่ายกตั้ง สองมือโอบกอด แลไป คล้ายหญิงสาวชาวบ้านที่มีความในใจคับอกผู้หนึ่ง ไหนเลยจะมีสง่าราศีขององค์หญิงผู้ทรงศักดิ์อันใด


    หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนใจ จึงสืบเท้าเดินเข้าไป ก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งไม่ไกลห่าง


    หยุนซินถงที่เห็นว่าชายหนุ่มมานั่งอยู่ใกล้ๆ ก็เพียงแค่หันมองดู ก่อนจะเหลียวหน้ากลับโดยไม่กล่าวคำ สายตาของนางจับจ้องเพียงผืนน้ำใสที่สะท้อนเงาจันทร์


    “ ไม่กลับไปร่วมงาน ระวังผู้คนของท่านจะเป็นห่วงเอานะองค์หญิง”


    “ ช่างประไร” หยุนซินถงกล่าวพร้อมกับขว้างก้อนหินออกไปก้อนหนึ่ง ท่าทางน้ำเสียงไม่ต่างไปจากเด็กสาวที่ไม่สบอารมณ์


    จ๋อมมม...


    หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มขัน “ ท่านเองก็มีช่วงเวลาเช่นนี้”


    “ ไหนเลยจะไม่ได้ องค์หญิงก็คน ใช่ว่าจะยินดียินร้ายไม่เป็น” นางกล่าวโดยมิได้หันหน้ามองชายหนุ่มที่ด้านข้าง


    “ หืม!! ท่านไม่ยินดี?... เป็นท่านไม่ยินดีที่ไม่สามารถตบแต่งกับข้า?” หานเฟิงแสร้งถามทั้งๆที่ทราบรู้อยู่เต็มอก


    “ เฮอะ สำคัญตนผิดไปแล้ว” หยุนซินถงกล่าวโดยไม่หันกลับไปมองชายหนุ่ม


    “ แล้วท่านมีเรื่องใดที่ท่านไม่สบายใจ?...”


    หยุนซินถงได้ยินคำก็เพียงส่ายหน้าเล็กน้อย สายตายังคงทอดมองไปบนผืนทะเลสาบ จับจ้องไปยังเงาสะท้อนของดวงจันทร์ที่กระเพื่อมไหว เพราะระลอกคลื่นเล็กๆจากก้อนหินที่นางขว้างออกไป


    “ เรื่องบางเรื่อง เก็บไว้กับตัวก็ใช่ว่าจะดี บางครั้งได้ระบายออกมาบ้าง จิตใจจะได้ปลอดโปร่ง…”


    “ เจ้าริอาจทำตัวเป็นที่ปรึกษาให้ข้าแล้ว” หยุนซินถงกล่าวโดยที่ชำเลืองสายตามองชายหนุ่มเพียงเล็กน้อย


    “ มิได้หรือ?”


    ได้ยินคำ หยุนซินถงก็หันหน้ามองมา ก่อนจะหยักมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กๆ “ เจ้าว่า… ข้าน่ามองหรือไม่?”


    “ ย่อมน่ามอง” หานเฟิงตอบอย่างมิต้องยั้งคิด รูปโฉมโนมพรรณเช่นนี้ หากมิเรียกว่าน่ามองแล้ว ในโลกนี้ก็คงมีเพียงเสวี่ยเอ๋อร์ที่น่ามอง


    “ หากนั่นคงเทียบกับภรรยาเจ้าไม่ได้กระมัง”


    หานเฟิงยิ้มบางไม่ตอบคำ กระทั่งเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายมองมา ก่อนที่นางจะกล่าวคำขึ้นต่อ


    “ ข้ายอมรับ เป็นข้าชอบเจ้า…” แต่พอกล่าวถึงตรงนี้ก็พลันต้องส่ายหน้า “ ต้องกล่าวว่า เป็นข้าเคยชอบเจ้า”


    “ เคย?!!... ตอนนี้ไม่แล้ว?” หานเฟิงทวนคำอย่างแปลกใจ หากที่แปลกใจยิ่งกว่าคือนางกลับกล้าที่จะกล่าวออกมาตรงๆว่าชอบมัน


    “ เจ้ากลับดูคล้ายจะไม่ตกใจแม้แต่น้อย”


    “ ข้าเป็นชายหนุ่มรูปงาม สตรีใดพบเห็นล้วนเป็นต้องพึงใจ”


    คำตอบนี้ของหานเฟิงเรียกเป็นเสียงหัวร่อจากหยุนซินถงได้ไม่น้อย “ ฮา ๆ ๆ เจ้ากลับหลงตัวเองนัก”


    หานเฟิงยักไหล่อย่างไม่ถือสา


    “ ยังคงยินดีกับเจ้าด้วย… แม่นางมู่… ไม่สิ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ นางทั้งงดงาม ทั้งมีเบื้องหลังอันสูงส่ง เจ้าได้ครองคู่กับนาง ก็นับเป็นวาสนาของเจ้ายิ่งแล้ว พยายามรักษานางไว้ให้ดีๆ แล้วก็อย่าได้เที่ยวโปรยเสน่ห์ไปจนทั่ว เกิดนางไม่พอใจขึ้นมา เจ้าจะลำบากเอา”


    “ เป็นห่วงข้ารึ?”


    “ ไหนเลยเป็นห่วงเจ้า ข้าย่อมเป็นห่วงเสวี่ยเอ๋อร์สหายข้า ดังนั้น ข้าจึงหวังให้บุรุษของนาง มีนางเป็นสตรีแค่ผู้เดียว”


    “ ข้าจึงไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”


    “ ก็ดี” 


    นางรับคำคราหนึ่ง ก่อนจะหันหน้ากลับไปทอดมองทะเลสาบ หานเฟิงที่มองนางสำผัสได้เพียงความอ้างว้างและโดดเดี่ยว


    “ ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าท่านโดดเดี่ยวยิ่งนัก”


    “ ข้าโดดเดี่ยวมานานแล้ว ตั้งแต่ที่ท่านแม่เสียไป ก็คล้ายว่าข้าจะตัวคนเดียวมาตลอด”


    “ ท่านยังมีบิดา ยังมีพี่น้อง…”


    “ เสด็จพ่อทรงงานทุกค่ำเช้า นานปีจึงมีเวลาว่างมาคุยเล่นเป็นเพื่อนข้าสักครา… ส่วนพี่น้อง ต่างคนก็ต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไหนเลยจึงมีเวลาให้กันมากมาย”


    “ ท่านก็ควรให้พระบิดาท่านพระราชทานพิธีอภิเษกให้”


    ได้ยินคำ นางก็หันหน้ามามองมัน เห็นนางจ้องสบตาอย่างแน่วนิ่ง หานเฟิงก็เข้าใจว่านางจะกล่าวให้มันเป็นบุรุษคนนั้นของนาง แต่กลับผิดคาด สิ่งที่นางกล่าวยังทำให้มันต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เป็นมันไม่คาดคิดว่านางจะกล่าวเรื่องราวเหล่านี้ออกมาด้วยปากของนางเอง


    “ อภิเษก?... เคยแล้ว แม้จะมิใช่ตัวข้าร้องขอก็ตาม…”


    หยุนซินถงกล่าวคำอย่างสงบ สองตาที่จับจ้องมองกับหานเฟิงแน่วนิ่ง มีเพียงแค่ความอ้างว้างอยู่ภายใน นางที่พอเห็นหานเฟิงเบิกตากว้าง ก็ยกยิ้ม เป็นการยิ้มเยาะให้แก่ตัวเอง 


    “ คงตกใจยิ่งกระมัง” 


    นางหันหน้ากลับ สายตาจับจ้องไปในความมืดมิด “ ข้านะ แท้จริงเคยเข้าพิธีอภิเษกมาก่อนแล้ว เป็นการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร หากภายหลัง บุรุษผู้นั้นตกตาย ข้าที่เป็นม่ายจึงได้กลับมา…”


    “ เรื่องที่ก่อนนี้จึงต้องขอโทษเจ้าด้วย”


    “ หืม?... เรื่องใดกัน?” หานเฟิงกล่าวถามอย่างสงสัย


    “ เรื่องที่ข้าคิดเสนอเรือนร่างที่แปดเปื้อนนี้ให้แก่เจ้า…”


    “ ท่านไม่ควรกล่าวเช่นนั้น”


    “ เป็นเจ้ารังเกียจข้า?”


    “ ย่อมไม่” หานเฟิงกล่าวขึ้นอย่างทันควัน


    “ เช่นนั้นเป็นเจ้ามิได้รังเกียจ?”


    หานเฟิงลังเลเพียงเล็กน้อยก่อนจะเลือกพยักหน้า 


    “ ถ้าหากต้องตบแต่งตัวข้าผู้นี้ที่มีมลทินเป็นภรรยา เจ้าก็รับได้หรือ?”


    “ ข้ามีภรรยาแล้ว จึงมิอาจแต่งให้กับท่าน” หานเฟิงตอบคำอย่างไม่คิดอ้อมค้อม


    “ ข้ารู้ ข้าจึงถามกรณีที่หากเจ้าไม่มีภรรยา”


    เห็นหานเฟิงพยักหน้าก็พาให้นางยิ้มบาง “ ยินดียิ่ง ที่เจ้ามิได้รังเกียจสตรีที่แปดเปื้อนผู้นี้”


    กล่าวจบก็หันหน้ากลับ สลายรอยยิ้มนั้นลง สายตาที่อ้างว้างยังคงทอดออกไปไกลห่าง


    “ ไม่กล่าวเช่นนั้นได้หรือไม่?”


    เป็นคำกล่าวของหานเฟิงที่ดังขึ้น พาให้นางต้องหันหน้ามองมันอย่างไม่เข้าใจ


    “ หืม?!!...” 


    “ ไฉนท่านมักชอบกล่าวว่าตนเองแปดเปื้อน ตนเองมีมลทิน?”


    “ แล้วมิถูกหรือ?”


    “ ย่อมไม่”


    คำตอบของหานเฟิงพาให้นางต้องเลิกคิ้วอย่างสงสัย ก่อนจะเห็นมันเปิดปากกล่าวคำขึ้นต่อ


    “ ไม่ค้าน ว่าความบริสุทธิ์เป็นความภาคภูมิใจของบรรดาเหล่าสตรีท่าน แล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายก็ต้องตบแต่งให้กับบุรุษผู้หนึ่ง จึงย่อมต้องสูญเสียมันไปอยู่ดี… หรือท่านจะกล่าวว่า ในสายตาท่าน สตรีเหล่านั้นล้วนก็แปดเปื้อนเช่นกัน?...”


    หยุนซินถงฟังคำก็ได้แต่ส่ายหน้า กล่าวว่า “ อย่างน้อยก็ได้สูญเสียมันให้กับบุรุษที่ตนเองชอบพอ”


    หานเฟิงฟังคำนางก็ได้แต่ถอนใจส่ายหน้า “ เช่นนั้นเป็นท่านยังคงยืนกรานที่จะมองตนเองเป็นสตรีที่แปดเปือน?”


    หยุนซินถงนิ่งเงียบไม่กล่าวตอบ หานเฟิงจึงกล่าวคำขึ้นต่อ “ ท่านมองตนเองเช่นนั้น หากคนอื่นหาได้มองท่านเช่นนั้นไม่”


    “ คนอื่นล้วนมิทราบรู้เรื่องของข้า”


    “ ข้าอย่างไรที่ทราบรู้ แล้วท่านเห็นว่าข้ามองท่านเช่นนั้นหรือ?”


    หยุนซินถงฟังคำก็นิ่งงัน ไม่กล่าวคำ


    “ บิดาท่านก็ย่อมทราบรู้ แล้วบิดาท่านมองท่านเป็นเช่นนั้นหรือ?... ยังมี คนอื่นๆที่ทราบรู้ แล้วพวกมันใช่มองท่านเป็นเช่นนั้นหรือ?...”


    หยุนซินถงยังคงนิ่งงัน หากคำกล่าวของหานเฟิงยังไม่จบ


    “ หรือต่อให้เรื่องราวของท่านถูกเผยแพร่ออกไป ทุกผู้คนล้วนทราบรู้ แล้วมีหรือที่คนเหล่านั้นจะมองท่านเป็นเช่นนั้น มองท่านเป็นสตรีที่แปดเปื้อนผู้หนึ่ง...”


    “ ย่อมไม่!!!…” คำคำนี้กระแทกลึกเข้าไปในจิตใจของนาง สายตาที่จ้องมองบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าจึงเจือไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย


    “ ท่านอย่าได้ลืมศักดิ์ฐานะของตัวเอง ท่านที่มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง ข้าถามท่าน คุณค่าในตัวท่านใช่อยู่กับเพียงสิ่งที่เสียไปหรือ?...”


    “ แน่นอนว่าไม่… แล้วท่านจำต้องมองตัวเองเป็นสตรีที่แปดเปื้อนหรือ? นั่นกลับไม่จำเป็น… ท่านมีคุณค่าในตัวท่านเอง อย่าได้หลงลืม ว่าท่านเป็นตัวตนเช่นไร…”


    “ เพราะหากตัวท่านยังมองตัวเองว่าเป็นเช่นนั้น ท่านก็ไม่ควรคู่ให้กับบุรุษใดแล้ว…”


    หยุนซินถงมองมันอย่างซับซ้อน ทว่า คำกล่าวยังไม่จบ


    “ ดังนั้น เลิกคิดเสีย ไอ้คำที่ว่าตัวเองเป็นสตรีที่แปดเปื้อนอันใด ท่านมิต้องไปใส่ใจว่าตัวท่านจะเคยเข้าพิธีอภิเษกมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะต่อให้ท่านผ่านพิธีอภิเษกมามากมายหลายครั้ง หรือภายในตำหนักของท่านจะชุบเลี้ยงไว้ด้วยสนมบุรุษมากมาย ก็หาได้มีผู้ใดกล้ากล่าวมากความ”


    หยุนซินถงฟังคำ ในแววตาคล้ายจะปรากฏเป็นรอยยิ้มน้อยๆขึ้นมา ก่อนจะกล่าวว่า “ ในตำหนักข้าย่อมไม่มีสนมบุรุษแม้สักผู้เดียว” 


    หานเฟิงพยักหน้ารับ กล่าวคำสืบต่อ “ หรือต่อให้ท่านคิดจัดงานอภิเษกให้ตัวเองอีกสักครา ชี้นิ้วเลือกบุรุษใดในใต้หล้า พวกมันล้วนยืดอกยินดี”


    หยุนซินถงผ่อนลมหายใจ ก่อนจะยิ้มบางมองชายหนุ่มที่เบื้องหน้า แล้วกล่าวว่า “ บุรุษที่เจ้าว่า คงต้องเว้นตัวเจ้าไว้สักผู้กระมัง?”


    “ ฮาๆ ๆ ยังคงต้องเว้นให้ข้าสักคน”


    หยุนซินถงหันหน้ากลับไปมองทะเลสาบ สายตามิได้เจือไปด้วยความอ้างว้าง หากคล้ายคนที่กำลังขบคิด ครู่หนึ่ง จึงได้หันกลับมากล่าวกับมันต่อ


    “ ขอบใจเจ้า ยามนี้ข้าคิดตกแล้ว… เป็นก่อนนี้ที่ตัวข้าน้อยเนื้อต่ำใจต่อโชคชะตาของตัวเอง…”


    กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดคำ จับจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างแน่วนิ่ง ถ้อยความต่อมาเพียงดังขึ้นในจิตใจ จึงมีเพียงนาง ที่รับรู้และได้ยิน


    ‘ ที่ไม่อาจสมมาตรปราถนา เคียงคู่อยู่กินฉันท์สามีภรรยากับเจ้า…’


    ‘ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อย เจ้าก็ทำให้ข้าได้รู้ ว่าในช่วงเวลาที่ข้าเศร้าโศก ยังมีเจ้าที่ห่วงใย ยังคอยพูดปลอบใจ แม้ว่าที่กล่าวมา จะไม่จำเป็นเลยก็ตามที…’


    หยุนซินถงยิ้ม นึกถึงคำพูดมากมายที่ชายหนุ่มบรรจงพร่ำบอก นึกไปก็ขบขัน มันคิดว่าตัวนางนั้นไร้สมองหรืออย่างไร จึงมิเคยขบคิดได้อย่างที่มันกล่าวมา


    “ ข้าตัดสินใจแล้ว”


    “ หืม?!! ท่านตัดสินใจอันใด?” หานเฟิงเลิกคิ้วอย่างสงสัย


    “ ไม่บอก” 


    หยุนซินถงยิ้มระรื่น ที่ว่าตัดสินใจ คือตัดสินใจรักชอบเพียงมันไปตลอดกาล แม้ตนมิอาจเคียงคู่ แต่ขอได้พบเห็นรอยยิ้มของมัน


    ก็พอ…