ความเงียบเข้าปกคลุมยามค่ำคืนนี้อีกครั้ง
ระหว่างที่ฉีเยว่กลับมาจากด้านนอกได้แต่เหลือบมองไปยังเตาปรุงยา แล้วเดินเข้าไปยังตำหนักด้านข้าง
ในเตาปรุงยาเย่เฉินยังคงนอนอยู่ในนั้นอย่างเงียบๆแต่จิตใจของเขากลับจมดิ่งอยู่ในอารมณ์ที่ยอดเยี่ยม
“นี่...นี่มันที่ไหนกัน”เขามองไปยังโลกตรงหน้าด้วยความแปลกใจ
เบื้องหน้าของเขาคือภาพลวงตาของโลกที่ป่าเถื่อน ภูเขาที่สูงใหญ่ ยอดเขาที่สูงชันผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แม้ว่ามันจะเป็นภาพลวงตาแต่เขาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันป่าเถื่อน
ปึง!
ปึง!
ปึง!
ทันใดนั้นโลกแห่งภาพลวงตานี้ก็สั่นสะเทือน
ไม่ไกลออกไปเขาก็เห็นชายรูปร่างสง่างามผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา เสียงปึงปังที่ดังขึ้นนั้นนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเสียงฝีเท้าของเขา
เขาคล้ายกับคนเถื่อนของยุคโบราณแขนเปลือยเปล่า มีหนังเสือพันรอบร่างกายส่วนล่าง แผ่นหลังแกร่งอย่างเสือเอวหนาอย่างหมี ดวงตาดั่งคบเพลิง เส้นผมเข้มและยุ่งเหยิง ลอยพลิ้วตามลมกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างดุจดั่งมังกร เต็มไปด้วยความกำยำ
“นี่คือคนของเผ่าอนารยชนในยุคโบราณหรือเปล่า?” เย่เฉินพึมพำ แม้ว่าจะเป็นภาพลวงตาแต่ยังคงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกกดดันที่แข็งแกร่งทุกย่างก้าวของร่างที่สูงตระหง่านนั้น ทำให้จิตใจของเขาสั่นระรัว
ปึง!
สีหน้าของเย่เฉินประหลาดใจอย่างมากคนป่าเถื่อนผู้นั้นหยุดฝีเท้าลง และยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
แผ่นหลังของเขาดุจดั่งภูผายืนนิ่งเหมือนรูปปั้นที่ไม่มีวันพังทลาย และไม่มีพลังใดๆจากภายนอกจะสามารถเขย่าได้
เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้น
ทิวาราตรีหมุนเปลี่ยนวสันตฤดูผ่านไปสารทฤดูก็เข้ามา เขาไม่รู้ว่ายืนอยู่นานเพียงใดแล้วไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเลย แต่ละปีที่ผ่านเลยไปต่างทิ้งร่องรอยไว้บนภูผาของเขา
ทันใดนั้นเขาก็ขยับ ลืมตาขึ้นอย่างรู้แจ้ง แสงไฟก็สาดส่องออกมาจากดวงตาพุ่งออกมาเป็นสองสาย
จากนั้นบนร่างกายของเขา ก็ปรากฏร่องรอยของมังกรขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแสงไฟส่องพุ่งออกมาจากแขนของเขา
“มังกรผยอง”ตามมาด้วยเสียงคำรามของเขาสะเทือนไปทั่วฟ้า เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าวจากนั้นก็โบกแขนอย่างรุนแรง ฟาดฝ่ามือออกไปในอากาศ
โฮก!
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องคำรามของมังกรดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าคนเถื่อนผู้นั้นก็ฟาดฝ่ามือออกไปจนเกิดเป็นเงาร่างรูปมังกรสายฟ้าขนาดใหญ่เงาของมังกรสายฟ้านั้นส่งเสียงคำราม และพุ่งทะยานไปบนท้องฟ้า
ตูม!
ตูมตาม!
ทันใดนั้นฟ้าดินก็เปลี่ยนสี เมฆดำเข้ามาปกคลุม เงามังกรขนาดใหญ่ได้พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าทั่วทั้งฟ้าดินก็สั่นสะท้าน
“เยี่ยม...ช่างเป็นเคล็ดวิชาลึกลับที่ยอดเยี่ยม”เมื่อเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เย่เฉินก็อ้าปากค้าง
ในขณะนี้โลกของภาพลวงตาก็เริ่มสลายไป มีข้อความขนาดใหญ่หลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิดของเขามันเป็นเคล็ดวิชาลับที่มีชื่อว่า “มังกรผยอง” และภาพของคนเถื่อนผู้นั้นที่อยู่ในเคล็ดวิชาลับนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขาซ้ำไปมา
อ๊าก...!
ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดแล้วที่อยู่ในเตาปรุงยา จากนั้นเย่เฉินจึงลุกขึ้นนั่ง
หลังจากนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงได้สติกลับมา
“มังกรผยอง”เขาพึมพำ ตอนนี้เขาจึงเข้าใจแล้วว่าการที่ตนเองถูกดึงดูดเข้าไปในท่วงทำนองความคิดที่แปลกประหลาดนั่นและในท่วงทำนองความคิดนั้นยังมีภาพของคนเถื่อนผู้นั้นปรากฏขึ้นในความทรงจำมันคือรายละเอียดของวิชาลับที่เรียกว่า “มังกรผยอง”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็มองไปยังผนังด้านในของเตาปรุงยาอีกครั้งจึงพบว่าตัวอักษรที่เรียงกันอย่างหนาแน่นนั้นได้หายไปทั้งหมดแล้ว
“ดูเหมือนว่าวิชาลับมังกรผยองนี้จะถูกสลักเอาไว้ในเตาปรุงยานี้มานานแล้ว”เย่เฉินพึมพำกับตนเอง
“หากเป็นเช่นนี้จริงๆสวีฝูจะไม่รู้เรื่องเลยหรือ?”
“หรือว่า...”พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายเย่เฉินก็มองไปยังอัคคีเที่ยงแท้ในทะเลปราณของตนเอง“หรือว่าวิชาลับมังกรผยองนี้จะปรากฏขึ้นเฉพาะเมื่อได้พบกับอัคคีเที่ยงแท้และเพลิงธรณีก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะทำให้มันปรากฏขึ้นมาได้หากเป็นเช่นนี้มันก็ดูสมเหตุสมผล ที่สวีฝูจะไม่รู้เรื่องนี้”
เขาลองคาดเดาอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็พลิกตัวกระโดดออกจากเตาปรุงยา
หลังจากมุ่งออกจากหอโอสถวิญญาณเขาก็มาถึงภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่
“ที่นี่แล้วกัน”เย่เฉินมองหาที่ลับตา จากนั้นก็นั่งลง เพื่อทำความเข้าใจวิชาลับมังกรผยอง
วิธีการของวิชาลับมังกรผยองหลั่งไหลมาในห้วงความคิดของเขาอีกครั้ง
ระหว่างการศึกษานั้นเขาก็ลอบถอนหายใจไม่หยุด
มังกรผยองเพียงแค่ได้ยินชื่อก็เป็นวิชาลับที่มีอานุภาพและมุ่งเน้นเรื่องตำแหน่งการโจมตี
และวิธีการของวิชาลับมังกรผยองก็ยังแนะนำแบบนี้วิชาลับที่ทรงอานุภาพเช่นนี้ สำหรับร่างกายของผู้ที่จะฝึกนั้นมีข้อกำหนดไว้สูงมากนั่นก็เป็นเพราะความแข็งแกร่งของมันดังนั้นหากร่างกายไม่เป็นไปตามข้อกำหนดก็อาจจะได้รับบาดเจ็บได้
“คนเถื่อนในท่วงทำนองความคิดเป็นเผ่าอนารยชนในยุคโบราณเผ่าอนารยชนมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก เคล็ดวิชาลับจึงมีอานุภาพมากตามไปด้วย”
“ไม่รู้ว่าร่างกายของข้าจะถึงฐานความแข็งแกร่งของผู้ฝึกมังกรผยองหรือยัง”
เมื่อคิดเช่นนี้เย่เฉินก็ลุกขึ้นยืน และสูดหายใจเข้าลึกๆเริ่มดำเนินการตามวิธีการของวิชาลับมังกรผยองในทันที
เปรี้ยงครื้น!
เปรี้ยงครื้น!
ทันใดนั้นบนร่างกายของเขาก็มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่อธิบายไม่ได้ดังออกมาทำให้ร่างกายของเขาเริ่มเจ็บปวด
เขารู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายที่รวดเร็วมากขึ้นได้อย่างชัดเจนดั่งมีไฟลุกโชน พลังที่ทรงอานุภาพได้เอ่อล้นไปตามเส้นลมปราณและเส้นชีพจร จนทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดจนต้องร้องคำรามออกมา
“มังกรผยอง”เสียงคำรามดังขึ้น เขาก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นก็ระเบิดฝ่ามือออกไป
โฮก!
ทันใดนั้นเสียงแผดร้องของมังกรก็ดังขึ้น เงาร่างของมังกรสายฟ้าก็คำรามออกมาในทันทีกวาดต้นไม้เก่าแก่และกรวดหินรอบบริเวณ
ตูม!
ตูมตาม!
เสียงตูมตามดังขึ้นกำแพงหินที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่จ้างก็พังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ หลังจากถูกฝ่ามือของเขา
และในตอนนี้ทันทีที่เย่เฉินสำแดงความแข็งแกร่งของมังกรผยอง เขาก็เกือบจะล้มลงบนพื้น
“เป็นพลังงานที่แข็งแกร่งมาก”ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เย่เฉินจึงรีบกรอกน้ำยาวิญญาณหยกสองสามขวดลงไปเพียงแค่ใช้มังกรผยอง ก็ทำให้พลังปราณของเขาแทบจะหมดไปจากทะเลลมปราณ
แน่นอนว่าหลังจากการโจมตีที่ทรงอานุภาพก็จำเป็นจะต้องมีการรองรับที่แข็งแกร่งแม้ว่าวิชาลับมังกรผยองจะมีความบ้าพลังใช้อำนาจแต่มันก็มีขีดจำกัดซึ่งสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวจึงไม่มีการโจมตีออกไปเป็นครั้งที่สองอย่างเด็ดขาด
เมื่อน้ำยาวิญญาณหยกไหลเข้าสู่ร่างกายพลังปราณที่ลดลงไป เนื่องจากการใช้วิชาลับมังกรผยองก็ค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟูแต่อาการบาดเจ็บของร่างกายก็ยังคงอยู่
“ได้รับบาดเจ็บจนได้”เย่เฉินถอนหายใจ “ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายข้าในตอนนี้ นึกไม่ถึงว่าจะสามารถใช้วิชาลับมังกรผยองได้จริงๆ”
ฟ้าใกล้จะรุ่งสางแล้วเย่เฉินก็รินน้ำยาวิญญาณเข้าปากอีกครั้ง จากนั้นก็วิ่งออกไปจากภูเขาด้านหลัง
กลับมาถึงยังหอโอสถวิญญาณท้องฟ้าก็สว่างแล้ว
ด้านในของห้องโถงสวีฝูได้นั่งขัดสมาธิรออยู่ก่อนแล้ว
“ผู้อาวุโสอรุณสวัสดิ์” เย่เฉินกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม
“มามานี่ๆ” สวีฝูกวักมือเรียกเย่เฉินเข้าไปหา จากนั้นก็กระซิบถาม “เมื่อคืนเจ้าได้พบกับเยว่เอ๋อร์แล้วหรือ?”
เย่เฉินพยักหน้ารู้ว่าสวีฝูกำลังหมายถึงศิษย์ของเขาที่ชื่อว่าฉีเยว่
“เจ้าว่าเยว่เอ๋อร์ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”สวีฝูมองไปยังเย่เฉินด้วยรอยยิ้ม
เย่เฉินตกตะลึงแต่ก็ยังพูดออกไป “รูปร่างหน้าตางดงาม ราวกับนางฟ้านางสวรรค์”
“ชอบไหม”
เย่เฉินผงะเขาฟังออกทันที ตื่นเช้าขึ้นมา สวีฝูก็จะทำตัวเป็นพ่อสื่อให้เขากับฉีเยว่เสียแล้ว!
“ท่านอาจารย์”เสียงของหญิงสาวที่แข็งกร้าวดังมาจากตำหนักที่อยู่ด้านข้าง
เวลาต่อมาฉีเยว่ในชุดสีขาวได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงสามารถมองเห็นได้ทันทีว่าใบหน้าของนางกำลังเจือไปด้วยความโกรธ
“เยว่...เยว่เอ๋อร์เจ้าออกมาแล้วหรือ!” สวีฝูหัวเราะเบาๆและทำแสร้งโง่ขึ้นทันที
ฉีเยว่จ้องมองไปยังสวีฝูอย่างดุร้ายดวงตาที่สวยงามของนางมุ่งตรงไปยังเย่เฉินด้วยสายตาที่เย็นชา“ศิษย์มีความทุ่มเทให้กับการฝึกตน ไม่คิดเรื่องความรักระหว่างชายหญิง นอกจากนี้แม้ว่าท่านจะจัดหามา ก็ต้องหาผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้า! เขาเป็นใครกัน เป็นแค่ศิษย์ขั้นรวมพลังคนหนึ่งศิษย์ของท่านคงจะไม่สามารถแต่งด้วยได้หรอก?”
ฉีเยว่ตะโกนเสียงดังใส่หน้าไม่เพียงแต่สวีฝู แม้แต่เย่เฉินเองก็ยังถูกดุจนไม่สามารถจะเงยหน้าขึ้นมาได้
“เยว่เอ๋อร์เจ้าฟังข้าพูดก่อนสิ! เขา...”
“ข้าไม่อยากฟัง”ฉีเยว่ขัดจังหวะคำพูดของสวีฝู ก่อนที่นางจะออกไปก็ได้เหลือบมองเย่เฉินอย่างเย็นชาจากนั้นก็สะบัดเสื้อคลุมและเดินออกไปจากห้องโถง
หลังจากฉีเยว่ออกไปแล้วเย่เฉินก็กระตุกมุมปาก มองไปยังสวีฝู “ข้าจะบอกให้นะผู้อาวุโสลูกศิษย์ของท่านผู้นี้ อารมณ์ก็แย่...”
“โอ้! ข้าชินแล้วล่ะ”
“ผู้อาวุโสเตาปรุงยาของท่าน ปกติแล้วใครเป็นคนทำความสะอาด”เย่เฉินเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปยังเรื่องเตาปรุงยาเพื่อจะทำการยืนยันว่าสวีฝูรู้เรื่องวิชาลับมังกรผยองที่ซ่อนอยู่ด้านในหรือไม่
“นั่นเป็นของวิเศษของข้านอกจากเจ้าแล้ว ปกติก็มีเพียงแค่ข้ากับเยว่เอ๋อร์ที่คอยทำความสะอาด”
“ถ้าอย่างนั้นท่านเคยเห็นว่าในเตาปรุงยา...มีสิ่งของอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า?” เย่เฉินถามอย่างหยั่งความเห็น
“สิ่งของหรือ? มีอะไรอยู่หรือ” สวีฝูมองไปยังเย่เฉินด้วยความประหลาดใจ
เมื่อเห็นท่าทีของสวีฝูแล้วเย่เฉินก็ได้คำตอบที่เขาต้องการถ้าอย่างนั้นสวีฝูและฉีเยว่คงจะไม่รู้เรื่องวิชาลับมังกรผยองที่อยู่ในเตาปรุงยาจริงๆและวิชาลับมังกรผยองก็มีความเป็นไปได้ว่าจะต้องพบกับอัคคีเที่ยงแท้จึงจะยอมปรากฏออกมา
“ข้าถามเจ้าอยู่? สิ่งของอะไรกัน” สวีฝูจ้องไปยังเย่เฉิน
“ไม่มีอะไรก็แค่ขี้เถ้าของสมุนไพรวิญญาณนิดหน่อย” เย่เฉินพูดไปตามใจจากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องโถง “ข้าจะไปปรุงยาแล้ว”
“ตกใจหมดนึกว่ามีอะไรใหญ่โต”สวีฝูพูดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์