จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 80 มังกร

            ความเงียบเข้าปกคลุมยามค่ำคืนนี้อีกครั้ง

            ระหว่างที่ฉีเยว่กลับมาจากด้านนอกได้แต่เหลือบมองไปยังเตาปรุงยา แล้วเดินเข้าไปยังตำหนักด้านข้าง

            ในเตาปรุงยาเย่เฉินยังคงนอนอยู่ในนั้นอย่างเงียบๆแต่จิตใจของเขากลับจมดิ่งอยู่ในอารมณ์ที่ยอดเยี่ยม

            “นี่...นี่มันที่ไหนกัน”เขามองไปยังโลกตรงหน้าด้วยความแปลกใจ

            เบื้องหน้าของเขาคือภาพลวงตาของโลกที่ป่าเถื่อน ภูเขาที่สูงใหญ่ ยอดเขาที่สูงชันผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แม้ว่ามันจะเป็นภาพลวงตาแต่เขาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันป่าเถื่อน

            ปึง!

            ปึง!

            ปึง!

            ทันใดนั้นโลกแห่งภาพลวงตานี้ก็สั่นสะเทือน

            ไม่ไกลออกไปเขาก็เห็นชายรูปร่างสง่างามผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา เสียงปึงปังที่ดังขึ้นนั้นนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเสียงฝีเท้าของเขา

            เขาคล้ายกับคนเถื่อนของยุคโบราณแขนเปลือยเปล่า มีหนังเสือพันรอบร่างกายส่วนล่าง แผ่นหลังแกร่งอย่างเสือเอวหนาอย่างหมี ดวงตาดั่งคบเพลิง เส้นผมเข้มและยุ่งเหยิง ลอยพลิ้วตามลมกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างดุจดั่งมังกร เต็มไปด้วยความกำยำ

            “นี่คือคนของเผ่าอนารยชนในยุคโบราณหรือเปล่า?” เย่เฉินพึมพำ แม้ว่าจะเป็นภาพลวงตาแต่ยังคงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกกดดันที่แข็งแกร่งทุกย่างก้าวของร่างที่สูงตระหง่านนั้น ทำให้จิตใจของเขาสั่นระรัว

            ปึง!

            สีหน้าของเย่เฉินประหลาดใจอย่างมากคนป่าเถื่อนผู้นั้นหยุดฝีเท้าลง และยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

            แผ่นหลังของเขาดุจดั่งภูผายืนนิ่งเหมือนรูปปั้นที่ไม่มีวันพังทลาย และไม่มีพลังใดๆจากภายนอกจะสามารถเขย่าได้

            เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้น

            ทิวาราตรีหมุนเปลี่ยนวสันตฤดูผ่านไปสารทฤดูก็เข้ามา เขาไม่รู้ว่ายืนอยู่นานเพียงใดแล้วไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเลย แต่ละปีที่ผ่านเลยไปต่างทิ้งร่องรอยไว้บนภูผาของเขา

            ทันใดนั้นเขาก็ขยับ ลืมตาขึ้นอย่างรู้แจ้ง แสงไฟก็สาดส่องออกมาจากดวงตาพุ่งออกมาเป็นสองสาย

            จากนั้นบนร่างกายของเขา ก็ปรากฏร่องรอยของมังกรขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแสงไฟส่องพุ่งออกมาจากแขนของเขา

            “มังกรผยอง”ตามมาด้วยเสียงคำรามของเขาสะเทือนไปทั่วฟ้า เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าวจากนั้นก็โบกแขนอย่างรุนแรง ฟาดฝ่ามือออกไปในอากาศ

            โฮก!

            ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องคำรามของมังกรดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าคนเถื่อนผู้นั้นก็ฟาดฝ่ามือออกไปจนเกิดเป็นเงาร่างรูปมังกรสายฟ้าขนาดใหญ่เงาของมังกรสายฟ้านั้นส่งเสียงคำราม และพุ่งทะยานไปบนท้องฟ้า

            ตูม!

            ตูมตาม!

            ทันใดนั้นฟ้าดินก็เปลี่ยนสี เมฆดำเข้ามาปกคลุม เงามังกรขนาดใหญ่ได้พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าทั่วทั้งฟ้าดินก็สั่นสะท้าน

            “เยี่ยม...ช่างเป็นเคล็ดวิชาลึกลับที่ยอดเยี่ยม”เมื่อเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เย่เฉินก็อ้าปากค้าง

            ในขณะนี้โลกของภาพลวงตาก็เริ่มสลายไป มีข้อความขนาดใหญ่หลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิดของเขามันเป็นเคล็ดวิชาลับที่มีชื่อว่า “มังกรผยอง” และภาพของคนเถื่อนผู้นั้นที่อยู่ในเคล็ดวิชาลับนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขาซ้ำไปมา

            อ๊าก...!

            ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดแล้วที่อยู่ในเตาปรุงยา จากนั้นเย่เฉินจึงลุกขึ้นนั่ง

            หลังจากนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงได้สติกลับมา

            “มังกรผยอง”เขาพึมพำ ตอนนี้เขาจึงเข้าใจแล้วว่าการที่ตนเองถูกดึงดูดเข้าไปในท่วงทำนองความคิดที่แปลกประหลาดนั่นและในท่วงทำนองความคิดนั้นยังมีภาพของคนเถื่อนผู้นั้นปรากฏขึ้นในความทรงจำมันคือรายละเอียดของวิชาลับที่เรียกว่า “มังกรผยอง”

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็มองไปยังผนังด้านในของเตาปรุงยาอีกครั้งจึงพบว่าตัวอักษรที่เรียงกันอย่างหนาแน่นนั้นได้หายไปทั้งหมดแล้ว

            “ดูเหมือนว่าวิชาลับมังกรผยองนี้จะถูกสลักเอาไว้ในเตาปรุงยานี้มานานแล้ว”เย่เฉินพึมพำกับตนเอง

            “หากเป็นเช่นนี้จริงๆสวีฝูจะไม่รู้เรื่องเลยหรือ?”

            “หรือว่า...”พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายเย่เฉินก็มองไปยังอัคคีเที่ยงแท้ในทะเลปราณของตนเอง“หรือว่าวิชาลับมังกรผยองนี้จะปรากฏขึ้นเฉพาะเมื่อได้พบกับอัคคีเที่ยงแท้และเพลิงธรณีก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะทำให้มันปรากฏขึ้นมาได้หากเป็นเช่นนี้มันก็ดูสมเหตุสมผล ที่สวีฝูจะไม่รู้เรื่องนี้”

            เขาลองคาดเดาอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็พลิกตัวกระโดดออกจากเตาปรุงยา

            หลังจากมุ่งออกจากหอโอสถวิญญาณเขาก็มาถึงภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่

            “ที่นี่แล้วกัน”เย่เฉินมองหาที่ลับตา จากนั้นก็นั่งลง เพื่อทำความเข้าใจวิชาลับมังกรผยอง

            วิธีการของวิชาลับมังกรผยองหลั่งไหลมาในห้วงความคิดของเขาอีกครั้ง

            ระหว่างการศึกษานั้นเขาก็ลอบถอนหายใจไม่หยุด

            มังกรผยองเพียงแค่ได้ยินชื่อก็เป็นวิชาลับที่มีอานุภาพและมุ่งเน้นเรื่องตำแหน่งการโจมตี

            และวิธีการของวิชาลับมังกรผยองก็ยังแนะนำแบบนี้วิชาลับที่ทรงอานุภาพเช่นนี้ สำหรับร่างกายของผู้ที่จะฝึกนั้นมีข้อกำหนดไว้สูงมากนั่นก็เป็นเพราะความแข็งแกร่งของมันดังนั้นหากร่างกายไม่เป็นไปตามข้อกำหนดก็อาจจะได้รับบาดเจ็บได้

            “คนเถื่อนในท่วงทำนองความคิดเป็นเผ่าอนารยชนในยุคโบราณเผ่าอนารยชนมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก เคล็ดวิชาลับจึงมีอานุภาพมากตามไปด้วย”

            “ไม่รู้ว่าร่างกายของข้าจะถึงฐานความแข็งแกร่งของผู้ฝึกมังกรผยองหรือยัง”

            เมื่อคิดเช่นนี้เย่เฉินก็ลุกขึ้นยืน และสูดหายใจเข้าลึกๆเริ่มดำเนินการตามวิธีการของวิชาลับมังกรผยองในทันที

            เปรี้ยงครื้น!

            เปรี้ยงครื้น!

            ทันใดนั้นบนร่างกายของเขาก็มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่อธิบายไม่ได้ดังออกมาทำให้ร่างกายของเขาเริ่มเจ็บปวด

            เขารู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายที่รวดเร็วมากขึ้นได้อย่างชัดเจนดั่งมีไฟลุกโชน พลังที่ทรงอานุภาพได้เอ่อล้นไปตามเส้นลมปราณและเส้นชีพจร จนทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดจนต้องร้องคำรามออกมา

            “มังกรผยอง”เสียงคำรามดังขึ้น เขาก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นก็ระเบิดฝ่ามือออกไป

            โฮก!

            ทันใดนั้นเสียงแผดร้องของมังกรก็ดังขึ้น เงาร่างของมังกรสายฟ้าก็คำรามออกมาในทันทีกวาดต้นไม้เก่าแก่และกรวดหินรอบบริเวณ

            ตูม!

            ตูมตาม!

            เสียงตูมตามดังขึ้นกำแพงหินที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่จ้างก็พังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ หลังจากถูกฝ่ามือของเขา

            และในตอนนี้ทันทีที่เย่เฉินสำแดงความแข็งแกร่งของมังกรผยอง เขาก็เกือบจะล้มลงบนพื้น

            “เป็นพลังงานที่แข็งแกร่งมาก”ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เย่เฉินจึงรีบกรอกน้ำยาวิญญาณหยกสองสามขวดลงไปเพียงแค่ใช้มังกรผยอง ก็ทำให้พลังปราณของเขาแทบจะหมดไปจากทะเลลมปราณ

            แน่นอนว่าหลังจากการโจมตีที่ทรงอานุภาพก็จำเป็นจะต้องมีการรองรับที่แข็งแกร่งแม้ว่าวิชาลับมังกรผยองจะมีความบ้าพลังใช้อำนาจแต่มันก็มีขีดจำกัดซึ่งสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวจึงไม่มีการโจมตีออกไปเป็นครั้งที่สองอย่างเด็ดขาด

            เมื่อน้ำยาวิญญาณหยกไหลเข้าสู่ร่างกายพลังปราณที่ลดลงไป เนื่องจากการใช้วิชาลับมังกรผยองก็ค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟูแต่อาการบาดเจ็บของร่างกายก็ยังคงอยู่

            “ได้รับบาดเจ็บจนได้”เย่เฉินถอนหายใจ “ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายข้าในตอนนี้ นึกไม่ถึงว่าจะสามารถใช้วิชาลับมังกรผยองได้จริงๆ”

            ฟ้าใกล้จะรุ่งสางแล้วเย่เฉินก็รินน้ำยาวิญญาณเข้าปากอีกครั้ง จากนั้นก็วิ่งออกไปจากภูเขาด้านหลัง

            กลับมาถึงยังหอโอสถวิญญาณท้องฟ้าก็สว่างแล้ว

            ด้านในของห้องโถงสวีฝูได้นั่งขัดสมาธิรออยู่ก่อนแล้ว

            “ผู้อาวุโสอรุณสวัสดิ์” เย่เฉินกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม

            “มามานี่ๆ” สวีฝูกวักมือเรียกเย่เฉินเข้าไปหา จากนั้นก็กระซิบถาม “เมื่อคืนเจ้าได้พบกับเยว่เอ๋อร์แล้วหรือ?”

            เย่เฉินพยักหน้ารู้ว่าสวีฝูกำลังหมายถึงศิษย์ของเขาที่ชื่อว่าฉีเยว่

            “เจ้าว่าเยว่เอ๋อร์ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”สวีฝูมองไปยังเย่เฉินด้วยรอยยิ้ม

            เย่เฉินตกตะลึงแต่ก็ยังพูดออกไป “รูปร่างหน้าตางดงาม ราวกับนางฟ้านางสวรรค์”

            “ชอบไหม”

            เย่เฉินผงะเขาฟังออกทันที ตื่นเช้าขึ้นมา สวีฝูก็จะทำตัวเป็นพ่อสื่อให้เขากับฉีเยว่เสียแล้ว!

            “ท่านอาจารย์”เสียงของหญิงสาวที่แข็งกร้าวดังมาจากตำหนักที่อยู่ด้านข้าง

            เวลาต่อมาฉีเยว่ในชุดสีขาวได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงสามารถมองเห็นได้ทันทีว่าใบหน้าของนางกำลังเจือไปด้วยความโกรธ

            “เยว่...เยว่เอ๋อร์เจ้าออกมาแล้วหรือ!” สวีฝูหัวเราะเบาๆและทำแสร้งโง่ขึ้นทันที

            ฉีเยว่จ้องมองไปยังสวีฝูอย่างดุร้ายดวงตาที่สวยงามของนางมุ่งตรงไปยังเย่เฉินด้วยสายตาที่เย็นชา“ศิษย์มีความทุ่มเทให้กับการฝึกตน ไม่คิดเรื่องความรักระหว่างชายหญิง นอกจากนี้แม้ว่าท่านจะจัดหามา ก็ต้องหาผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้า! เขาเป็นใครกัน เป็นแค่ศิษย์ขั้นรวมพลังคนหนึ่งศิษย์ของท่านคงจะไม่สามารถแต่งด้วยได้หรอก?”

            ฉีเยว่ตะโกนเสียงดังใส่หน้าไม่เพียงแต่สวีฝู แม้แต่เย่เฉินเองก็ยังถูกดุจนไม่สามารถจะเงยหน้าขึ้นมาได้

            “เยว่เอ๋อร์เจ้าฟังข้าพูดก่อนสิ! เขา...”

            “ข้าไม่อยากฟัง”ฉีเยว่ขัดจังหวะคำพูดของสวีฝู ก่อนที่นางจะออกไปก็ได้เหลือบมองเย่เฉินอย่างเย็นชาจากนั้นก็สะบัดเสื้อคลุมและเดินออกไปจากห้องโถง

            หลังจากฉีเยว่ออกไปแล้วเย่เฉินก็กระตุกมุมปาก มองไปยังสวีฝู “ข้าจะบอกให้นะผู้อาวุโสลูกศิษย์ของท่านผู้นี้ อารมณ์ก็แย่...”

            “โอ้! ข้าชินแล้วล่ะ”

            “ผู้อาวุโสเตาปรุงยาของท่าน ปกติแล้วใครเป็นคนทำความสะอาด”เย่เฉินเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปยังเรื่องเตาปรุงยาเพื่อจะทำการยืนยันว่าสวีฝูรู้เรื่องวิชาลับมังกรผยองที่ซ่อนอยู่ด้านในหรือไม่

            “นั่นเป็นของวิเศษของข้านอกจากเจ้าแล้ว ปกติก็มีเพียงแค่ข้ากับเยว่เอ๋อร์ที่คอยทำความสะอาด”

            “ถ้าอย่างนั้นท่านเคยเห็นว่าในเตาปรุงยา...มีสิ่งของอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า?” เย่เฉินถามอย่างหยั่งความเห็น

            “สิ่งของหรือ? มีอะไรอยู่หรือ” สวีฝูมองไปยังเย่เฉินด้วยความประหลาดใจ

            เมื่อเห็นท่าทีของสวีฝูแล้วเย่เฉินก็ได้คำตอบที่เขาต้องการถ้าอย่างนั้นสวีฝูและฉีเยว่คงจะไม่รู้เรื่องวิชาลับมังกรผยองที่อยู่ในเตาปรุงยาจริงๆและวิชาลับมังกรผยองก็มีความเป็นไปได้ว่าจะต้องพบกับอัคคีเที่ยงแท้จึงจะยอมปรากฏออกมา

            “ข้าถามเจ้าอยู่? สิ่งของอะไรกัน” สวีฝูจ้องไปยังเย่เฉิน

            “ไม่มีอะไรก็แค่ขี้เถ้าของสมุนไพรวิญญาณนิดหน่อย” เย่เฉินพูดไปตามใจจากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องโถง “ข้าจะไปปรุงยาแล้ว”

            “ตกใจหมดนึกว่ามีอะไรใหญ่โต”สวีฝูพูดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์