บทที่ 30 ช่วงเวลาที่น่าสมเพช
คำกล่าวนี้ชัดเจนว่าเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์ เฉินเถียนเถียนได้ตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังตัวตนของนางอีกต่อไปแล้ว เมื่อถูกบีบจนมุมจนถึงที่สุด การเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เป็นเรื่องที่สมควร
แม้ว่าหลินชุนฮวาจะทำเรื่องไม่ดี แต่ในก็สามมารถใช้เป็นข้ออ้างให้นางได้ ข้ออ้างที่จะไม่ถูกผู้คนสงสัย และเปลี่ยนความคิดของคนภายนอกได้ง่าย ๆ
ก่อนหน้านี้ เฉินเถียนเถียนได้แสร้งทำเป็นว่าเฉินเถียนเถียนคนเดิมอยู่ข้างนอกตลอด ความขี้ขลาดพวกนั้นเป็นสิ่งที่ตัวตนของตำรวจมองไม่ชมชอบอยู่แล้ว
เพียงแต่หากเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ก็อาจทำให้ผู้คนสงสัยได้ไม่ยาก แล้วก็จะโยงไปถึงเรื่องปีศาจผีสางอีก นางเองก็จะไม่ได้รับผลดีแน่ คนสมัยโบราณนี้ล้วนงมงายทั้งสิ้น
ส่วนหลินชุนฮวาภาพลักษณ์ได้เสียหายไปแล้วต่อให้สงสัยก็ไม่กล้ากล่าวออกไปข้างนอก ต่อให้กล่าวออกไปใครจะเชื่อกัน ดังนั้นในบ้าน เฉินเถียนเถียน จึงปล่อยตัวเองอย่างอิสระ แต่ข้างนอกกลับยังคงเก็บอาการซ่อนตัวตนอยู่ตลอดเวลา
บัดนี้มีเรื่องใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้น ถูกรังแกอย่างหนักจึงเรียนรู้ที่จะต่อต้าน เปลี่ยนแปลงนิสัยนี่ช่างเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด
“นิสัยดื้อรั้นเช่นนี้ของเจ้า ต้องสืบทอดมาจากมารดาของเจ้าแน่ เพียงแค่หญิงต่ำช้าเช่นนั้น หากเจ้าเสียหายไปเช่นนี้กลับดูเหมือนจะไม่คุ้มค่าเท่าใดนัก” เฉินเถียนเถียน กลับเชิดหน้าขึ้นอย่างมีเหตุผลว่า
“ข้าจะเสียความบริสุทธิ์หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่หลินชุนฮวาจะกล่าวออกมาได้ แต่เรื่องที่หลินชุนฮวาทำเพื่อลูกชายตัวเองส่งข้าเข้าไปในจวนของตระกูลหลี่ นี่เป็นความจริงที่แน่นอน”
“ข้าอาจจะสูญเสียทุกอย่างไปเพราะเรื่องนี้ ทั้งที่สินสอดเป็นของมารดาข้า แต่เฉินเฉิงเยี่ยเป็นลูกรักของหลินชุนฮวานางคงหวังจะให้ลูกชายคนนี้สอบติดซิ่วไฉ่ด้วย ข้าจะทำลายความหวังของนางด้วยเช่นกัน”
“ท่านป้าใหญ่ไม่ต้องห้ามข้าหรอก ข้าจะไม่ปล่อยนางไปแน่ ผู้อาวุโสในตระกูลไม่มีหลักฐานชัดเจน ย่อมลงโทษข้าอย่างเปิดเผยไม่ได้ มากที่สุดก็แค่บังคับให้ข้าแต่งงาน แต่ก่อนที่ข้าจะแต่งงาน ข้าจะต้องทำให้หลินชุนฮวารู้ว่ากรรมตามสนองเป็นอย่างไร”
เฉินเถียนเถียนกล่าวจบ ไม่สนใจเลยว่าสายตาของคนในเรือนท่านลุงใหญ่จะมองนางด้วยความประหลาดใจเพียงใด หมุนตัวเชิดหน้าขึ้นอย่างสง่างามเดินออกจากบ้านของสะใภ้จี้
เวลานี้นางเหมือนนักรบ สง่าไม่เกินสามวินาทีออกจากประตูไม่ไกลก็สะดุดก้อนหินล้มลงแล้ว เฉินเถียนเถียน อดร้องไห้ไม่ได้ มาถึงยุคนี้ กระทั่งก้อนหินเล็ก ๆ ยังรังแกนางได้
นางคว่ำหน้าอยู่กับพื้น แม้แต่ความปรารถนาที่จะลุกขึ้นยังไม่มี ทันใดนั้นรองเท้าผ้าสีดำธรรมดาคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านาง ดูจากขนาด ชัดเจนว่าเป็นรองเท้าผู้ชายเบอร์สี่สิบสอง
หลังจากนั้น เฉินเถียนเถียน ก็อดชื่นชมตัวเองไม่ได้ในสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนี้ นางยังสามารถใช้ความถนัดเฉพาะทางของตัวเองในชาติก่อนได้ นางผู้น่าสงสารเงยหน้าขึ้นมองตามเท้านั้น
ก็เป็นใบหน้าหนวดเคราเข้มนั่นเหมือนทุกครั้งที่นางอยู่ในสภาพน่าสมเพชที่สุด ก็จะเจอชายคนนี้
“เหตุใดเป็นท่านอีกแล้ว ทุกครั้งที่ท่านเห็นข้า ข้าก็อยู่ในสภาพนี้ น่าสมเพชไร้ที่ติ ท่านคงคิดในใจว่าช่างน่าขันมากสินะ” อวิ๋นเคอแม้จะรู้สึกตลกจริง ๆ แต่ที่น่าขันไม่ใช่สภาพน่าสมเพชของนาง
แต่เป็นเพราะเมื่อครู่นางเพิ่งจะเดินออกจากประตูอย่างเชิดหน้า วินาทีถัดมาก็สะดุดล้ม การพลิกผันเช่นนี้ช่างน่าขันพอดิบพอดี
เพียงแต่ประสบการณ์หลายปีทำให้เขาเก็บอารมณ์เอาไว้ ไม่ว่าใครก็มองไม่ออกถึงความคิดของเขาในตอนนี้
“เจ้าเพิ่งไปถ้ำข้าหรือ?” เฉินเถียนเถียน ใช้สองมือค้ำพื้นลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก หลังจากลุกขึ้นยืนแล้ว ก็ตบสองมือ ปัดฝุ่นที่มือออก
“ใช่แล้ว ตอนแรกข้ากล่าวว่าจะยืมไก่ป่าตัวหนึ่งจากท่าน เช่นนั้นแล้ว ข้าต้องไปคืนให้ท่านสิ แต่ออกไปรอทั้งวัน กลับไม่เห็นท่านกลับมาดังนั้นข้าจึงวางทิ้งไว้แทน”
อวิ๋นเคอเก็บสีหน้าของตนแล้วหยิบตะกร้าออกมาจากด้านหลัง ในนั้นมีไก่ป่าที่ถูกมัดรวมกันอยู่ตัวหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เฉินเถียนเถียนซื้อด้วยเงินที่นางเอามาจากหลินชุนฮวา
หลินชุนฮวาได้ยินมาตั้งแต่อยู่เรือนแล้ว ว่าเฉินเถียนเถียนถูกสะใภ้จี้เรียกตัวไปคราวนี้นางนั่งไม่ติดแล้วรีบรุดมาทันที
พอดีเห็นอวิ๋นเคอยื่นตะกร้าให้เฉินเถียนเถียน เด็กสาวต่ำช้าคนนี้ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ไปคบหากับคนป่าเช่นนั้น แต่ว่านี่กลับเป็นโอกาสอันดี หลินชุนฮวาตะโกนเสียงดัง
“เถียนเถียน ระวัง นั่นมันคนป่านะ!” คนในหมู่บ้านต่างรู้กันดีว่ามีคนป่าอยู่ แต่คนผู้นั้นมักจะอยู่บนภูเขาตั้งเมื่อใดกันที่เขาลงมาจากภูเขา หลายคนรู้แค่ว่ามีคนป่า บางคนไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ
หลินชุนฮวาตะโกนเช่นนี้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านแห่กันออกมาหมด ทุกคนอยากเห็นว่าคนป่าลงมาจากภูเขาได้อย่างไร คนป่าหน้าตาเป็นเช่นไร
อวิ๋นเคอตกใจกับเสียงตะโกนที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันชั่วขณะหนึ่งไม่ทันได้ตอบสนอง พอได้สติรอบด้านก็ถูกผู้คนล้อมไว้แน่นหนาแล้ว
หลินชุนฮวาตอนนี้วิ่งมาอย่างอ่อนแรงหอบจนแทบจะหายใจไม่ทัน จากนั้นก็มายืนขวางอยู่ด้านหน้าของเฉินเถียนเถียน
“เถียนเถียนเร็วไปเถอะ เขาเป็นคนป่านะระวังเขาจะทำร้ายเจ้า”เฉินเถียนเถียน หัวเราะเย็นชา
“ในโลกนี้นอกจากท่านแล้ว ยังมีใครอีกที่จะมาทำร้ายข้า อ่อหรือไม่ก็ เฉินผิงอัน อีกคนสินะ” หลินชุนฮวา ชะงักไปครู่หนึ่ง เด็กสาวคนนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย กล้าแสดงอารมณ์เช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ยังเรียกชื่อบิดาของนางตรง ๆ อีกต่างหาก
“เถียนเถียน เด็กคนนี้เป็นอะไรไป เฉินผิงอันอะไร เจ้าจะเรียกเช่นนั้นได้เยี่ยงไร เขาเป็นบิดาของเจ้านะ” เฉินเถียนเถียน พยักหน้ายิ้มแล้วกล่าวว่า
“ใช่ เขาเป็นบิดาของข้าจริง ๆ แต่เขานอกจากจะยืมคำเรียกนี้มา แล้วก็มาตะคอกใส่ข้าแม้กระทั่งจะลงมือตีข้า นอกจากนี้แล้วเขาทำอะไรอีกล่ะ”
“อย่ากล่าวอีกเลย อย่ามาทำเป็นเสแสร้งที่นี่เลย เจ้าไปทำลายชื่อเสียงของข้าข้างนอก แล้วยังจะมาทำท่าทางเสแสร้งที่นี่ทำไม” หลินชุนฮวา ทำเหมือนได้รับความอยุติธรรมอย่างมาก น้ำตาคลอเบ้า
“เถียนเถียน เจ้าเอ่ยเช่นนี้ได้เยี่ยงไร?”
“ใช่.. ข้าไม่ระวังเมื่อสักครู่ เอ่ยเรื่องที่ข้ากังวลออกไป แต่ตอนแรกเจ้าก็เข้าประตูจวนตระกูลหลี่จริง ๆ นี่นา ข้ากังวลเรื่องชีวิตคู่ของเจ้า นี่ยังผิดอีกหรือ” หลินชุนฮวาเปลี่ยนเป็นถามนาง “เจ้าลองบอกมาสิ เมื่อกี้ เหตุใดคนป่าถึงได้ยื่นตะกร้าใบนี้ให้เจ้า”
“เหตุใดท่านเห็นเขายื่นของให้ข้าแล้วต่อหน้าข้า ท่านยังกล่าวว่ากลัวเขาจะทำร้ายข้าอีกล่ะ” ป้าหวง มองเด็กสาวที่เดิมทีเชื่อฟังอย่างมาก ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยหนามแหลม อดถอนหายใจไม่ได้
แต่ป้าหลี่ที่อยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยผ่านไปง่าย ๆ
“เด็กสาวตระกูลเฉิน เจ้าลองอธิบายมาก่อนสิ คนป่าคนนี้ไปคบหากับเจ้าได้อย่างไร เหตุใดถึงได้ยื่นของให้เจ้าด้วย”
เฉินเถียนเถียนมองตะกร้าในมือ รู้ว่าหากตนไม่หาข้ออ้างที่ดีมาอธิบาย ก็กลัวว่าจะถูกใส่ร้ายป้ายสีอีก
คนกลุ่มนี้ที่อยู่ตรงหน้ากำลังจ้องมองตนเองอย่างดุดัน วันนี้คงผ่านด่านนี้ไปได้ยาก หวังแต่เพียงว่า อวิ๋นเคอจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ช่วยตนรับมือกับเคราะห์กรรมครั้งนี้
“ก็ท่านพ่อของข้านั่นแหละ เขาบ่นว่าชีวิตช่วงนี้ไม่ค่อยดี เช่นนั้นข้าเลยเอาเงินไปซื้อไก่ป่าตัวนี้จากพรานคนนี้ อยากจะแสดงความกตัญญูต่อบิดาของตัวเอง เช่นนี้มันผิดตรงไหนหรือ”
