เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบเก้า กบฎ

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบเก้า

     

    ภายในกระโจมเสามังกรหลังถูกฟ้าฟาดกลางทะเลทรายทุกสิ่งยังคงเงียบงัน แสงอัศจรรย์จางหายไปแล้วเหลือไว้เพียงกลิ่นไหม้บางเบาจากเสาและหนังผ้าของกระโจมที่ถูกฟ้าผ่าเป็นรูเหนือหัว

    ร่างสูงยังคงนั่งแน่นิ่งดวงตาที่หลับไปช่วงครู่ลืมตื่นขึ้นมายังคงทอแววเศร้าโศกจ้องมองเพียงร่างบอบบางที่แนบอยู่ในอ้อมกอดบ่ากว้างของเขาเคร่งเครียดจนเกร็งตึง มือหนึ่งกอดแน่นอีกมือยังวางทาบหน้าผากของหญิงสาวคล้ายหวังว่าความอบอุ่นจะปลุกนางให้ฟื้นขึ้นมาได้

    เสียงฝีเท้าจากภายนอกดังโครมครามพร้อมเสียงอึกทึกหลัวไท่ขาย เก่อเหยียน อาเต๋อ และนายกองคนอื่นๆ กรูเข้ามาภายในด้วยความเป็นห่วงหลังเหตุอัสนีฟาดเมื่อครู่ทำให้ไม่มีใครอยู่นิ่งเฉยได้

    เมื่อทุกสายตาปะทะกับภาพตรงหน้าทุกอย่างเหมือนหยุดเคลื่อนไหวไม่มีเพลิงไหม้ ไม่มีเสียงโอดครวญ ไม่มีแม้แต่เศษซากความวุ่นวายหากมีเพียงร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ยังโอบสตรีผู้หนึ่งเอาไว้แนบอกราวกับเวลาของโลกทั้งใบหยุดหมุนลงเพื่อรอคำตอบจากสวรรค์

    แต่แล้วร่างที่ไม่มีชีพจรใดๆตอบสนองแล้วก็พลันกระตุกเบาๆ ริมฝีปากบางสีซีดค่อยๆ ขยับ เปลือกตาที่ปิดสนิทกระพริบถี่ก่อนดวงตาคู่นั้นลืมขึ้นอย่างเชื่องช้าดำขลับลึกล้ำ กระทั่งจ้องสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่จับจ้องนางอยู่ไม่ห่างตลอดเวลา

    แววตาของหลิวชิงเซียงสั่นไหวในเสี้ยวอึดใจริมฝีปากแห้งแตกเอื้อนเสียงแผ่วเบา “อันซื่อ” เสียงนั้นเบาหวิวแทบหลอมละลายไปกับเสียงลมจากนอกกระโจม แต่ก็ชัดเจนพอให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน

    โม่เหวินหานเหมือนมีบางสิ่งจุกอยู่ที่ลำคอเขาเม้มปากแน่นชั่วครู่ก่อนจะตอบกลับเสียงเคร่งแผ่ว “เตี้ยวเถียน”

    ราวกับเสียงนั้นปลดพันธะบางอย่างที่พันธนาการหัวใจของทั้งสองไว้หลิวชิงเซียงเผยรอยยิ้มจางบนใบหน้าซีดจางแล้วหลับตาลงอีกครั้งคราวนี้ร่างไม่แข็งทื่อ หากแต่เรียบสงบ ช่วงอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแผ่วเบานางยังหายใจอยู่แม้จะเบามากก็ตาม

    โม่เหวินหานสูดลมหายใจลึกแล้วประคองร่างคนรักวางลงอย่างนุ่มนวลบนฟูกมือหนาจัดหมอนให้พิงศีรษะอย่างมั่นคงก่อนจะเรียกหมอมาตรวจอาการทันที

    หมอทั้งสองที่ถูกตามเข้ามาตรวจพร้อมกันอย่างเร่งรีบพวกเขาตรวจชีพจรและลมหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะหันมาคำนับ “ร่างกายแม่นางหลิวแม้ชีพจรจะยังอ่อนนัก แต่มีทิศทางที่ดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ หากพักผ่อนต่อไปอีกสักระยะอาจจะฟื้นตัวได้”คำพูดนั้นราวสายน้ำชะล้างทรายร้อนบนใจของทุกผู้คน

    แต่แล้ว..วันแรกผ่านไป วันที่สองผ่านไปก็ยังไม่ฟื้น

    แม้ทุกลมหายใจจะสม่ำเสมอแก้มสีซีดจะเปลี่ยนเป็นอมชมพูน้อยๆ แผลมีการรักษาตัวร่างของนางไม่ได้ดูเหนื่อยอ่อนเช่นเดิมอีกต่อไปแต่ถึงกระนั้นหลิวชิงเซียงก็ยังไม่ตื่น

    หมอประจำกองทัพพากันนิ่วหน้าต่างคนต่างปรึกษาใต้เสียงกระซิบ แม้ชีพจรดีขึ้นมาก ร่างกายตอบสนองปกติแต่เหตุใดจึงไม่ฟื้น?ไม่มีคำตอบใดๆ ให้กับผู้ที่เฝ้ารอ มีแต่ข้อสันนิษฐานที่ลอยลมคล้ายว่านางไม่อาจตัดใจจากนิทรา

    ทว่าโม่เหวินหานรู้ดีในใจลึกๆ เขารู้ เบื้องหลังชีวิตและความตายนี้ มีบางสิ่งที่สวรรค์ผูกตรึงไว้อยู่ “หากเจ้าจะอยู่ต่อ..ก็ต้องให้เราปลดพันธะให้หมดก่อนใช่หรือไม่” เขาเอ่ยเบา ขณะจับมือนางแน่นขึ้น

    คำสัตย์ในอดีต..คำมั่นของเทพจักรพรรดิที่ครั้งหนึ่งเคยทำต่อฟ้าต่อดินโองการสวรรค์ไม่อาจหลบเลี่ยง เพราะมันยังไม่จบสิ้น..พันธะแห่งคำสาบานที่ฝังไว้ในแกนวิญญาณ

    หากไม่จบเสีย..สวรรค์จะไม่ปล่อยให้หญิงตรงหน้าเปิดตาได้อีกครั้งเพราะเขาไม่อาจมีพันธะอื่นได้ ปาฏิหาริย์จะไม่เกิดโดยไร้สิ่งแลกเปลี่ยนอีกแล้ว

    โม่เหวินหานออกคำสั่ง“พานางไปรักษาตัวที่จวนของเฉียนอ๋องในจิงเหยียน” อยู่ที่นั่นนางจะได้รับการรักษาที่สะดวกกว่าทั้งจวนของเฉียนอ๋องก็คงสบายกว่าค่ายทหาร ส่วนเขาก็ถึงเวลาลงมือจัดการซีเป่ยได้เสียที

    ...

    ทางด้านเมืองหลวงต้าเหว่ยกลางแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันที่คล้อยลงเงาสะท้อนของธงหลวงปลิวไสวเหนือหอคอยสูงถูกทาบด้วยเงามืดของสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้น

    ภายในตำหนักท้องพระโรงเฉียนอ๋องนั่งอยู่หลังโต๊ะตรวจฎีกา เส้นผมรวบด้วยห่วงหยกเครื่องแต่งกายสีดำขลิบทองบ่งบอกฐานะสูงศักดิ์ ช่วงอกมีลายพญาเหยี่ยวกำลังสยายปีกขณะขุนนางกำลังกราบทูลฎีกาฉบับหนึ่งเงาทะมึนของทหารสื่อสารก็เข้ามาด้านในอย่างร้อนรนท่าทางมิได้ถือเป็นธรรมเนียมเท่าใดนัก

    “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะข้าน้อยมีสารเร่งด่วนจากทางแดนใต้!” ทหารหนุ่มคุกเข่าถวายม้วนสารขณะหอบหายใจจากการควบม้ารวดเดียวข้ามสามด่านเมือง

    เฉียนอ๋องพยักหน้าให้ขันทีข้างกายรับสารก่อนจะคลี่ออกอ่านด้วยตนเอง

    แววตาที่เคยเยือกเย็นพลันแข็งกร้าวขึ้นในทันใดคิ้วเข้มเหนือดวงตาเรียวยาวขมวดมุ่น มือข้างหนึ่งกำเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดริมฝีปากที่ขบเม้มไม่เอื้อนวาจาใด แต่แววตาเปลี่ยนจากระวังกลายเป็นเคียดแค้น

    ม้วนสารนั้นถูกบิดขยำจนยับคามือ“หรงอ๋อง!” เฉียนอ๋องเอ่ยเสียงต่ำพึมพำราวน้ำกรดแผดเผา“นำพลนับพันมุ่งขึ้นเหนือหวังประชิดเมืองหลวงในช่วงที่ทัพหลวงออกสู่สมรภูมิภายนอก เจตนาใดไม่ต้องถาม”

    ถ้อยคำเหล่านี้หลุดลอดจากริมฝีปากอย่างเกรี้ยวกราดขณะร่างสูงลุกขึ้นเต็มความสูงเสื้อคลุมสะบัดไหวตามแรงก้าวเช่นพญาเหยี่ยวสะบัดปีกออกจากรัง ขุนนาง ขันทีและทหารรอบข้างต่างหลีกทางให้ทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด

    “เรียกผู้บัญชาการกองกำลังจตุรทิศของเมืองให้มาพบที่ศาลาว่าการ! และให้ผู้รักษาการณ์จิ่นอู่เรียกรวมพลทั้งหมดให้มาประจำที่ประตูเมืองด้วยด้านประตูเมืองบูรพาและทักษิณให้เสริมทหารสองชั้นทั้งสั่งให้ตระเตรียมเกาทัณฑ์เหนือกำแพง เตรียมสัญญาณไฟทุกป้อมสังเกตการณ์!”

    น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งลมกรรโชกแต่กลับเปี่ยมด้วยแรงกระเพื่อมสั่งการจนขุนนางและแม่ทัพเร่งก้าวเท้าจากทุกทิศ “อย่าให้ทัพหรงอ๋องเหยียบเข้าเมืองหลงแม้แต่ก้าวเดียว! กล้านักที่ก่อกบฏยามแผ่นดินเผชิญศึก!”

    เสียงของเฉียนอ๋องดังกังวานไปทั่วในตำหนักท้องพระโรงตราราชการในมือถูกวางกระแทกโต๊ะไม้เนื้อดำตรงหน้าดังพลั่ก ขุนนางหลายคนหน้าซีดเผือดแต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน

    “หึ ศัตรูภายนอกยังมิทันสิ้นศัตรูภายในกลับยกพลมาเสียก่อน” ครู่หนึ่งเขาหันขวับไปสั่งองครักษ์ที่ยืนรอคำสั่งอยู่ด้านข้าง “นำจดหมายลับฉบับนี้ไปส่งให้แม่ทัพหลิวให้เร่งปิดทางเสบียงหรงอ๋องทั้งหมด! ตัดขาดให้ได้ก่อนเข้าประชิดเมืองหลวง!” ก่อนที่จะหยุดสักครู่คล้ายนึกถึงบ้างเรื่องขึ้นมาได้“และสั่งกักบริเวณเหลียงเฟยรวมถึงให้ศาลกลางสอบสวนสกุลเดิมของเหลียงเฟยและสกุลเฉินที่เป็นเครือญาติ!”

    องครักษ์รับคำสั่งพร้อมโค้งคำนับก่อนจะหายวับไปในช่วงยามบ่ายของแสงที่แรงกล้า

    เสียงตะโกนสั่งกำลังดังทั่วเมืองดาบที่เคยถูกแขวนเริ่มถูกเหน็บประจำตัวธงตราราชวงศ์และสัญลักษณ์ทหารรักษาเมืองเริ่มโบกสะบัดจากค่ายเล็กแนวป้อมถึงหอคอยเฝ้ามองขอบฟ้า

    เก้าวันต่อมาเมื่อยามเซินผ่านไปกว่าค่อนชั่วยามเฉียนอ๋องยืนอยู่เบื้องหน้าจุดบัญชาการชั่วคราวภายในพื้นที่ที่ถูกใช้เป็นที่ว่าราชการในคราวเร่งด่วนทันทีที่ม้าเร็วนำสารเร่งด่วนเข้ามามอบ ดวงตาเรียวยาวที่สงบนิ่งพลันหรี่ลงเล็กน้อยเนื้อความภายในสารยืนยันว่าหรงอ๋องเคลื่อนพลขึ้นจากทิศใต้ พาไพร่พลมากกว่าแปดพันคนผ่านเมืองย่อยซูหนานและเหิงเตอมุ่งตรงมายังเมืองหลวงแม้จะมีการส่งสารให้ถอยไพร่พลออกไปแล้วและเวลานี้เขาประชิดชายเขตเมืองหลวงไม่ถึงร้อยลี้แล้ว

    “จะก่อกบฏจริงๆ ให้ได้ใช่หรือไม่!” เฉียนอ๋องขยำสารในมือจนกระดาษยับย่นก่อนเหวี่ยงใส่เตาไฟข้างโต๊ะวางแผน ใบหน้าของเขามืดครึ้มยิ่งกว่าเมฆพายุ

    แม้เขาจะเป็นอ๋องแต่ตอนนี้ได้รับพระราชโองการให้ดูแลเมืองในยามที่เทียนหลงฮ่องเต้นำทัพออกต้านซีเป่ยหากเมืองหลวงแตกนั่นหมายถึงหัวใจของแผ่นดินถูกกระชากเฉียนอ๋องจึงออกคำสั่งเสียงดัง “ไปเรียกประชุมด่วนในครึ่งชั่วยาม!”

    ครึ่งชั่วยามถัดมาห้องประชุมภายในปรากฏผู้บัญชาการจากกองกำลังจตุรทิศและหน่วยจิ่นอู่ของต้าเหว่ยและเจ้ากรมบรรณสารลับซึ่งเชี่ยวชาญข่าวกรองพวกเขานั่งล้อมรอบโต๊ะแผนที่ที่ถูกขยายด้วยผืนหนังคลี่กว้างยาวมีเครื่องหมายจุดแดงเป็นตำแหน่งที่หรงอ๋องเคลื่อนทัพมาอย่างแม่นยำ

    “กองกำลังมากเช่นนี้พวกมันเตรียมการลับๆมานานแล้วแน่”ผู้รักษาการณ์หน่วยจิ่นอู่เอ่ยเสียงต่ำ

    “เส้นทางที่หรงอ๋องใช้เป็นเส้นการค้าที่ไม่สะดวกจึงลดการตระเวนไปปีก่อนแต่ยังคงเหมาะให้เดินพลหนักได้อย่างไม่ติดขัด คงรอช่วงเวลานี้อยู่”เจ้ากรมข่าวกรองเสริมต่อ

    เฉียนอ๋องพยักหน้า“หรงอ๋องคงปักใจเรื่องรับราชบัลลังก์ตอนที่องค์ชายสามขึ้นครองตอนนั้นคงทำให้หรงอ๋องสิ้นอำนาจไปมากคงมีโทสะนับจากนั้นและเริ่มซ่องสุมกำลัง”

    ผู้บัญชาการกองกำลังจตุรทิศอย่างอวี๋เสวียนหย่งค้อมศีรษะ“ท่านอ๋อง หากเป็นเช่นนี้ต้องตั้งแนวรับที่ช่องเขาเฟยหูเสียก่อน หากเสียเฟยหูประตูเมืองก็เปิดโล่ง”

    เฉียนอ๋องยกมือค้าง“ไม่..หากเราแค่ตั้งรับรอศัตรูบุกถึงกำแพงค่อยตอบโต้เมืองนี้ย่อมถูกห้อมล้อมจนทหารและราษฎรหมดสิ้นเรี่ยวแรงก่อนจะได้รบเสียอีก!”

    “ถ้าเช่นนั้น..” เจ้ากรมข่าวกรองเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เฉียนอ๋องเห็นควรยกพลสวนทัพหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

    “ถูกต้อง” เฉียนอ๋องกล่าว “ข้าจะนำกำลังหลักสองพันเคลื่อนไปทางตะวันออกเฉียงใต้เบี่ยงมุมกับเส้นทางหรงอ๋องสองลี้ ตั้งกำลังจู่โจมยามรุ่ง”

    ทุกคนเงียบลงชั่วครู่ก่อนจะค้อมศีรษะพร้อมเพรียง“รับคำสั่ง!”

    กลางราตรีของสองคืนถัดมาพระจันทร์บางเสี้ยวหลบหลังกลุ่มเมฆ ทะเลสาบเวยตงสะท้อนเงาคลื่นราบเรียบผืนป่าหญ้าด้านทิศตะวันออกของนครตกอยู่ในความมืด เงาทัพที่มิเคยเผยตนปรากฏท่ามกลางเสียงลมเบา

    เฉียนอ๋องนั่งบนหลังม้าในชุดเกราะดำใบหน้าของเขามีเพียงความสุขุมแฝงไว้ด้วยประกายเหี้ยมอย่างที่ไม่เกิดบ่อย มือกำกระบี่สั้นประจำตัวเลื่อนมาปักลงกลางพื้น

    “จงจำไว้ สุนัขที่คิดจะกัดนายย่อมต้องหักเขี้ยวก่อน!”เขาตวัดแขนขึ้นทหารทั้งหมดนับพันแปรแถวเงียบกริบ ไม่มีเสียงโห่ร้องมีเพียงสายตาแน่วแน่และปลายทวนที่ชี้ไปยังเบื้องหน้า

    ขณะเดียวกันทัพของหรงอ๋องซึ่งตั้งค่ายพักชั่วคราวบนเนินก็เริ่มตั้งตัวไม่ทันเสียงโห่สะท้อนจากแนวป่าทึบในยามวิกาลพลันมีดอกธนูเพลิงสว่างพุ่งขึ้นจากหลังแนวหญ้าแห้งจุดเพลิงลามเป็นวงกว้างท่ามกลางกองเกวียนเสบียง!

    “ศัตรูโจมตี! มันมาจากด้านข้าง!” เสียงโกลาหลปะทุทหารฝั่งหรงอ๋องแตกตื่นไพร่พลถอยกรูไปด้านหลัง กองบัญชาการเริ่มวุ่นวายหรงอ๋องผู้เคยอยู่กลางกระบวนแปรธงเป็นเพียงจุดรอถูกทำลาย

    เฉียนอ๋องควบม้าลงเนินพร้อมหน่วยอารักขาชั้นหนึ่งเสียงตะโกนดังก้อง “ใครจับตัวหรงอ๋องได้มีรางวัลหนึ่งพันตำลึงทอง!”

    เสียงทวนปะทะกับดาบเสียงหอบหายใจ เสียงร้องตะโกนชื่อแม่ทัพเวียนวนเป็นเสียงเดียวกันเฉียนอ๋องตวัดกระบี่เฉือนผ่านชายเสื้อทหารศัตรูซึ่งคือคนแผ่นดินเดียวกันลำแขนเขาถูกเฉือนขาด ทว่าเขายังเหยียบเข้าไปกลางวงสายตากวาดหาบุรุษในชุดเกราะพิเศษที่ควรจะยืนอยู่บริเวณกระโจมบัญชาการ

    หรงอ๋องจ้องกลับไปที่กองกำลังลับที่บุกมาอย่างไม่เชื่อสายตาเขาไม่คิดว่าเฉียนอ๋องจะกล้านำพลออกนอกเมืองกลางดึก หากแต่คำถามใดก็ไร้ความหมายแสงเพลิงเต้นเร่าท่ามกลางเงาของสายฟ้าเบื้องบน

    จวบจนเพียงแสงแรกของรุ่งสางแตะขอบฟ้าตะวันออกเสียงล้อเกวียนที่ล้มครืนพังยับ กลิ่นหนังสัตว์ถูกเผาไหม้และกลิ่นเลือดที่ซึมลงสู่หญ้าแห้งยังไม่จางหาย เฉียนอ๋องที่บุกทำลายเสบียงทัพหรงอ๋องได้สำเร็จพลันเร่งถอยกลับเข้าเมืองทันที

    ขบวนม้าของเขาผ่านซุ้มประตูตะวันออกของเมืองหลวงอย่างว่องไวใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มปรากฏริ้วเลือดแห้งเป็นเส้นจางบนพวงแก้มมือข้างหนึ่งยังคงกำด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูด ความอ่อนล้าไม่กล้าเผยแม้เศษเสี้ยว

    “ทูลเฉียนอ๋อง! หรงอ๋องถอยทัพออกจากแนวตั้งค่ายแล้ว!” เสียงทหารร้องรายงานจากป้อมเฝ้าทิศเหนือ

    “ดี..” เฉียนอ๋องครางต่ำพลางควบม้าต่อมือข้างหนึ่งตบหลังทหารนายหนึ่ง “สั่งให้เตรียมแนวค่ายภายในกำแพงตามที่ซ้อมไว้บอกทุกหน่วย ศึกยังมาไม่ถึงจุดจบ อย่าได้ประมาทแม้กะพริบตา!”

    ห้าวันต่อมากองทัพของหรงอ๋องซึ่งรอดจากหายนะกลางค่ำคืนเคลื่อนพลมาทางประตูหลวงด้านทิศใต้แม้เสบียงจะหมดจากเหตุเพลิงเผาในคืนก่อน แต่ด้วยกำลังไพร่พลยังคงหลงเหลือถึงห้าพันหกพันอีกทั้งด้วยความโกรธแค้นและเสียหน้า หรงอ๋องจึงเลือกยกพลบุกโจมตีเมืองหลวงอย่างไม่รีรออีกต่อไป

    “เราไม่จำเป็นต้องล้อมเมืองอีกแล้ว!” หรงอ๋องคำรามขณะยืนกลางกระบวนรถม้าสวมชุดเกราะหนังเสือคลุมทับเนื้อดี “เพียงบุกทะลวงให้ถึงใจกลางนครเฉียนอ๋องก็ไม่ต่างจากเสือไร้เล็บ!”

    เขาชี้กระบี่ไปยังแนวกำแพง“ทุบมันลงมา!!”

    เสียงฆ้องศึกดังสนั่นราวฟ้าผ่ากลางลานหญ้าแห้งทัพหรงอ๋องแตกแถวกลายเป็นสามแนว บุกประชิดกำแพงด้านประตูเมืองเจี้ยนเต๋อ ม้าเร็วม้าศึกหนัก ทหารธนู และพลเกราะแหลมกระชั้นเข้าอย่างไม่ทันให้ตั้งรับหากแต่บนกำแพงเมืองหินยังตั้งมั่น เงาทหารจินหยางใต้คำบัญชาของเฉียนอ๋องประจำแน่นทุกหอบัญชาการ!

    เฉียนอ๋องยืนอยู่บนหอชั้นสูงมองเห็นไพร่พลศัตรูกระชั้นเข้ามาทุกฝีก้าว “แม่ทัพอวี๋!” เขาเรียกชื่อเสียงดัง “เปิดแนวธนูบนแนวซ้ายวางทหารถือหอกแนวสองซ้อนหลัง เสริมกองหน้าโดยใช้เกราะหนาโค้งคลุมให้หมดทุกมุมกำแพง!”

    “รับคำสั่ง!” แนวธนูกลางกำแพงบรรจุลูกธนูลงพร้อมกันเสียงสายธนูถูกดึงจนแน่นตึงดัง ลูกธนูชี้ฟ้าราวเงาของดวงอาทิตย์ขึ้น

    เฉียนอ๋องไม่รีรอส่งสัญญาณรบดังแทรกเหนือเสียงลม “ยิง!!”

    ลูกธนูทะยานออกจากกำแพงทะลวงอากาศลงมาดังฝนห่าหนักฝ่ายทัพหรงอ๋องที่บุกกระชั้นเริ่มโกลาหล ม้าศึกหนักหลายตัวพุ่งชนกันเอง ทหารแนวหน้าโดนทะลุเกราะล้มตายเรียงรายหลายร้อย

    “ผลัก! ดันแนวโล่ออกไป!” เฉียนอ๋องตวาดแนวโล่หินกรุไม้สนชั้นหนาถูกดันออกจากป้อมหน้ากำแพงทหารกลุ่มพิเศษพุ่งเข้าปะทะศัตรูที่ทะลุกำแพงได้เพียงกลุ่มแรกทันทีเสียงโล่กระแทกดาบ เสียงกระบี่เฉือนอากาศ

    หรงอ๋องที่ยืนอยู่กลางแนวบัญชาการคำรามสั่ง“นำพังหินเข้าตีป้อม! เจาะกำแพงจุดนั้นให้ข้า!” ทหารหรงอ๋องรีบขยับหมุนวงล้อพังหินพุ่งชนแนวป้อมเล็กด้านกำแพงสามครั้งรวดเสียงป้อมสั่นไหวอย่างน่าหวาดหวั่น แต่เมื่อจะตีอีกครั้ง

    “ระวัง!!!” เสียงตะโกนดังจากทหารแนวหลังของหรงอ๋องก่อนกลุ่มเพลิงใหญ่จะถูกกลิ้งมาจากกำแพงด้านบนลูกเพลิงทาน้ำมันสนที่สุมไฟไว้กลิ้งลงมาพร้อมกลิ่นไหม้ทหารแนวหน้าถูกเพลิงห้อมล้อมจนแตกแถวโดยไม่ทันตั้งตัวเปลวเพลิงลามทั่วแนวพังหินที่ถูกปล่อยลงข้างกำแพง

    เฉียนอ๋องหันไปตะโกนสั่งอีกครั้ง“นายกองลู่ผู้รักษาการณ์หน่วยจิ่นอู่นำทหารม้าเปิดประตูเหนือวนอ้อมตีโอบทางข้างของมัน พิฆาตธงแม่ทัพหรงอ๋องให้ได้!”

    “รับคำสั่ง!” ประตูทิศเหนือเปิดออกพร้อมทหารม้ากองพิเศษห้าร้อยนายพุ่งทะลุแนวกำแพงไปอย่างสายฟ้าตัดผ่านทางลาดข้างกองทัพหรงอ๋องแบบไม่ให้ตั้งตัวพริบตาเดียวธงบัญชาการก็ถูกตัดขาดปลิวกลางลม

    เสียงหวีดม้าดังสะเทือนพื้นผาหรงอ๋องถูกบีบให้ต้องล่าถอย เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “ถอยแนวหลัง! ถอย! รวมกำลังใหม่!”

    หากแต่สายเกิน..ผ่านไปเพียงครึ่งยามหรงอ๋องที่ถูกบีบจากสามด้านต้องตัดสินใจทิ้งทัพ หันม้าหนีขึ้นเขาทางตะวันตกโดยทิ้งไพร่พลของตนไว้เบื้องหลัง หรงอ๋องผู้เร้นกายบัดนี้ไม่เหลือแม้แผ่นธงใดแววตาเขาสาดแสงพยาบาท ทว่ามุมปากยังยกยิ้มเย้ย

    “เฉียนอ๋อง..เจ้าก็แค่หนูในรังเสือ!” ด้วยทหารเพียงสามร้อยนายที่ติดตามมาเขาหยุดอยู่ที่เชิงผา รอคอยสิ่งใดบางอย่าง จนเฉียนอ๋องควบม้าเข้ามาตามกลิ่นโลหิตภาพที่เห็นคือหรงอ๋องและเหล่าทหารที่เพียงรอความตายอย่างสิ้นหวัง

    “เจ้าไม่มีทางหนี” เฉียนอ๋องเอ่ยสั้นกระชับขณะดึงบังเหียนม้าหยุดที่แนวต้นไม้

    หรงอ๋องหัวเราะแผ่วเหมือนสายลมรำพัน“แน่หรือ..ผู้ที่ถูกไล่ล่าคือข้าแน่หรือ?”

    เฉียนอ๋องขมวดคิ้วทันใดนั้นเอง ฟิ้ว!เสียงแหวกอากาศจากปลายแนวไม้ดังขึ้นทันที! เฉียนอ๋องเบี่ยงตัวอย่างฉับไวลูกธนูดอกแรกเฉียดชายเสื้อ ส่วนอีกดอกเล็งมาตรงหัวไหล่

    แต่ต่อมาก็ตุบ! เสียงโครมของร่างหนึ่งหล่นจากกิ่งไม้ตามมาจากนั้นก็ดังอีกสามครั้ง เฉียนอ๋องมองตามไปล้วนเป็นพลธนูซุ่มก่อนจะหันขวับมองไปยังที่ธนูพุ่งมาพบเงาดำบนกิ่งไม้สูงสุดของต้นที่ตนคล้ายจะคุ้นอยู่บ้างๆก่อนพริบตาที่ร่างนั้นจะกลืนหายไปในเงาไม้

    “ใคร?” เขาครางต่ำรู้ชัดว่าหากไม่มีธนูลับเมื่อครู่ เขาคงสิ้นใจแล้วในหุบผานี้

    หรงอ๋องสบถ“เจ้ามีคนคอยตามคุ้มกัน?”

    เฉียนอ๋องไม่ตอบแต่ชักกระบี่ทันที “คิดจะลวงเราเข้ากับดักคราวนี้กลับพลาดเสียเอง!”

    สองร่างพุ่งเข้าปะทะทันทีกระบี่ของเฉียนอ๋องเป็นเส้นเงินคมกริบ ฟาดเข้าใส่ดาบงาช้างของหรงอ๋องอย่างไร้เมตตาเสียงเหล็กกระทบเหล็กแผดลั่นหุบเขา ฟังคล้ายเสียงเพรียกของภูติสังเวย

    หรงอ๋องรุกตะบี้ตะบันหวังจบศึกด้วยคมดาบอันแรงกล้าแต่เฉียนอ๋องกลับสู้ด้วยเชิงกระบี่สงบเคลื่อนด้วยฝีเท้าแม่นยำใช้พลังน้อยแต่คืนแรงมาก

    ยามกระบวนสุดท้ายหรงอ๋องตะโกนลั่นฟ้าหวดดาบลงเต็มแรงเฉียนอ๋องเบี่ยงตัวกระชั้นพริบตานั้นปลายกระบี่เขาทิ่มเข้าใต้สีข้างอีกฝ่ายตรงจุดตัดเสื้อเกราะ!

    ฉึก! เสียงเหล็กเจาะเนื้อดังแน่นลึกหรงอ๋องเบิกตากว้างเหมือนจะตะโกน แต่ไม่มีเสียงใดเปล่งออกมา เขาค่อยๆเซถอยหลังทีละก้าว..สองก้าว..สามก้าว.. จนปลายเท้าเหยียบพลาดตรงดินโคลนเละเหนียวทันใดนั้น..พื้นดินที่ยืนอยู่กลับยุบตัวลง..บ่อโคลนดูดหรงอ๋องทั้งร่างจมหายลงไปอย่างช้าๆ

    “เฉียนอ๋อง..” เสียงเคียดแค้นเค้นออกมาเป็นครั้งสุดท้าย

    จวบจนความเงียบเข้าครอบงำหุบผาที่เคยสั่นไหวเมื่อครู่กลับคืนสู่ความสงบเฉียนอ๋องยืนอยู่ตรงนั้นสูดลมหายใจลึกก่อนที่เงาหนึ่งจะปรากฏตัวออกมาจากหลังเงาไม้

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน