ซ่งิหลานในสายตาของชายหนุ่มผสมปนเปกันไปด้วยความตระหนกใและรักใคร่ชื่นชมร่างกายทั้งร่างพลันสั่นสะท้าน
ชั่วพริบตาสายตาของนางพลันฉายแววฉงนสนเท่ห์จากนั้นเปลี่ยนเป็ความเ็าอันล้ำลึก
“ที่แท้เป็เ้าเอง!” ถ้วยชาที่ตกเสียงดังของชายหนุ่มในตอนนั้นทำให้สตรีงดงามสูงส่งในห้องใบหน้าพลันปรากฏความไม่สบายใจอยู่หลายส่วน
นางมองชายหนุ่มอย่างตำหนิครู่หนึ่งสีหน้าไม่พอใจเมื่อมองเห็นหญิงสาวที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาริมฝีปากแดงแย้มเย้ยถากถางว่า “คงจะตำหนิไม่ได้ในเมื่อกระทั่งการขออนุญาตก็ยังไม่รู้จักกลับกันยังพรวดพราดเข้ามาอย่างนี้ไร้การอบรมสั่งสอน! แต่เพียงเพราะเป็เ้าข้าจึงไม่แปลกใจแม้แต่น้อย” ครู่หนึ่งนางจึงหันไปบ่นกับฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหว“ท่านแม่ก็ตามใจนางเกินไป ต่อหน้าท่านแม่ยังไร้มารยาทอย่างนี้ข้าว่า ควรจะต้องให้นางรู้จักกาลเทศะมากกว่านี้”
“เ้าหุบปาก”
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวกุมขมับ
นางทอดถอนใจ
ผู้นี้คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางเพราะได้รับความรักใคร่เอ็นดูแต่เล็กจนโต ด้วยเหตุนี้จึงหยิ่งยโสก้าวร้าวอยู่หลายส่วนกระทั่งสมองก็ยังไม่มี
ไร้มารยาทก็ช่างเถอะกระทั่งไม่รู้อะไรดีอะไรไม่ดี ไม่รู้จักสังเกตสีหน้า ยังคิดว่าตนเองคือผู้ที่ฉลาดเลิศล้ำในใต้หล้า
พูดถึงตอนที่เห็นบุตรสาวครั้งแรกนางน่ารักฉลาดหลักแหลมแต่ความเป็จริงแล้วกลับโง่เง่า นางกระทั่งไม่กล้าให้บุตรสาวแต่งกับบ้านอื่นที่ไม่คุ้นเคยกันเพื่อหลีกเลี่ยงให้กินแล้วยังนับเงินให้อีก* บังเอิญว่าในปีนั้นเฉิงกั๋วกงมีความรู้สึกรักแรกพบต่อบุตรรักของนางกระทั่งเพื่อนางแล้วยอมปลดอนุภรรยาทั้งหลาย ดูไปแล้วช่างมีความจริงใจด้วยเหตุนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวจึงได้แต่ยินยอมให้แต่งออกไป คิดว่าบุตรสาวจะสามารถสร้างบารมีด้วยได้ชื่อว่าฮูหยินกั๋วกงมีผู้ชายที่รักใคร่ชื่นชมนางทะนุถนอมนาง ทั้งอยู่ในสายตานาง อยู่ในเมืองหลวงแต่ละวันย่อมต้องผ่านไปอย่างไม่เลวนัก
ใครจะไปรู้่เวลาดีๆอยู่ได้ไม่ถึงสองปีเฉิงกั๋วกงก็รับไม่ได้กับนิสัยโอหังและงี่เง่าของนาง
ตอนแรกมีความจริงใจต่อนางอยู่หลายส่วนแล้วค่อยๆหายไปจนกระทั่งไม่มีเหลือเพราะกังวลกับอิทธิพลจวนโหวอีกทั้งความสัมพันธ์อันดีมาหลายชั่วคนของทั้งสองตระกูลด้วยเหตุนี้จึงยังปฏิบัติต่อนางด้วยดีมาโดยตลอด ทว่ากลับเป็จุดเริ่มต้นของการรับอนุภรรยา
จวนเฉิงกั๋วกงทุกวันนี้เพียงแค่อนุภรรยาที่มีชื่อเสียงเรียงนามออกหน้าออกตาชัดเจนก็มีมากถึงสิบกว่าคนยิ่งไม่ต้องพูดถึงนักร้องนางระบำที่ไม่ระบุชื่อชัดเจนและที่ผู้อื่นนำมาให้เป็ของเล่นชั่วคราวอีก
สตรีเ่าั้และบรรดาบุตรชายหญิงเ่าั้จึงมีอยู่เกลื่อนบ้านให้ผู้อื่นคิดถึงผู้ที่ควรจะคับแค้นใจที่สุดก็ไม่รู้ว่าควรจะเลือกคนไหนดี
บุตรสาวใช้ชีวิตแต่ละวันผ่านไปอย่างนี้เห็นได้ชัดว่าไม่มีกลวิธีกุมหัวใจสามี บรรดาอนุภรรยาและบุตรชายหญิงของพวกนางล้วนถูกควบคุมไว้ชอบยกมือวาดเท้า* ยังกลับมาก่อเื่บ้านแม่อีก ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวแทบจะกระอักเื
นางอายุไม่น้อยแล้วที่จริงก็มิอยากรับเื่รู้ราวเหล่านี้ ในแต่ละวันนอกจากต้องรับฟังฮูหยินเฉิงกั๋วกงบ่นเื่ในบ้านว่าเฉิงกั๋วกงชื่นชมสตรีวัยแรกแย้มที่งดงามคนไหนประมาณนั้นก็ช่างเถอะทว่าต้องมาคอยตามเก็บเื่ของบุตรสาวข้างกาย ไม่ไร้สาระไปหน่อยหรือนวดหัวตาเบาๆพูดขึ้นว่า“คุณหนูสามสวดมนต์ด้วยความจริงใจเพื่อข้าถึงแปดปีรู้จักมารยาทดี เ้าอย่าได้เอาไปพูดเหลวไหล มิเช่นนั้น... ”
นางช้อนสายตาขึ้นั์ตาคมกริบของผู้เฒ่าส่องประกายเยียบเย็นเฉียบขาด
“ข้าจะให้เ้ารับผิดชอบ” จงจิ้งโหวแต่งกับน้องสาวของหลี่กุ้ยเฟยทว่าฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวกลับไม่ได้คิดทุ่มสิ่งมีค่าทั้งหมดวางลงข้างกายหลี่กุ้ยเฟย
ตระกูลผู้ดีมีศักดิ์ในเมืองหลวงล้วนสืบทอดกันมากว่าร้อยปีตำแหน่งฮ่องเต้ยิ่งไม่ใช่อิงเพียงเื่สองเื่ก็ได้มา จึงเข้าใจการแย่งชิงบัลลังก์ฮ่องเต้ดีว่าเป็อย่างไร
ไม่ใกล้ไม่ไกลต้องสนับสนุนอย่างมีขอบเขตเพื่อชิงความชอบจากองค์ชายซึ่งภายหน้าอาจจะได้ขึ้นครองราชย์ทว่าหากนำทุกคนในบ้านไปร่วมเดิมพัน ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยองค์ชายแย่งชิงเพื่อตำแหน่งฮองเฮาอย่างโง่งมนั่นถึงจะเป็คนโง่อย่างแท้จริง
แม้ต้องลงแรงสนับสนุนฮ่องเต้ผู้หนึ่งจริงๆก็ควรคิดถึงตัวอย่างั้แ่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันให้ดีสักหน่อย
กระต่ายตายหมาก็ถูกฆ่า* เมื่อนกถูกยิงหมดแล้วศรก็ถูกเก็บ*ฆ่านกกระสาต้มกินแล้วเอาคันขิมมาเป็ฟืนต้ม!*
สิ่งเหล่านี้ล้วนเรียกว่ารถข้างหน้าคว่ำย่อมเป็ข้อเตือนใจรถที่วิ่งตามหลังมา*
“ท่านแม่ท่านเป็อะไรไป?!” ฮูหยินเฉิงกั๋วกงยังไม่ทันได้แสดงอำนาจต่อหน้าซ่งิหลานก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวทำให้อึดอัดใจอารมณ์ไม่ดีขึ้นฉับพลัน
ตลอดมานางถูกท่านแม่ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวรักใคร่ทะนุถนอมจนเติบใหญ่นิสัยจึงค่อนข้างหยิ่งยโส ถูกตำหนิทั้งยังตวาด สีหน้ายิ่งไม่ยินดีเมื่อมองไปทางหญิงสาวรูปร่างงดงามที่มาคารวะต่อหน้าท่านย่าของนางเห็นนางสวมชุดสีขาวพระจันทร์*กระโปรงชาววังสีฟ้าอ่อนดูเหมือนกาลเวลาค่อยๆเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพียงมองผ่านๆก็รู้ว่าเป็ผ้าซาตินเนื้อดีตอนนั้นชุดสีขาวพระจันทร์ชาววังยาวซ้อนทับกันอยู่บนพื้น
เอวเล็กบอบบางถูกผ้าขนาดเท่าฝ่ามือสีเดียวกันคาดไว้บอบบางดั่งต้นหลิวลู่ลม ยามเยื้องกราย ก้าวย่างสั่นสะท้าน นำมาซึ่งความสวยงามหยาดเยิ้มอย่างเป็ธรรมชาติ
เห็นได้ชัดว่าเป็หญิงงามใบหน้านวลแฝงไว้ซึ่งความสง่างามและสงบ กำลังยื่นมือประคองถ้วยชายื่นให้แก่ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวลูกประคำหยกพวงหนึ่งลู่ลงมาตามข้อมือขาวนวล
นางยิ้มและมองไปรอบๆดั่งกระแสคลื่นซัดสาด ปรากฏเป็ความสง่างามอย่างแท้จริง
ความงดงามของสาววัยแรกแย้มนี้ทำให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงมองแล้วขวางหูขวางตานัก
“เกิดมาก็เหมือนนังจิ้งจอก มิน่าถึงทำให้จิ้นอ๋องลุ่มหลงยอมทำเพื่อเ้า” ในใจนางเคียดแค้นรู้สึกเพียงว่าตัวเองได้พบนางจิ้งจอกที่หาได้ยากบนโลกใบนี้ กัดฟันพูดออกไป
“คำพูดนี้ ฮูหยินกั๋วกงเพียงแค่พูดเล่นกับคนในบ้านสักหน่อยก็ไม่เป็ไรเ้าค่ะแต่ข้าว่า หากให้ฮองเฮาแห่งวังหลังหรือไม่ก็จิ้นอ๋องรู้ว่าท่านติฉินองค์ชายผู้หนึ่งอยู่ข้างนอกเกรงว่าท่านคงถูกดึงปากฉีก” ซ่งิหลานรู้สึกเพียงว่าสายตาแผดเผากำลังมองมาที่ใบหน้าตัวเองนางสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อชำเลืองมองไป ก็เห็นชายหนุ่มหล่อเหลาคมคายผู้นั้นมองมาที่ตัวเองอย่างเลื่อนลอยใบหน้าของเขาขาวสะอาด หล่อเหลา และสง่างาม กิริยาอาการไร้ที่ติ เพียงมองก็รู้ว่าเป็คุณชายที่เติบใหญ่ขึ้นมาในตระกูลผู้ดีมีกินที่หาได้ยากคือชายหนุ่มไม่ได้มีนิสัยเหลาะแหละอย่างลูกผู้ดีตรงกันข้ามกลับสุภาพอ่อนโยน ทำให้ผู้อื่นนิ่งมองอย่างสงบ
ซ่งิหลานคิดถึงเื่ราวเก่าๆเหมือนคิดไปถึงตอนที่ตัวเองยังไม่ได้เดินทางไปอารามเก่าแก่ยังเคยวิ่งเล่นด้วยกัน...
ั์ตาของนางมืดหม่นแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งครั้ง
ปีนั้นทั้งสองยังเล่นด้วยกันนางคิดเพียงแต่ว่าญาติผู้พี่สามารถพึ่งพิงได้ จนท้ายที่สุดเมื่อนางเดินไปถึงทางตัน ต้องจากบ้านคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวไปอยู่ท่ามกลางป่าเขาญาติผู้พี่ท่านนี้ก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือตัวเองแม้เพียงสักครั้ง
บางทีอาจเพราะว่าเขาในตอนนั้นยังเด็กย่อมไม่สามารถขัดแย้งต่อความเห็นของผู้ใหญ่
บางทีอาจเพราะว่าเขาคือบุตรชายคนโตของจวนเฉิงกั๋วกงย่อมไม่สามารถก้าวก่ายเื่ในจวนจงจิ้งโหว
หรือบางทีเพราะ...เขารู้สึกว่าญาติผู้น้องผู้นี้ไม่มีความสำคัญก็แค่ญาติผู้น้องผู้หนึ่งที่จากไป ต่อไปยังมีน้องสี่เล่นเหมยสีเขียวม้าไม้ไผ่*กับเขา จำเป็ต้องเปลืองสมองออกปากด้วยหรือ?
ยังมีกวาดแค่หิมะหน้าบ้านตนอย่าไปสนน้ำค้างหลังคาบ้านผู้อื่น*
นางไม่รู้ว่าญาติผู้พี่ผู้นี้ตอนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ขณะที่ตัวเองกำลังออกจากจวนถึงไม่ได้มาส่ง เพียงแต่ในเมื่อเริ่มต้นดังนี้ก็เหมือนการตัดขาดไมตรีต่อกันโดยปริยายวันนี้ยังต้องมาที่นี่น้ำตาไหลเหมือน้าพบหน้าจับมือซึ่งกันและกันอีกทำไม?
ในใจนางเกิดความเอือมระอาต่อชายหนุ่มผู้นี้อยู่หลายส่วนค่อยๆโยนทิ้งไปจากสมอง
ท่าทีเมินเฉยไม่สนใจไยดีนั่นพลันทำให้ชายหนุ่มใบหน้าซีดเผือด
“น้องสาม...”เขากดเสียงต่ำเรียกออกไปอีกครั้ง
“คุณชายใหญ่!” เห็นลูกรักตื่นตะลึงมองหญิงงามไร้ผู้เปรียบเปรยทว่าท่าทีเยือกเย็นดังเช่นหิมะนั่นของซ่งิหลานฮูหยินเฉิงกั๋วกงเดิมทีคิดจะโอ้อวดและตักเตือนความในใจของซ่งิหลานก็พลันหายไปเพียงเรียกสาวใช้ที่ยืนเงียบกริบอยู่ข้างๆให้เข้ามาเก็บกวาดถ้วยชาที่แตกละเอียดตรงหน้าเลี่ยงที่จะทำร้ายบุตรชายตัวเอง อีกด้านมองซ่งิหลานอย่างระแวดระวังยิ้มเย็นพูดออกไปว่า“แม่เข้าใจว่าเ้าจิตใจดี เวทนาคนที่น่าสงสารเ่าั้ทว่ามีบางคน ในใจคิดนอกลู่นอกทาง มุ่งหวังหลายอย่างจากเ้า!” บุตรชายของนางเป็ผู้สืบทอดของเฉิงกั๋วกง ย่อมมีหญิงสาวไม่น้อยที่คู่ควรเหมาะสม
เฉิงกั๋วกงเป็ตำแหน่งที่มีเกียรติท่ามกลางตระกูลผู้ดีก็มีหน้ามีตามาก หากสามารถแต่งเข้าจวนเฉิงกั๋วกง ให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงพูดเรียกง่ายๆว่าโชคดีไปตลอดชีวิต
“พอได้แล้ว!” มองนางจัดการซ่งิหลานฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวใบหน้าพลันขึงขังขึ้นทันที
นางไม่สามารถทุ่มสิ่งล้ำค่าทั้งหมดวางไว้กับฮองเฮาหรือหลี่กุ้ยเฟยเพียงผู้ใดผู้หนึ่งได้เพราะว่าเดิมทีนางคิดจะเกลี่ยสิ่งล้ำค่านั้นให้ประมาณกันก่อน
จงจิ้งโหวแต่งน้องสาวของหลี่กุ้ยเฟยอย่างนั้นด้านฮองเฮา...
หากจิ้นอ๋องต้องใจซ่งิหลานจริงๆบางทียังเป็ข่าวดีเื่หนึ่ง
“เ้าก็เป็บุตรสาวตระกูลซ่ง ยังกล้าทาสีดำเช่นนี้แล้วชื่อเสียงของบุตรสาวตระกูลซ่งล่ะ? หากคุณหนูสามเป็นังจิ้งจอก ชื่อของเ้าคงจะน่าฟังใช่เล่น?!” ทำร้ายผู้อื่นไม่เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวไม่สามารถอดกลั้นต่อพฤติกรรมที่โง่เง่าได้อีกแล้ว
เห็นฮูหยินเฉิงกั๋วกงใบหน้าไม่รู้สึกสะทกสะท้านใบหน้าเหี่ยวย่นของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวโกรธจนไม่อาจเมตตาเอ็นดูได้อีก สีหน้าปรากฏเค้าความเฉียบขาดพูดว่า“เ้ายังมีหลานสาวหลายคนยังไม่ได้แต่งให้ผู้อื่นเ้าอยากให้พวกนางทั้งหมดแต่งไม่ออกหรือไร? บุตรสาวตระกูลซ่งไม่เพียงแต่เ้า ยังมีคุณหนูสามและพวกนาง หนึ่งคนเสื่อมทุกคนเสียหนึ่งคนรุ่งทุกคนโรจน์ แค่ข่าวลือหนึ่งลือออกไป หญิงสาวตระกูลซ่งทั้งหมดไม่เพียงแต่เ้า ยังมีเด็กๆอีกหลายคน ล้วนไม่เหลือชื่อเสียงที่ดีให้ผู้อื่นสงสัยการอบรมเลี้ยงดูในจวนโหว เ้าในฐานะอาหญิงของนางได้ยินข่าวไร้สาระจากนอกบ้าน ก็ควรตวาดเสียงดังใครกล้าประณามความเลวของนางฉีกปากพวกนางให้ขาด!”
ฉับพลันที่ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวแสดงอำนาจ ทำให้ผู้อื่นเหมือนใจถูกบีบรัด
ซ่งิหลานมองดูฮูหยินเฉิงกั๋วกงถูกด่าอย่างเอาเืหมามารดตัว*
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงถูกตวาดใส่ปาวๆโดนด่าจนโง่งมไปแล้ว
“ท่านแม่ยังกล้าปกป้องยายเด็กอกตัญญูนี่อีกหรือเ้าคะ? ท่านไม่รู้หรือว่า สะใภ้ใหญ่ถูกนางยั่วโมโหจนล้มป่วย...”
“ฮูหยินพูดเองหรือ ว่าถูกข้ายั่วโมโหจนล้มป่วย?” ซ่งิหลานเปิดปากถามขึ้นลอยๆ
หากหลี่ซื่อกล้าพูดว่าถูกนางยั่วโมโหจนนางล้มป่วยลงนั่นยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ คุณหนูซ่งสามไม่นานก็สามารถช่วยให้ชื่อเสียงของมารดาเลี้ยงเลื่องลืออีกครั้ง
รักษาหน้าตาและชื่อเสียงของมารดาเลี้ยงให้เหมาะสมกับบุตรสาวฮูหยินใหญ่คนก่อนไม่ใช่เื่ง่าย
“ย่อมไม่ใช่” ฮูหยินเฉิงกั๋วกงถูกย้อนจนสำลักคำพูด ครู่ใหญ่ถึงได้ฝืนใจพูดออกมา
นางเพียงได้ยินมาว่าหลี่ซื่อป่วยอยู่ทว่าคิดไปแล้ว หลี่ซื่อร่างกายแข็งแรงมาโดยตลอด อยู่ๆล้มป่วยกะทันหันย่อมต้องมีสาเหตุและเร็วๆนี้เื่ที่ทำให้หลี่ซื่อโกรธจัด ก็มีเพียงแค่การกลับมาของซ่งิหลานแล้ว
“ฮูหยินกั๋วกงเห็นข้ายั่วโมโหฮูหยินจนล้มป่วยกับตา?”ซ่งิหลานถามขึ้นมาอีกครั้ง
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงเงยหน้าเห็นสายตาผิดหวังของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวขยับริมฝีปาก ร้องฮึออกมาคำหนึ่งก่อนจะพูดว่า “เปล่า”
“อะไรก็ไม่ใช่ ท่านยังกล้าพูดว่าข้าเป็คนทำอีกหรือเ้าคะ? คำพูดหยาบคายไร้มารยาทนี้คาดไม่ถึงว่าจะออกมาจากปากของอาแท้ๆของข้าเจตนาทำลายชื่อเสียงของข้า ผู้อื่นไม่ได้คาดคิด ทั้งยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย” ใบหน้างดงามของหญิงสาวปรากฏรอยยิ้มเยียบเย็นพูดเสียงเบาเจือความอบอุ่นต่อฮูหยินเฉิงกั๋วกงที่ค่อยๆเบิกตากว้าง “มิน่าข้าเพิ่งจะกลับเมืองหลวงไม่กี่วัน ในเมืองหลวงก็โกลาหลวุ่นวายเพราะข่าวลือที่ใส่ร้ายป้ายสีชื่อเสียงของข้าเดิมที่ ล้วนเป็ท่านอาปล่อยข่าวทำให้ข้าเสื่อมเสียหรอกหรือ” นางนำมือขาวราวหิมะวางลงด้านหนึ่งของโต๊ะไม้แดง ยิ่งขาวกระจ่างจนทำให้ผู้อื่นชำเลืองมองพูดน้ำเสียงนุ่มนวลว่า“ทว่าเห็นจิตใจของท่านอาหญิง ท่านช่างเืเย็นจริงๆ วันนี้จัดการข้าต่อไปภายหน้า เกรงว่าจวนจงจิ้งโหว คงต้องถูกท่านอาหญิงผลักเข้าสู่โคลนตมแล้ว”
“อะไรนะ?!” ฮูหยินเฉิงกั๋วกงทั้งใทั้งโมโหไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าซ่งิหลานจะก้าวข้ามหัวตัวเองไปคว่ำหม้อดำ*ลง
ข้างนอกมีข่าวลือกันว่าซ่งิหลานไม่เคารพผู้าุโไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาและกำเริบเสิบสานไร้มารยาทแต่ว่า...
พวกนั้นล้วนไม่ใช่นางปล่อยข่าวออกไป
นางถูกปรักปรำ!
*叫人吃了还给人数钱 ให้กินแล้วยังนับเงินให้อีก หมายความว่า ยอมเสียผลประโยชน์
*指手画脚 ยกมือวาดเท้า หมายความว่า แสดงกิริยาท่าทางประกอบคำพูด
*兔死狗烹 กระต่ายตายหมาก็ถูกฆ่า หมายความว่า คนที่ทำอะไรให้สมประโยชน์แล้วก็หมดความหมาย
*鸟尽弓藏 เมื่อนกถูกยิงหมดแล้วศรก็ถูกเก็บ หมายความว่าเมื่อเื่สำเร็จเรียบร้อย คนที่เคยช่วยเหลือก็หมดความหมาย
*煮鹤焚琴 ฆ่านกกระสาต้มกินแล้วเอาคันขิมมาเป็ฟืนต้ม หมายความว่า ทำลายบรรยากาศทำลายทิวทัศน์อันสวยงาม
*前车之鉴 รถข้างหน้าคว่ำย่อมเป็ข้อเตือนใจรถที่วิ่งตามหลังมา หมายความว่าความล้มเหลวของคนรุ่นเก่าเป็กระจกเงาของคนรุ่นหลัง
*月白色 ขาวพระจันทร์ หมายความว่า สีฟ้าอ่อน ชาวจีนโบราณคิดว่าสีของพระจันทร์ไม่ใช่เหลืองอ่อนหรือขาวนวล แต่คือสีฟ้าอ่อน
*青梅竹马 เหมยสีเขียวม้าไม้ไผ่ หมายความว่าคนหนุ่มสาวที่เติบโตโดยเล่นด้วยกันมาั้แ่เด็ก
*各人自扫门前雪,莫管他人瓦上霜罢 กวาดแค่หิมะหน้าบ้านตน อย่าไปสนน้ำค้างหลังคาบ้านผู้อื่นหมายความว่าไม่มีเวลามากมายให้เื่ไร้สาระ
*狗血淋头 เอาเืหมามารดตัว หมายความว่า ถูกด่าเละเทะ
*扣黑锅 คว่ำหม้อดำ หมายความว่า ให้เป็แพะรับบาป
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwrite ด้วยน้า