เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 130 ชั้นที่หก

            “ข้าต้องการห้องฝึกนั่น เจ้าจงไสหัวไปซะ!”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะนั้นอุณหภูมิในอากาศก็เริ่มลดลงอีกครั้ง

            ชายคนนั้นพลันหน้าเสียขึ้นมาทันที ไม่หลงเหลือท่าทางอวดดีเหมือนตอนที่เดินออกมาสักนิดหลินเฟิงแข็งแกร่งมาก!

            “บัดซบเอ๊ย! ข้าวิ่งออกมาทำไม?!”

            ชายคนนี้ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ ได้มาเจอกับคนที่แข็งแกร่งกว่า ช่างเป็นโชคร้ายของเขาจริงๆ

            ตอนนี้เองประตูห้องฝึกก็ทยอยเปิดออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับศีรษะของคนจำนวนมากที่ชะโงกหน้าออกมามอง แต่เมื่อพวกเขารู้สึกได้ถึงลมปราณอันเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของหลินเฟิงก็รีบหดหัวของตัวเองกลับเข้ามาในห้องทันควัน เรื่องนี้พวกเขาจะไม่ยุ่ง

            “เจ้าจะไสหัวไปเองหรือจะให้ข้าช่วย?” หลินเฟิงกล่าวด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารทำให้อีกฝ่ายตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว 

            เขามองหลินเฟิงด้วยสายตาไม่พอใจก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบนโดยทิ้งห้องของตัวเองให้กับหลินเฟิง

            “ผู้ที่แข็งแกร่งจะข่มเหงผู้ที่อ่อนแอได้นี่คือความจริงของโลกนี้”

            หลินเฟิงคิดขณะสลายลมปราณกับจิตวิญญาณ หากเขาไม่แสดงพลังของตัวเองออกมาเกรงว่าชายชุดดำคงแย่งห้องฝึกของเขาไปแล้ว เพราะคิดว่าเขาอ่อนแอ

            หลังจากที่ชายชุดดำจากไปได้ไม่นาน ก็มีคนเปิดประตูออกมาด่าเขาถ้าแข็งแกร่งไม่พอ เกรงว่าชายคนนั้นคงลงมือทำร้ายเขาโดยไม่สนเหตุผลอย่างแน่นอนแต่เพราะเขาแข็งแกร่ง ทำให้สามารถแย่งห้องฝึกมาจากอีกฝ่ายได้ และทำให้คนอื่นๆ ไม่กล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวแล้วกลับเข้าห้องของตัวเองไปอย่างเงียบๆ

            โลกของนักรบนั้นไร้ซึ่งความเมตตาและความสงสาร ถ้าหากเจ้าอ่อนแอและยังดูเป็นมิตรเชื่อเลยว่าเจ้าจะถูกคนอื่นข่มเหงรังแกและแย่งชิงของของตัวเองไปกลับกันถ้าเจ้าแข็งแกร่ง ต่อให้มีมีนิสัยเหมือนอันธพาล คนอื่นๆ ก็ยังคงเคารพยกย่องเจ้าอยู่ดีเพราะโลกนี้ชื่นชมผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น

            “หยวนซาน เจ้าไปใช้ห้องนั้นซะ อ่อควรเตรียมหินหยวนของเจ้าไว้ด้วย ถ้าหากเวลาในห้องฝึกไม่ถึง 3 เดือนเจ้าก็ต้องใช้หินหยวนของตัวเอง เพื่อจะได้ฝึกฝนต่อ”

            หลินเฟิงหันไปกล่าวกับหยวนซาน หยวนซานพยักหน้า เขาไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อยด้วยพลังของหลินเฟิง พวกเขาไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีห้องฝึกให้ใช้

            “ต้วนเฟิง จิ้งหยุนพลังของพวกเจ้าทั้งสองคนยังอ่อนแอนัก และหยวนชี่ที่นี่ก็หนาแน่นเกินไปมันไม่เป็นประโยชน์สำหรับพวกเจ้า ดังนั้นหลิ่วเฟยเจ้าไปที่ห้องฝึกห้องนั้น” หลินเฟิงกล่าวขณะที่ชี้ไปยังห้องฝึกที่ตัวเองเพิ่งจะเดินออกมา

            ต้วนเฟิงและจิ้งหยุนก็ไม่คัดค้านแต่อย่างใด  แต่หลิ่วเฟยกลับถามหลินเฟิงว่า“ถ้าข้าใช้ห้องนั้น แล้วเจ้าล่ะ?”

            “ไม่จำเป็นต้องห่วงข้า ข้าจะหาห้องอื่นที่เหมาะสมกับข้าเอง”

            “ได้”

            หลิ่วเฟยพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อไปว่า “อีก 3 เดือนเจอกัน”

             พูดจบหลิ่วเฟยก็เดินเข้าไปในห้องฝึกทันที

            หลังจากนั้นหลินเฟิงก็พาต้วนเฟิงกับจิ้งหยุนไปหาห้องฝึกต่อเนื่องจากชั้นที่ 11 และชั้นที่ 12 เต็ม พวกเขาจึงขึ้นไปถึงชั้นที่ 13 และพบห้องฝึกที่ว่างอยู่สองห้องจึงให้ต้วนเฟิงกับจิ้งหยุนเข้าไปบ่มเพาะ

            ตั้งแต่ชั้นที่ 11 ขึ้นไป ห้องฝึกทุกห้องจะต้องใช้หินหยวนระดับต่ำต่อการบ่มเพาะหนึ่งวันหลินเฟิงมอบหินหยวนระดับกลางให้กับพวกเขาคนละหนึ่งก้อนซึ่งมันทำให้พวกเขาสามารถฝึกฝนในนี้ได้ 100 วัน

            เรื่องนี้ทำให้หลินเฟิงรู้สึกเศร้าเล็กน้อยถ้าอยากให้การบ่มเพาะพลังเร็วขึ้น ก็ต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลถ้าไม่ใช่เพราะว่าในแหวนมีหินหยวนเป็นจำนวนมากล่ะก็แม้แต่หินหยวนระดับต่ำก็คงไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหินหยวนระดับกลางเลย

            ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมห้องฝึกที่อยู่ในชั้นสูงๆ จึงมีคนมาก ความจริงแล้วคนที่อยู่ในชั้นสูงๆส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าไรนักและยังมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 พวกเขาได้รับหินหยวนระดับต่ำและยังมีจำนวนที่น้อยนิดทำให้ไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้นาน

            ในทางตรงกันข้าม ผู้บ่มเพาะพลังที่แข็งแกร่งมักจะได้รับหินหยวนจำนวนมากพวกเขาสามารถบ่มเพาะพลังในชั้นล่างๆ ของหอฝึกฝนได้ และห้องฝึกที่อยู่ในชั้นล่างๆ จะเป็นสถานที่ที่มีหยวนชี่หนาแน่นที่สุด

            นี่คือวงจรที่ผู้แข็งแกร่งก็จะยิ่งแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วส่วนผู้ที่อ่อนแอก็จะก้าวหน้าไปได้อย่างเชื่องช้า

            ตอนนี้เหลือหลินเฟิงเป็นคนสุดท้ายแล้วห้องที่อยู่ชั้นบนไม่มีห้องฝึกที่ว่างเลยสักห้องดังนั้นหลินเฟิงจึงตัดสินใจลงมาหาห้องฝึกที่ชั้นล่างๆ แทน

            หลินเฟิงเดินหาห้องตั้งแต่ชั้นที่ 10 ชั้นที่ 9 จนกระทั่งมาถึงชั้นที่ 6 แล้วค่อยหยุดอยู่ที่ชั้นนี้

            ชั้นที่ 6 มีห้องฝึกอยู่ทั้งหมด 8 ห้อง และทุกห้องก็มีแสงสว่างจากหยวนชี่เปล่งประกายอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีคนกำลังบ่มเพาะพลังอยู่

            หลินเฟิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของชั้น 6 แล้วนั่งขัดสมาธิระหว่างตรงกลางของสองห้องฝึก

            ความรู้สึกเย็นสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่างหลินเฟิงรู้สึกได้ถึงหยวนชี่ที่หนาแน่นรอบๆ ตัว

            ชั้นที่หกอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดหยวนชี่พอสมควรดังนั้นต่อให้ไม่ต้องพึ่งพาห้องฝึกเพื่อดึงดูดหยวนชี่มาให้ แต่บริเวณรอบๆ ก็ยังคงมีหยวนชี่ทะลักออกมาอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ความผันผวนของหยวนชี่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องฝึกชั้นที่ 10

            บนชั้นนี้จะต้องใช้หินหยวนระดับต่ำ 3 ก้อนต่อหนึ่งวันเนื่องจากความหนาแน่นของหยวนชี่ในชั้นนี้มากกว่าในห้องฝึกของชั้นที่ 10 หลายเท่า ดังนั้นจึงต้องใช้หินหยวนเป็นจำนวนมาก

            ถ้าศิษย์สามารถเลือกชั้นได้ตามใจพวกเขาคงเลือกที่จะไปชั้นที่อยู่ด้านล่างสุดเพราะมันใกล้กับแหล่งกำเนิดหยวนชี่มากที่สุด

             แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า คนที่แข็งแกร่งที่สุดจะมีสิทธิ์ในการเลือก พลังคือมาตรฐานสำหรับทุกอย่าง

            ตอนนี้เองหลินเฟิงก็เริ่มบ่มเพาะพลังอย่างเงียบๆ

            ผ่านไปได้ไม่นาน ก็มีคนจำนวนหนึ่งเดินผ่านมาทางนี้เมื่อพวกเขาเห็นหลินเฟิงนั่งบ่มเพาะพลังอยู่ด้านนอก ก็อดไม่ได้ที่จะตาโตขึ้นมาด้วยความตกใจ

            “ทำไมถึงมีคนมาบ่มเพาะพลังอยู่นอกห้องฝึกล่ะ? นี่เขาไม่กลัวถูกคนอื่นรบกวนเอาเหรอ?!” พวกเขาคิดในใจอย่างเงียบๆ

             การบ่มเพาะพลังก็เหมือนกับการขัดเกลาจิตใจจิตใจของผู้ฝึกยุทธ์จะต้องสงบนิ่ง ไร้สิ่งใดรบกวน เพื่อที่จะเข้าสู่สภาวะการบ่มเพาะพลังที่ดีที่สุดและสื่อสารกับหยวนชี่ฟ้าดิน ก่อนจะดึงหยวนชี่เหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายเพื่อยกระดับพลังของตัวเอง

            ช่วงเวลาในการบ่มเพาะพลัง คือช่วงเวลาที่ต้องไม่มีใครมารบกวน

            แต่หลินเฟิงกลับมานั่งบ่มเพาะพลังอยู่ด้านนอก ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมากและที่น่าตกใจไปยิ่งกว่านั้นก็คือการที่รอบตัวของหลินเฟิงกลับมีหยวนชี่เป็นจำนวนมากห้อมล้อมเขาไว้พวกมันไหลเข้าไปในร่างของหลินเฟิงอย่างต่อเนื่องและบ้าคลั่งนี่เป็นสภาวะการบ่มเพาะที่สมบูรณ์ที่สุด

            “เจ้าหมอนี่ไม่มีหินหยวนเหรอ? ถึงได้มานั่งบ่มเพาะพลังอยู่ตรงนี้?! ถ้าเขาถูกรบกวนในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะขึ้นมามันจะน่ากลัวมากเลยนะ”

            “พวกไม่มีสมอง มาบ่มเพาะพลังข้างนอกเนี่ยนะ? ถ้าถูกคนไม่หวังดีลอบทำร้ายขึ้นมาผลที่จะตามมาคงไม่น่าชมเท่าไร”

            ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันกระซิบกระซาบ ภายในหอฝึกฝนไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้นอกเสียจากว่าจะมีคนอื่นเข้าไปรบกวนการบ่มเพาะของตัวเองนี่ก็เพื่อทำให้ศิษย์ของสำนักเทียนอี้มีสภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะภายในหอฝึกฝนที่ดีที่สุด

            แต่หลินเฟิงไม่ได้บ่มเพาะพลังอยู่ในห้องฝึกแต่กลับมาบ่มเพาะพลังอยู่ด้านนอก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

            ขณะที่หลายๆ คนมารวมตัวกันอยู่ที่ชั้นนี้ หยวนชี่ที่อยู่ในห้องฝึกข้างๆ หลินเฟิงก็เริ่มอ่อนแอลงทำให้ฝูงชนพากันตกตะลึง

            นี่มันหมายความว่าเวลาบ่มเพาะในห้องนั้นใกล้จะหมดลงแล้วและผู้ที่บ่มเพาะในห้องนั้นก็กำลังจะออกมา!

            ในเวลาเดียวกันหลินเฟิงก็ลืมตาขึ้น หยวนชี่ที่กำลังล้อมรอบตัวเขาอยู่ก็ถูกซึมซับเข้าไปในร่างเมื่อเห็นแสงสว่างจากห้องที่อยู่ข้างๆ กำลังจางลง ดวงตาของเขาก็ฉายแววยินดีขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้นยืน

            ฝูงชนรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ พวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหลินเฟิงถึงมานั่งบ่มเพาะพลังอยู่นอกห้องนี้ ที่แท้เขาก็กำลังรอให้คนที่อยู่ในห้องนั้นออกมานั่นเอง

            แต่หลินเฟิงจะได้ห้องอย่างนั้นหรือ?

            ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งพากันทยอยขึ้นมาที่ชั้น 6 อย่างต่อเนื่อง

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน