เทพสงครามมังกรเทวะ

เริ่มทำการชำระแค้น

เปลวเพลิงสวรรค์สีทองและสีดำปะทุออกมาราวกับไร้ที่สิ้นสุด เฟยหรงกางม่านพลังขึ้นโอบล้อมหญิงงามทั้งสองในทันทีเพื่อไม่ให้ความร้อนที่แผ่ออกมาจากพวกนางเผาไหม้สมุนไพรและดอกไม้ในแหวนมิติจิตวิญญานแห่งนี้

 

ก่อนที่ตัวเขาจะนั่งลงที่ศาลาเดิมที่เคยนั่งพร้อมทั้งค้นหาทักษะวิชาที่จะให้พวกนางได้ฝึกฝนหลังจากที่ผสานเปลวเพลิงสวรรค์แล้ว สำหรับชายหนุ่มการที่เขายื่นมือมาช่วยพวกนางขนาดนี้แล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะค้นหาทักษะสายเปลวเพลิงที่ดีที่สุดให้พวกนางได้ใช้

 

ซึ่งในกรณีของพวกนางก็จะคล้ายกับหนึ่งในภรรยาของเขาอย่างฮั่วหลิงหลิง เพราะใช้เปลวเพลิงสวรรค์เหมือนกันเพียงแต่ฮั่วหลิงหลิงนั้นตั้งเป้าจะเป็นนักปรุงโอสถส่วนพวกนางตั้งเป้าไว้ที่ความแข็งแกร่ง

 

"อาวุธในเมื่อข้าเป็นคนสอนแน่นอนว่าต้องเป็นกระบี่ ส่วนทักษะวิชานั้นก็เอาเป็นทักษะเพลิงสวรรค์ผลาญโลกาก็แล้วกัน"เฟยหรงบ่นพึมพำออกมา ทักษะที่ชื่อว่าเพลิงสวรรค์ผลาญโลกานี้เป็นทักษะที่เขาประยุกต์มาจากร้อยวิหคเพลิงผลาญฟ้าซึ่งเป็นทักษะของบัลลังก์ราชันเปลวเพลิงเพื่อให้ฮั่วหลิงหลิงซึ่งเป็นภรรยาเพียงคนเดียวที่ใช้เปลวเพลิงสวรรค์เอาไว้ใช้ป้องกันตัวนั่นเอง

 

"โอ้ ข้าบ่มเพาะพลังหลายวันท่านพาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาเสียแล้ว"สองสัปดาห์ต่อมาขณะที่เฟยหรงกำลังคิดอะไรเพลินๆเสียงของหญิงงามดังขึ้นมาจากด้านหลัง และนั่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหวูหลิงที่ตอนนี้กำลังเดินออกมาจากคฤหาสน์พร้อมด้วยออร่าพลังอันหนาแน่น

 

"อะไร?? ข้าแค่พานางมาฝึกวิชาเฉยๆเอง ยังไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันเสียหน่อย นี่เจ้ากำลังกล่าวหาข้าอยู่นะ"เฟยหรงกล่าวกล่าวพร้อมกับดึงนางมานั่งบนตักซึ่งแน่นอนหวูหลิงเองก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด

 

นางย่อมรู้ดีถึงนิสัยเจ้าชู้เช่นนี้ของเฟยหรง แต่แล้วอย่างไรชายที่มีพรสวรรค์ถล่มฟ้าทลายดินเช่นนี้ไม่มีหญิงใดที่ไม่หมายปองนี่ยังไม่นับรวมองค์ประกอบเรื่องความหล่อเหลาและนิสัยที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรของเขาด้วย มันยิ่งทำให้เฟยหรงกลายเป็นชายหนุ่มในอุดมคติของหญิงงามทั่วทั้งจักรวาลเลยก็ว่าได้

 

แม้แต่ตัวของหวูหลิงเองก็มีอุดมคติเช่นนั้นเหมือนกันทั้งนางยังใกล้ชิดกับเฟยหรงมากกว่าผู้ใดในตอนนี้ แล้วเรื่องอะไรที่นางจะปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไป ยิ่งการที่ชายหนุ่มดึงนางมานั่งบนตักเช่นนี้มันก็พิสูจน์แล้วว่าเขาก็สนใจในตัวนางเหมือนกัน แทนที่จะตื่นตระหนกและโวยวาย กลับกันนางดีใจเสียมากกว่า มืออันเรี้ยวงามทั้งสองข้างคล้องคอชายหนุ่มผู้เป็นนายทั้งยังโน้มตัวเข้าไปจูบอย่างไม่มีเขินอายแม้แต่น้อย

 

"อ๊า แค่จะแกล้งเจ้าเล่น ไม่คิดว่าเจ้าจะเอาจริงเช่นนี้"เฟยหรงดึงตัวออกมาอย่างตื่นตระหนกเล็กน้อย ไม่คิดว่านางจะกล้าจูบเขาเองเช่นนี้ทั้งยังไม่มีท่าทีว่าจะเขินอายอีกต่างหาก มีเพียงรอยยิ้มที่นั้นที่ประดับใบหน้าอันงดงามนี้ไว้

 

"หุหุ ตอบคำถามคำถามแรกของท่านข้าไม่ได้กล่าวหาท่านเสียหน่อย หญิงงามแต่ละคนที่เข้ามาด้านในนี้ก็เสร็จท่านไปเสียทุกราย ส่วนคำถามข้อที่สองนั้นข้าย่อมต้องใจกล้าอยู่แล้วท่านทั้งหล่อเหล่า มีพรสวรรค์ ทั้งนิสัยก็พอใช้ได้ แล้วข้าจะปล่อยท่านไปได้เช่นไร หากไม่รีบจับจองเสียแต่ตอนนี้เกรงว่าตัวเองอาจจะรั้งอันดับเกือบร้อยเลยทีเดียว"หวูหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะและเย้ายวน เฟยหรงที่ได้ยินถ้อยคำของนางถึงกับตื่นตัวในทันทีใจอย่างจะขย้ำหญิงสาวตรงหน้าเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

 

"ข้าก็ไม่ได้คิดจะมีมากมายขนาดนี้เสียหน่อย"เฟยหรงกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

 

"เหอะๆท่านมาพูดดีเลย เหล่าภรรยาของท่านรวมถึงข้าต่างก็รู้ดีว่าท่านน่ะมีนิสัยเช่นไร เอาละไม่กวนท่านแล้วข้าเพียงออกมาสูดอากาศเท่านั้นประเดี๋ยวจะเข้าไปฝึกฝนต่อแล้ว"หวูหลิงกล่าวพร้อมกับตีอกชายหนุ่มด้วยความมั่นใส้ก่อนที่นางจะลุกขึ้นจากตักของชายหนุ่มแล้วเดินออกไป เฟยหรงที่ได้เห็นท่าทางแบบนี้ของนางเป็นครั้งแรกก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม

 

แต่ทว่าเพื่อหันกลับมาหญิงงามทั้งสองนางที่ตอนนี้ได้ดูดซับเปลวเพลิงสวรรค์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จ้องมาที่เฟยหรงด้วยสายตาที่หลากหลาย เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นก็เปิดม่านพลังให้พวกนางในทันใดก่อนจะกล่าวแสดงความยินดี

 

"ยินดีกลับพวกเจ้าด้วยที่ดูดซับเพลิงสวรรค์ได้สำเร็จ"

 

"นางเป็นใครหรือเหตุใดถึงได้รีบร้อนจากไปถึงปานนั้น"ตงกู่เซียนพยักหน้าแล้วมองไปด้านหลังที่ตอนนี้เงาร่างของหวูหลิงได้หายเข้าไปในคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อย

 

"นางเป็นผู้ติดตามข้าเอง เมื่อครู่ออกมาสูดอากาศน่ะ"เฟยหรงกล่าวตอบอย่างรวดเร็ว

 

"โอ้ นั่งตักกอดกันดูดดื่มเสียขนาดนั้นคงไม่ได้เป็นเจ้านายลูกน้องกันธรรมดาๆกระมัง ฮิฮิ"หลินเอ๋ออดไม่ได้ที่จะกล่าวแซว

 

"เอาละเลิกพูดถึงเรื่องนี้กับดีกว่า เราฝึกกันต่อเถอะเหลืออีกเดือนเดียวพวกท่านก็จะต้องแสดงผลการฝึกฝนให้ข้าได้เห็นแล้ว"เฟยหรงกล่าวพวกนางในเวลานี้จะพักไม่ได้ เขาเริ่มการถ่ายทอดวิชาให้กับนางในทันที รวมถึงการสอนวิถีกระบี่ให้พวกนางด้วย

 

การฝึกสอนนั้นดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แม้เวลาจะมีจำกัดเพียงแค่หนึ่งเดือนแต่เฟยหรงก็สอนพวกนางกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอนทักษะเพลิงสวรรค์ผลาญโลกานั้นพวกนางจะต้องจินตาการถึงสัตว์หรืออะไรก็ตามที่นางชื่นชอบและจำแลงมันขึ้นมาด้วยเปลวเพลิงสวรรค์

 

ตงกู่เซียนนั้นจำแลงร่างเปลวเพลิงของนางกลายเป็นตัวของพยัคฆ์ ส่วนทางด้านหลินเอ๋อเฟยหรงคิดว่ามันเกินคาดเพราะเปลวเพลิงของนางกลับจำแลงเป็นอสรพิษสีดำขนาดใหญ่ ส่วนเรื่องของวิถีกระบี่นั้นแน่นอนวิถีกระบี่ของพวกนางคือเปลวเพลิงซึ่งมันไม่ได้เกินความคาดหมายของเขาเท่าไร

 

เวลาสามสัปดาห์ผ่านไปพวกนางทั้งสองก็มาถึงเป้าหมายที่ตั้งเป้าเอาไว้เสียที ในเวลานี้ตงกู่เซียนได้ก้าวข้ามระดับมาถึงราชันเทวะเป็นที่เรียบร้อย ส่วนหลินเอ๋อเองก็เช่นกันตอนนี้นางเองก็มาถึงระดับเทวะได้อย่างรวดเร็ว นี่คือผลของการฝึกฝนอย่างหนักบวกกับโอสถระดับแปดหลายต่อหลายตำหรับที่เฟยหรงให้นางกินเข้าไป

 

ชายหนุ่มพาพวกนางออกมาด้านนอกในทันทีเวลานี้ทัณฑ์สวรรค์สองสายปรากฏขึ้นมา หญิงงามทั้งสองราวกับรู้หน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี พวกนางพากันแยกออกไปเพื่อรับทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

กระบวณการนี้เฟยหรงทำได้แค่เพียงเฝ้ามองและเฝ้าระวังคนที่จะเข้ามาทำร้ายนางเท่านั้น ทัณฑ์สวรรค์เหล่านี้จะขัดเกลาร่างกายของพวกนางให้ดียิ่งขึ้นดังนั้นเขาจึงแทรกแซงไม่ได้

 

สายฟ้าสวรรค์ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องสองหญิงงามได้แต่กัดฟันทน เฟยหรงในเวลานี้ได้แต่ยืนมองก่อนที่เขาจะสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากทั่วบริเวณ ใช่! ในเวลานี้เขาถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มคนมากมายไม่ว่าจะเป็นเหล่าทหารหรือฝึกตนอิสระ ชายหนุ่มที่รายล้อมอยู่ในห้วงอากาศอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างขบขัน พวกเขาคงคิดว่าปรากฏการร์ทัณฑ์สวรรค์ที่เกิดขึ้นนี้คือการเกิดสมบัติเทพเป็นแน่แท้

 

"นั่นองค์หญิง!!"เหล่าทหารพากันชี้ไปที่ตงกู่เวียนพร้อมกล่าว เวลาเกือบสองเดือนที่พวกเขาตามหาในที่สุดก็ใกล้ที่จะสิ้นสุดแล้ว

 

"ส่งคนไปส่งข่าวให้องค์จักรพรรดิแล้วว่าพวกเราเจอองค์หญิงแล้ว"หัวหน้ากองทั้งหมดสั่งการลูกน้องของพวกเขาในทันที เวลานี้เหล่าม้าเร็วของกองกำลังต่างๆพากันพุ่งไปยังที่พักที่อยุ่บริเวณชายทะเลในทันที

 

ส่วนทหารในเวลานี้ไม่กล้าที่จะลงมือแต่อย่างใดเนื่องจากกระแสสายฟ้าที่รุนแรงของทัณฑ์สวรรค์ ส่วนบรรดาผู้ฝึกตนอิสระที่มากันเมื่อเห็นว่ามันไม่ใช่การเกิดสมบัติเทพก็พากันแยกย้ายออกไปจะมีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่มองไปที่ตงกู่เซียนและหลินเอ๋ออย่างหลงไหลและหมายที่จะอยากครอบครองพวกนาง

 

"หาที่ชายนัก!"

 

"บูม!!"

 

"โพล๊ะ โพล๊ะ โพล๊ะ"

 

เสียงของเฟยหรงดังกังวาล วิถีแห่งราชันของเขาแผ่ออกไปและบดร่างเหล่าทหารและผู้ฝึกตนเหล่านั้นจนแหลกละเอียดจนทั่วทั้งป่ากลายเป็นทะเลเลือด ผู้คนที่เหลือเหล่านี้สมควรตายอย่างแท้จริง ส่วนทหารไปแจ้งข่าวเฟยหรงไม่ได้ทำอะไรมันแต่อย่างใดเพราะมันถึงเวลาแล้วที่หญิงงามทั้งสองจะได้ชำระความแค้นของพวกนาง

 

"ให้ข้าดูหน่อยเถอะว่าสองเดือนนี้พวกเจ้าพัฒนาไปถึงไหน"เฟยหรงสบัดมือไพร่หลังสายตามองไปที่ตงกู่เซียนที่กำลังจะผ่านทัณฑ์สวรรค์สายสุดท้าย ส่วนทางด้านหลินเอ๋อนางผ่านมันได้นานแล้วเวลานี้กำลังปรับพลังอยู่

 

จนในที่สุดเวลาผ่านไปสองชั่วยามกระบวณการเลื่อนขั้นของพวกนางก็เสร็จสิ้น ชายหนุ่มค่อยลอยไปเข้าไปหาพวกนางสิ่งที่เขาเห็นคือรอยยิ้มที่แสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจในพลังของตนเองที่ฝึกฝนมาที่ประดับอยุ่บนหน้าตาอันงดงาม

 

"เอาละจากนี้ไปเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ จะรอให้พวกเขามาที่นี่หรือจะบุกไปหาอีกฝ่ายเลยดี"เฟยหรงขอความคิดเห็นของตงกู่เซียน เนื่องจากนางคือผู้เสียหายโดยตรงของความแค้นนี้

 

"ไปหาพวกมันเลยดีกว่า หากรั้งอยู่ที่นี่รอพวกมันมาข้ารับมือชายคนนั้นไม่ไหว"ตงกู่เซียนกล่าวออกมาอย่างไร้เยื้อใย ชายคนนั้นที่นางหมายถึงไม่ใช่ใครนอกจากบิดาของตัวนางเอง ในความคิดของนางถ้ายังรั้งอยู่ที่นี่นางอาจจะไม่ได้แก้แค้น แต่หากไปเยือนด้วยตัวเองแม้นางจะตายก็จะเอาผุ้หญิงสารเลวที่สั่งฆ่าแม่ของนางไปด้วย

 

"ตามแต่ใจเจ้าปรารถนา"เฟยหรงกล่าวกวาดจิตไปยังที่พักของราชวงศ์พร้อมยกยิ้มออกมา ในเวลานี้ไม่เพียงแต่จักรพรรดิตงเท่านั้นที่อยู่นี่นั่น ยังมีเหล่าแขกมากมายอย่างเช่น เผ่าหมีราชันต์หิมะ เผ่าฉลามโลหิต และเผ่าวาฬสมุทรคลั่งอยู่ด้วย เรียกได้ว่าขุมกำลังหลักของโลกใบนี้ต่างอยู่กันครบครัน เฟยหรงแม้จะนึกแปลกใจเช่นกันแต่การที่พวกมันอยู่ที่นั่นกันหมดเช่นนี้ก็ทำให้อะไรๆมันง่ายขึ้น

 

ชายหนุ่มทำการฉีกมิติในทันทีและเดินเข้าไปพร้อมกับหญิงงามทั้งสอง ในเวลานี้ถึงเวลาแล้วที่พวกมันจะต้องชดใช้ให้กับความผิดในอดีตที่ทำไว้กับตงกู่เซียน