นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กงจื่อเย่ออกเดินทางตามหาร่องรอยของอู๋เยว่ชิงทุกหนแห่ง ยามคิดถึงหรือเหนื่อยล้าหัวใจมักจะหยิบถุงหอมและปิ่นปักผมที่เคยมอบให้นางมาดู
เขาเริ่มฟื้นฟูตำหนักจันทราให้เป็นเหมือนเดิมแล้วใช้เป็นสถานที่พักผ่อนยามค่ำคืน กลิ่นอายเก่า ๆ หวนกลับมาทุกครั้งจนเขานึกอยากย้อนวันเวลากลับไป
“เจ้าอยู่ที่ใดหรือเยว่ชิง” จอมมารกวาดสายตามองไปรอบตำหนักที่เวลานี้เริ่มมีต้นไม้ดอกไม้ผลิบานตามฤดู “ดอกไม้งดงามปานนี้แล้ว เจ้าไม่อยากเห็นหรือ”
คำถามของเขาไม่มีเสียงตอบกลับมา ความว่างเปล่าเกาะกุมหัวใจจนทรมาน
ในเมื่อตามหาทุกหนทุกแห่งแล้วยังไม่พบเจอ คงจะเหลือเพียงสถานที่สุดท้าย หากเสี้ยววิญญาณของนางยังคงอยู่ บางทีนางอาจจะยังอยู่ที่แห่งนั้น
เขาจึงออกเดินทางไปยังสุสานอันซีซึ่งเป็นสุสานวิญญาณของเหล่าเทพเซียน แม้จะรู้ตัวว่าถ้าเข้าไปยังที่แห่งนั้นจะต้องเจ็บปวดเพราะถูกชำระล้างพลังมารแต่กระนั้นกงจื่อเย่ก็ยังเลือกที่จะทำอย่างที่ตั้งใจ
“ข้าต้องพาเจ้ากลับออกมาให้ได้เยว่ชิง” เขาเอ่ยคำนั้นไปกับสายลมที่พัดผ่านมาหวังว่าใครคนหนึ่งจะรับรู้ความรู้สึกของเขาแล้วก้าวเข้าไปยังดินแดนต้องห้ามสำหรับมารปีศาจ
หากเป็นมารปีศาจตนอื่นแล้วคงจะทนไม่ได้ในเพียงไม่กี่ชั่วยามแต่กงจื่อเย่กลับปักหลักอยู่ในนั้นราวกับเป็นบ้านหลังที่สอง เป้าหมายหนึ่งเดียวคือตามหาเสี้ยววิญญาณของผู้เป็นที่รักโดยไม่สนว่าร่างกายและแก่นวิญญาณของตนจะถูกกัดกินไปมากเท่าใด
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในเวลานั้นเทียบเท่ากับความรู้สึกโหยหาที่เขามีต่อนางไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะถามไถ่ดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ข้างในมากเพียงไหน กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเทพดาราหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใด
กระนั้น กงจื่อเย่ไม่ละความพยายามดั้นด้นค้นหาต่อไปไม่รู้วันไม่รู้คืน บางคราร่างกายอ่อนแอต้องหยุดพักอยู่ครู่หนึ่ง กระอักเลือดออกมากอง หายใจติดขัดจะตายให้ได้แต่เมื่อเข้ามาลึกแล้วจึงไม่อาจย้อนกลับ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ทำมาคงสูญเปล่า
บางที นางอาจรอเขาอยู่ที่ใจกลางสุสานอันซีหรือจุดสิ้นสุดของสถานที่แห่งนี้ก็เป็นได้
จอมมารไม่รู้ว่าสุสานวิญญาณเทพเซียนกว้างใหญ่แค่ไหนเพราะไม่แยแสความจริงนั้น หากร่างกายนี้ของเขาทนรับการชำระล้างไม่ไหวก็แค่แตกสลายไปเท่านั้น
เมื่อวันใดถือกำเนิดจากโคลนตมความชั่วร้ายขึ้นมาใหม่ เขาจะกลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้งและตามหานางจนกว่าจะเจอ อุปสรรคใด ๆ มิอาจขวางกั้น สายตาของกงจื่อเย่มุ่งมั่น กัดฟันยืนขึ้นเดินหน้าอีกครั้งพร้อมความหวังว่าจะได้พบหน้านางผู้นั้นโดยเร็ว
อีกทางด้านหนึ่งในยมโลก
วิญญาณที่น่าสงสารของหญิงสาวกำลังตามหาใครบางคนอยู่เพียงลำพัง ทั้งยังเอาแต่หลีกเลี่ยงไม่ยอมให้ผู้ปกครองยมโลกจับตัวนางได้
“เจ้าอยู่ที่ใดหรือ กลับมาหาข้าได้หรือไม่” อู๋เยว่ชิงเอ่ยพึมพำมองไปรอบตัว
นางไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมจึงทำเช่นนี้เพราะความทรงจำถูกลบทิ้งจนไม่มีเหลือ เพียงแต่ว่าความรู้สึกอย่างหนึ่งยังชัดเจนอยู่ในใจว่านางมีบุตรชายหนึ่งคนและไม่อยากปล่อยเขาไว้ในยมโลกเพียงลำพัง อย่างน้อยควรจะได้เดินทางข้ามสะพานไน่เหอไปด้วยกัน
ความรู้สึกที่ว่านางไม่อาจปกป้องเขาได้ยังคงติดตรึงในใจเสมอมา อู๋เยว่ชิงหงุดหงิดตัวเองที่จำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อและใบหน้าของบุตรชายได้แต่เดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้จุดหมาย
คราใดได้พบดวงวิญญาณของเด็กน้อย นางจะวิ่งเข้าไปหาในทันทีแต่ความรู้สึกกลับบอกว่าเด็กน้อยเหล่านั้นไม่ใช่ลูกที่จากไปแล้วของนาง
อู๋เยว่ชิงจึงยังคงติดอยู่ในยมโลกนานแสนนานเพราะไม่อาจละทิ้งห่วงที่ผูกมัดนางไม่ให้ไปไหนได้
ถึงอย่างนั้น เทพดาราผู้นี้ไม่สนใจสิ่งอื่นใดดิ้นรนตามหาวิญญาณของลูกชายตัวเองต่อไป
กาลเวลาในสุสานวิญญาณเทพเซียนและยมโลกหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปนานแค่ไหน ทั้งสองไม่อาจรู้ได้เลย ต่างฝ่ายต่างตามหาคนสำคัญของตัวเองไม่ลดละ แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อใดแต่ไม่อาจล้มเลิกได้อย่างแน่นอน
จนกระทั่งวันหนึ่ง อู๋เยว่ชิงเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ในใจจึงเดินตรงไปข้างหน้าโดยไม่รอช้า สัมผัสที่นางรับรู้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก มือข้างหนึ่งเอื้อมออกไปจนสุดแขนคว้าได้เพียงชายผ้าผูกผมที่ปลิวไสวอยู่ข้างหน้า
พลันร่างเล็ก ๆ หันกลับมามองด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตามีน้ำใสคลอ “ท่านแม่”
เด็กน้อยโอบกอดหญิงสาวตรงหน้าเอาไว้ด้วยความคิดถึง ไม่คิดเลยว่าต้องพรากจากกันไปนานถึงขนาดนี้
แม้อู๋เยว่ชิงไม่อาจจำได้ว่าเด็กน้อยเป็นผู้ใดแต่ในใจของนางยังคงรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาคือคนสำคัญในชีวิต ความรู้สึกที่สัมผัสได้ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่นางพบเจอในยมโลก ครั้งนี้นางจึงมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าเขาคือคนที่นางกำลังตามหาอยู่
“ท่านแม่อย่างนั้นหรือ” อู๋เยว่ชิงทวนคำพูดของเขาแล้วโอบกอดกลับไปอย่างอ่อนโยน “เหตุใดข้าถึงจำเจ้าไม่ได้”
“ท่านแม่ อย่าได้คิดกังวลไปเลยขอรับ เวลานี้ มีเพียงข้า อีนั่วผู้นี้จำท่านแม่ได้ก็พอแล้วขอรับ” เขาเอ่ยปากบอกนาง ทั้งยังเปลี่ยนคำเรียกหาไม่เหมือนเดิม ก่อนจะพูดต่อ “ท่านแม่ ไปจากที่นี่กันเถิดขอรับ ยังไม่ถึงเวลาข้ามสะพานไน่เหอเสียหน่อย”
“...” อู๋เยว่ชิงไม่เข้าใจ วิญญาณที่อยู่ในยมโลกล้วนแล้วแต่ต้องผ่านสถานที่แห่งนี้เพื่อไปยังโลกหน้า หากแต่เขากลับบอกว่ายังไม่ถึงเวลา
“ท่านแม่ ตามข้ามาเถิด” อีนั่วไม่รอช้ากุมมือนางเอาไว้ไม่ยอมปล่อยแล้วหายตัวจากแดนคนตายในพริบตา
หลังจากกงจื่อเย่ใช้พลังมารดึงวิญญาณอีนั่วกลับมา เขาได้รู้ความจริงบางอย่างที่คนเป็นบิดากระทำจึงเอาแต่เงียบไม่แสดงอาการอะไรออกมา
ทว่า อีนั่วมีสายใยหนึ่งที่ก่อเกิดขึ้นตลอดสิบปีที่กงจื่อเย่ร่ายกระแสพลังตามหาวิญญาณของเขา สิ่งนั้นทำให้เขารู้ว่ามารดาที่แตกสลายของตนกำลังทุกข์ทรมานอยู่ที่ใด
เขาจึงไม่รีรอออกตามหาจนได้พบเจอนางอีกครั้งอย่างในวันนี้ ทั้งยังทำใจไว้แล้วว่ามารดาอาจไม่เหลือความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับตนสักนิด และหากอดีตนั้นมันเจ็บปวดจนเกินจะรับไหว เขาจะไม่รื้อฟื้นขึ้นมาแต่จะสร้างความทรงจำใหม่ร่วมกับนาง
“ท่านแม่ บ้านของเราเป็นอย่างไร บ้านหลังเล็ก ๆ ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีเหลืองอร่ามบานสะพรั่งตลอดปี ด้านหลังตรงโน้นมีลำธารน้ำใสไหลผ่าน แล้วก็ตรงโน้นยังมีพืชผักไก่ไข่ เราสองคนเคยอยู่ที่นี่ด้วยกันขอรับ” เด็กน้อยยิ้มแป้นสดใสชี้ตรงโน้นตรงนี้แนะนำอู๋เยว่ชิงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“อย่างนั้นหรือ” นางขมวดคิ้วครุ่นคิดมองสิ่งรอบตัวที่ดูแปลกใหม่ไปหมด “อีนั่ว”
“ขอรับ” ดวงตาใสแจ๋วไร้เดียงสาทำให้นางไม่นึกสงสัยอะไรมากมาย อย่างน้อยความรู้สึกเจ็บปวดในเวลานี้ค่อย ๆ เจือจางลงเพราะได้พบกันอีกครั้งจึงตัดสินใจว่าจะดำรงชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างสงบสุข
“ข้าขอโทษที่จำเจ้าไม่ได้ หากเราสองคนมาเริ่มต้นกันใหม่ เจ้าว่าอย่างนั้นดีหรือไม่”
“ขอรับ” เขาพยักหน้าแล้วบอกอีกว่า “อย่าไปจำอะไรที่ไม่ดีเลยขอรับ เรื่องใดลืมได้ก็ลืมไปให้หมด แค่ได้อยู่กับท่านแม่เหมือนในวันวาน ข้าไม่ขออะไรอีกแล้ว”
รอยยิ้มมารน้อยมีเลศนัยบางอย่าง พลังที่เขาได้สะสมมากระจายจากร่างเล็กน้อย พึมพำออกมาให้นางได้รับรู้ “อย่าได้สงสัยอันใดอีกเลยนะขอรับ”
อู๋เยว่ชิงพยักหน้าอย่างว่าง่ายราวกับโดนมารสะกดพลางลูบศีรษะของลูกชายด้วยความอ่อนโยนก่อนจูงมือกันเดินเข้าบ้านหลังน้อยที่อีนั่วจัดฉากเตรียมเอาไว้และใช้ชีวิตเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาสองคนในที่ห่างไกลผู้คนตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยปี