จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 34 เหตุการณ์ก่อนสอบ ตอนที่ 2

    เช้ามืดของวันใหม่ ฝูงนกฮูกกว่าหกสิบตัวพุ่งวูบเข้ามาในโรงฝึกพร้อมเสียงปีกกระพือเบา ๆ

    นิโคลัสกำลังฝึกซ้อมยามเช้าตามปกติ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเบา ๆ อย่างยินดี เมื่อเห็นพวกมันพากันร่อนลงเบื้องหน้าอย่างพร้อมเพรียง

    ตัวใหญ่ ๆ กำลังแย่งกันมาอยู่ด้านหน้า

    “ไม่ต้องเบียดกันหรอก ได้เท่ากันทุกตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง”

    เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มขำ ๆ เมื่อเห็นฝูงนกขยับเบียดไหล่กันเองเพื่อให้ได้ที่ใกล้เขาที่สุด

    สิ้นคำพูด กลิ่นหอมอ่อนจากตำราเวทเริ่มฟุ้งกระจายฝูงนกตื่นตัวทันที ก่อนจะแยกย้ายกันขยายพื้นที่รอบตัวเพื่อรับพลังเวทได้ถนัดไม่ต่างจากเมื่อคืน เหล่านกเคลิบเคลิ้ม ส่ายหัวเบา ๆ ปีกกระพือไปมาอย่างน่าดูชม

    หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง เมื่อพวกมันเริ่มได้สติกลับคืน นิโคลัสจึงเอ่ยขึ้น

    “ถ้าตัวไหนไม่มีอะไรจะรายงานก็กลับไปได้เลย เจอกันพรุ่งนี้เช้า ส่วนตัวไหนมีเรื่องจะบอก ให้รออยู่ก่อนนะ”

    เสียงสุดท้ายแฝงความขอบคุณเบา ๆ

    “ไปได้แล้ว ขอบใจมาก”

     

    ทันทีที่พูดจบ นกเกือบห้าสิบตัวทยอยบินออกจากโรงฝึกพร้อมกัน กลายเป็นภาพที่เรียกความสนใจจากพนักงานของโรงแรมซึ่งกำลังเตรียมอาหารเช้า

    พวกเขาเกือบจะเดินเข้าไปดูแล้วหากไม่ถูกเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในหู แม้ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นก็ตาม

    ‘ไม่ต้องสนใจ ทำงานของพวกเจ้าต่อไป’

    เสียงแหบเบาจากจอมเวทรอย ทำให้ทุกคนหยุดชะงักเหมือนถูกสะกด ก่อนจะกลับไปทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ภายในโรงฝึก นิโคลัสเริ่มสอบถามรายตัว

    ส่วนใหญ่เป็นรายงานเหตุการณ์ทั่วไปที่พบเห็นบ่อยในเมืองใหญ่ เช่น คนเมา ทะเลาะวิวาท หรือโจรลักเล็กขโมยน้อยบริเวณย่านกลางคืนจนกระทั่งถึงนกตัวที่หก...

    ‘นายท่าน เมื่อคืนจันทร์เต็มดวงคราวก่อน ข้าเห็นบางอย่างผิดปกติ’

    เสียงนั้นทำให้เขาเงียบลงทันที

    “พูดต่อสิ”

    ‘คืนนั้นข้าบินหาอาหารอยู่ในสวนป่าทางตะวันตก เห็นคนสามหรือสี่คนเดินเข้าไปในสวน ไม่มีใครพูดคุยกันเลย เดินนิ่ง ๆ เรียงแถวกันไป ข้าไม่ได้ใส่ใจมากเลยหาอาหารอยู่แถวนั้น จนถึงเช้ามืดข้าก็ไม่เห็นพวกเขาออกมากัน ก่อนข้ากลับรัง’

    นิโคลัสเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

    “เดินนิ่ง ๆ ไม่พูดกันเลยงั้นหรือ… แล้วท่าทางของพวกเขาเป็นอย่างไร? หันซ้ายหันขวา หรือเดินตรงไปอย่างเดียว?”

    ‘เดินตรงอย่างเดียวเลย แข็ง ๆ ไม่หันมองไปไหนทั้งนั้น เดินลึกเข้าไปในสวน’

    “ตรงกลางสวนมีอะไรไหม?”

    ‘มีบึงใหญ่อยู่ เรียกกันว่า ทะเลสาบตะวันตก’

    เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดหากคนหายไปในทะเลสาบ ศพควรจะลอยขึ้นมาแล้ว.. เว้นแต่จะมีบางอย่าง ‘ไม่ปกติ’

    “พวกเจ้าเคยเห็นสิ่งผิดปกติบริเวณทะเลสาบนั้นบ้างไหม?”

    เขาหันไปถามนกทั้งหมด แต่ไม่มีใครตอบ

    “ไม่เป็นไร ฟังรายงานจากตัวอื่นต่อก่อนก็แล้วกัน”

     

    หลังจากฟังตัวที่เหลือ เขาก็ยังไม่พบอะไรแปลกเพิ่มเติม จนมาถึงตัวสุดท้าย

    ‘นายท่าน ข้าก็เห็นบางอย่างคล้ายกัน เมื่อคืนเดือนมืดสองครั้งก่อน แต่เป็นทางฝั่งตะวันออก ใกล้กำแพงเมือง มีทะเลสาบอยู่ตรงนั้นเช่นกัน ข้าเห็นคนสามสี่คนเดินเข้าไป’

    ชายหนุ่มพยักหน้าช้า ๆ แม้จะยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ แต่เบาะแสก็เริ่มชัดขึ้นทีละนิด

    “ตั้งแต่คืนนี้ พวกเจ้าช่วยแบ่งกลุ่มออกไปเฝ้าทะเลสาบกับบึงน้ำรอบเมือง ทั้งเล็กและใหญ่ที่เหลือกระจายกันไปเฝ้ารอบเมืองตามจุดเปลี่ยว ถ้ามีอะไรผิดปกติ ให้ตัวหนึ่งบินมารายงานข้า ห้องอยู่ชั้นสอง ห้องแรกฝั่งตะวันตก เข้าใจนะ?”

    เสียงตอบรับจากฝูงนกเป็นเสียงปีกกระพือเบา ๆ ก่อนพวกมันจะทยอยบินจากไป

     

    หลังจากที่โรงฝึกกลับมาเงียบ เขานั่งครุ่นคิดอีกครู่ ก่อนลุกออกมามุ่งหน้ากลับอาคารที่พัก

    เมื่อเดินขึ้นบันไดอาคาร พ่อบ้านรอยยืนรออยู่ก่อนแล้ว พลางยิ้มบาง ๆ

    “เจ้ากำลังวางแผนอะไรอีกล่ะ?”

    นิโคลัสชะงัก

    “ปิดท่านไม่ได้เลย… ข้าแค่ขอให้พวกมันช่วยสอดส่องเรื่องคนหายนั่นแหละ… เดี๋ยว ท่านรู้ด้วยหรือ?”

    “เห็นพวกมันบินออกเป็นฝูงแต่เช้ามืด แม้แต่คนงานยังสงสัย เจ้าประมาทไปหน่อยนะ”

    “ข้าเผลอจริง ๆ นึกว่าไม่มีใครเห็นยามมืดเช่นนี้…”

    “ต่อไปต้องรอบคอบกว่านี้”

    ชายชราว่าพลางถอนหายใจเบา ๆ

    “แล้วตกลง เจ้าคุยกับพวกมันได้เหมือนกับซิลฟี่ใช่ไหม?”

    “ขอรับ”

    “แบบนี้เจ้าต้องเตรียมตัวเป็นนักฝึกสัตว์เพื่อแสดงให้คนเห็น จะได้ไม่น่าสงสัย หลังสอบเสร็จ ข้าจะพาเจ้าไปเรียนพื้นฐานจะได้สอบเป็นผู้ฝึกสัตว์ได้”

    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนถาม

    “แล้วตอนนี้ เจ้ามีอะไรน่าสนใจจะเล่าให้ข้าฟังไหม?”

    นิโคลัสจึงเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด ทั้งการรายงานของนกฮูกและคำสั่งให้ไปเฝ้าทะเลสาบ

    ชายชราเงียบครุ่นคิด

    “ทะเลสาบสินะ…”

     

    เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนนิโคลัสจะเป็นฝ่ายพูดขึ้น

    “ในเมืองหลวงแบบนี้ จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไรท่านตา ข้าดูจากเบาะแสแล้ว นี่เหมือนไม่ได้เกิดจากคน เพราะเหยื่อแม้จะเป็นคนยากจนหรือคนธรรมดาทั่วไป แต่ไม่เหมือนกันเลย อีกทั้งถ้ามีเหยื่อครั้งละหลาย ๆ คน จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ฆาตกรจะไม่ทำแบบนี้ มันเหมือนกับว่า สิ่งที่ทำในครั้งนี้ ไม่ใช่คน แต่นี่ในเมืองหลวงไม่เคยมีข่าวพวกนี้ไม่ใช่หรือ”

    จอมเวทรอยมองเขาด้วยสายตาจริงจัง

    “การไม่มีข่าว ไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่องเกิดขึ้น”

    “ท่านหมายความว่า เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อนงั้นหรือ?”

    “ไม่ว่าจะเมืองหลวงหรือเมืองไหน ๆ แม้แต่เมืองหลวงอาณาจักรโซลมาเอง มักจะมีอสูรหลุดรอดเข้าไปทำร้ายชาวเมืองอยู่เสมอ แม้ว่าปีหนึ่งอาจเกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง”

    “การที่ไม่มีข่าวแพร่ออกไปเพราะส่วนใหญ่ อสูรมักลงมือในเวลากลางคืน ส่วนพยานที่รู้เห็น ก็โดนเวทรบกวนจิตใจทำให้ดูเหมือนว่าฝันไป แยกไม่ออกว่าเรื่องไหนเรื่องจริงเรื่องไหนเป็นความฝัน”

    “เมื่อพวกเจ้าถึงระดับผู้ฝึกหัดถึงขั้นสูงเมื่อไหร่จะได้รู้เรื่องพวกนี้เอง เพราะมีความสามารถสูงพอจะสู้กับพวกมันได้แล้ว”

    “แล้วพวกมันหลุดรอดเข้ามาได้อย่างไรท่านตา”

    เขาสงสัยอย่างมาก เพราะกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านยากปีนป่าย และประตูเมืองมีเวรยามเฝ้าตลอดเวลาในเวลากลางวัน ส่วนประตูจะถูกปิดลงเมื่อตะวันตกดิน

    “พวกเรายังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ แต่คาดกันว่าอาจแฝงตัวมากับสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์พาหนะ เมื่อเข้าเมืองมาแล้วก็ไปหลบซ่อนจนแข็งแรงขึ้นค่อยอาละวาด แต่มันก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น”

     

    นิโคลัสเงียบลงไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยคำถามที่สงสัยมานาน

    “ท่านตา โลกนี้ มีประตูวาร์ปหรือประตูมิติไหม ในความทรงจำของนายน้อยท่าน ไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่เลย และหนังสือที่ท่านให้ข้าอ่านก็ไม่ได้กล่าวถึง”

    ชายชราถอนหายใจ

    “มี… แต่เงื่อนไขการใช้งานมันยากมาก และการสร้างประตูวาร์ปมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว และมีแค่ราชวงศ์เท่านั้นที่พอมีความสามารถ…”

    “และอีกกรณีคือ การให้ นักเวทมิติหรืออสูรมิติ เปิดประตูชั่วคราวให้ แต่ทั้งสองนี้เกิดได้ยากมาก ครั้งสุดท้ายที่มีเรื่องราวนักเวทมิติก็ราวเกือบสองพันปีก่อน ส่วนอสูรมิติเป็นเคยมีเขียนไว้ในบันทึกเก่า ๆ มีจริงไหมข้าก็ไม่รู้

    แม้อสูรมิติอาจไม่เกิดขึ้นอีก แต่อาจมีอสูรที่มีความสามารถมิติอยู่บ้าง สามารถเคลื่อนย้ายได้ในระยะไม่ไกลมากจะมีเกิดขึ้นไหม เพราะสัตว์หลายชนิดเองก็มีสายเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และมีความสามารถบางส่วนที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษด้วย และเรื่องนี้ยังไม่มีใครยืนยันแน่ชัด”

    เขาตอบเสียงเรียบ

    “แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เรื่องพวกนี้ นักเวทและผู้ฝึกสัตว์ขั้นสูงบางคนกำลังวิจัยกันอยู่”

    “เจ้าตอนนี้แค่ตั้งใจสอบก็พอ ถ้าได้เบาะแสอะไรรีบบอกข้า ที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเองหากจำเป็นจริง ๆ...

    งานนี้อาจเป็นการเปิดตัวของ ‘เขี้ยวอัสดง’ ก็ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

    เสียงหัวเราะทิ้งท้ายของจอมเวทรอยดังก้อง ก่อนที่เขาจะเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน

    ทิ้งให้นายน้อยยืนอยู่ท่ามกลางแสงเช้าที่เริ่มทอแสงอ่อน

     

    สองสามวันผ่านไป การค้นหาเบาะแสจากฝูงนกฮูกยังไม่คืบหน้า ส่วนคนที่ออกไปสืบข่าว ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยครั้งล่าสุดที่มีรายงานคนหายคือเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน และจากข้อมูลทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า ทุกสองสัปดาห์มักจะมีคนหายอีกครั้ง แม้ไม่สามารถระบุวันที่แน่นอนได้

    สมาคมฮันเตอร์ได้ประกาศภารกิจแจ้งเบาะแส หากนำไปสู่การไขคดีได้ จะได้รับรางวัลและคะแนนฮันเตอร์ในระดับสูง ซึ่งมีความหมายมาก เพราะคะแนนยิ่งสูง ยิ่งได้รับความไว้วางใจจากทางการ และสามารถรับภารกิจระดับสูงขึ้นได้

     

    ระหว่างรับประทานอาหารกลางวันในโรงแรม พ่อบ้านรอยถามขึ้น

    “เรื่องร้านค้าความหวัง.. เจ้ายังไม่ไปหาพวกเขาใช่ไหม?”

    “ข้าอยากสอบให้ผ่านก่อน แล้วค่อยไปหาโอลิเวอร์ ข้าจะได้มีเบี้ยในมือเพิ่มขึ้นก่อนจะไปเจรจากับพวกเขา”

    “นอกจากโรงแรมกับกลุ่มฮันเตอร์ ท่านตาคิดจะทำอย่างอื่นในเมืองนี้อีกไหม?”

    นิโคลัสหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถาม เขาสังเกตว่าช่วงนี้พ่อบ้านออกไปข้างนอกแทบทุกวัน

    “ยังไม่รู้ รอดูสถานการณ์ก่อน”

    พ่อบ้านตอบพลางยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ให้คำตอบชัดเจน

     

    นิโคลัสนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

    “ข้ามีลางสังหรณ์.. ว่าคืนนี้ หรือไม่ก็พรุ่งนี้ อาจมีเหตุเกิดขึ้นอีกครั้ง จากข้อมูล มันครบสองสัปดาห์พอดี”

    “ทางการเองก็คิดเช่นนั้น จึงเพิ่มกำลังลาดตระเวนยามค่ำโดยไม่แจ้งต่อสาธารณะ เพื่อหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนก”

    “ท่านบอกข้อมูลที่เรามีให้พวกเขาหรือยัง?”

    “ยัง ข้ายังไม่มั่นใจ ข้อมูลของเรายังไม่มากพอ”

    พ่อบ้านตอบสั้น ๆ สีหน้าตึงเครียดขึ้นชัดเจน

    “หากเจ้าสามารถรายงานได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุคงจะดีไม่น้อย แผ่นเวทสื่อสารก็ใช้ได้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ส่วนกระดาษเวทราคาแพงเกินไป มันไว้สำหรับส่งข้อความทางไกลมาก ๆ เท่านั้น”

    นิโคลัสหลุบตาลงครุ่นคิด หากคืนนี้เกิดเหตุขึ้นอีกครั้ง โดยไม่มีใครแจ้งข่าวได้ทันที พวกเขาคงจะพลาดโอกาสสำคัญและมีเหยื่อเพิ่มขึ้นอีกแน่

    “นกพวกนั้นอาจกลับมาส่งข่าวได้ แต่ก็ยังไม่เร็วพออยู่ดี”

    เขาเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา ความคิดเริ่มวกวน แต่เขาก็พยายามบังคับใจให้นิ่งไว้

    ระหว่างนั้น เขาเบือนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์ตกกระทบหน้าเขาเป็นจังหวะ เมื่อพนักงานเดินผ่าน แสงสว่างและเงามืดสลับกันไปมา.. จังหวะนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นมาในหัว

    “ท่านตา.. พวกท่านเคยใช้การส่งสัญญาณด้วยแสงไหม?”

    พ่อบ้านชะงักไป

    “อะไรนะ?”

    เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่นายน้อยพูด หมายถึงคืออะไร

     

    โลกนี้สร้างสิ่งต่าง ๆ อยู่บนพื้นฐานเวทมนตร์ จึงไม่มีการพัฒนาด้านอื่น ๆ เลย สิ่งที่ใช้เพียงหลักการธรรมชาติพื้นฐาน เช่น รหัสควันไฟ หรือ รหัสแสง ไม่เคยมีมาก่อน

    การส่งข้อความ หากนอกเหนือจาก แผ่นเวทสื่อสาร หรือ กระดาษเวท พวกเขาจะหันไปใช้สัตว์เวทวิหคในการส่งข้อความ

    หากเป็นเหตุการณ์ที่ต้องแข่งกับเวลา มักจะใช้พลุสัญญาณ หรือเวทไฟ ยิงขึ้นฟ้า แต่มันไม่เหมาะกับเหตุการณ์นี้ที่ต้องกระทำเป็นการลับ

     

    นิโคลัสรีบอธิบาย

    “ข้าจะสร้าง ‘ชุดรหัสแสง’ ขึ้นมาชุดหนึ่ง ใช้สัญญาณ สั้น-ยาว เพื่อส่งข้อความ เช่น สั้นสองครั้งคือทิศตะวันออก สั้น-ยาวคือตะวันตก ส่วนสามจังหวะท้ายจะเป็นรหัสสถานที่ เช่น สั้นสั้นสั้น คือ ทะเลสาบ สั้นสั้นยาว แทน สวนป่า”

    เขาลุกขึ้นบังแสงแดด แล้วขยับตัวไปมาให้พ่อบ้านเห็นเงาที่เปลี่ยนตามจังหวะรหัส

    “คืนนี้ข้าจะประจำจุดสูงในทิศใต้ ที่สามารถส่งรหัสให้จุดตะวันออกและตะวันตกได้ แล้วให้คนที่อยู่รับสัญญาณแสงในพื้นที่ใช้แผ่นเวทสื่อสาร ส่งข้อความออกไปอีกที ท่านว่าความคิดนี้ใช้ได้ไหม?”

    ดวงตาพ่อบ้านรอยเป็นประกายวาวทันที ไม่ใช่เพียงจากความแปลกใหม่ของแนวคิดนี้ แต่เพราะเขาเห็นความเป็นไปได้ของวิธีการ

    “รีบร่างรหัสให้เรียบร้อย ข้าจะไปประสานกับทางการ ช่วงบ่ายข้าจะพาเจ้าหน้าที่สื่อสารมาหาเจ้าด้วย”

    เขาพูดจบก็ลุกจากโต๊ะทันที ทั้งที่ยังทานอาหารไม่หมด

    อีริคที่อยู่โต๊ะข้าง ๆ ตาโตด้วยความทึ่ง

    “นายน้อย! ข้ายังไม่เคยได้ยินวิธีแบบนี้มาก่อนเลย!”

    “ใช่ขอรับ ท่านคิดเองใช่ไหม วิธีนี้ไม่เคยมีในที่ไหนมาก่อน!”

    บอริสเสริมอย่างตื่นเต้น

    “เรื่องนั้นไว้ค่อยว่ากัน”

    นิโคลัสโบกมือเบา ๆ

    “ตอนนี้ข้าต้องเร่งให้พวกเจ้าไปหาช่าง ทำตะเกียงส่งสัญญาณให้เสร็จทันเย็นนี้”

    เขาหยิบดินสอร่างแบบอย่างรวดเร็ว ตะเกียงส่งสัญญาณขนาดประมาณหกสิบเซนติเมตร มีบานเปิดปิดด้านหน้า ช่องสำหรับร่ายเวทแสงจากด้านหลัง

    “พวกพี่เอาแบบนี้ไปให้ช่างสร้างขึ้น ภายนอกและขาตั้งไม่ต้องพิถีพิถัน ส่วนด้านใน ขอแค่เลนส์รวมแสงต้องทำตามที่ข้าเขียนไว้ ส่วนอื่นใช้ไม้ปิดด้วยกระจกเงาธรรมดาก็พอ”

    เขายื่นแบบให้ อีริครับแล้วรีบออกไปพร้อมกับอังเดรและนิโคไล

     

    ขณะนี้ในโรงแรมเหลือเพียงอีรินกับอาริน

    “พี่สาว ข้าขอตัวขึ้นห้องไปเตรียมงานก่อน ถ้าท่านตากลับมา รบกวนพี่ขึ้นไปตามข้าด้วยนะ”

    “ตกลง นายน้อย”

    เมื่อถึงห้อง เขากางกระดาษ เริ่มร่างชุด รหัสแสง ขึ้นมา

    มือขยับอย่างไม่หยุดพัก สมองคำนวณสถานที่ ที่อาจเกิดเหตุขึ้น

    รวมถึงการวางกองกำลังสายสืบของเขาในคืนนี้ และอาจต้องให้ฮอร์คเข้าร่วมด้วยเพื่ออาศัยความเร็วของมัน

    ช่วงหัวค่ำเขาต้องให้ซิลฟี่ไปตามเหล่านกฮูกมารวมตัวเพื่อกำหนดจุดติดต่อใหม่และวิธีส่งสัญญาณให้เร็วขึ้น

    ค่ำคืนนี้อาจเป็นก้าวแรกของพวกเขาในเมืองนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป..

    เขา.. ไม่มีสิทธิ์พลาด