แสงสีส้มแดงอาบไร้ทั่วผืนฟ้าที่เคยเป็นเมืองสุริยัน แสงนั้นวูบไหวหลุบหลู่ชะโลมท้องนภาอย่างน่าพิสมัย เป็นทิวทัศน์แสนศิวิไลงดน่าลุ่มหลง หากทว่าความวิจิตงดงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้างต้องถูกบดบังด้วยฉากนองเลือดเบื้องล่าง ทำให้วันที่ควรจะเงียบสงบเปรมสุขกลายเป็นวันแห่งหายนะ กลิ่นคลาวเลือดลอยฝุ้งในอากาศผสมผสานกับซากขี้เถ้าธุรีลอยละเพลี้ยอาบย้อมเต็มเวหา เสียงระเบิดถี่รั่วยังดังต่อเนื่องมาจากทุกทิศทางกลมกลืนกับเสียงหวีดร้องแสนเจ็บปวดทรมาน จนผู้ได้ยินแทบขาดใจตายตาม สายลำพัดผ่านคล้ายเสียงสะอื้นงันอันโศกศัลย์กับสงครามการเข่นฆ่า
ประกายแสงสีเขียว สีเพลิงสายฟ้าหลุบหลู่วูบวาบเป็นแผ่นผืนดุจตาข่ายฟ้าล่างแหดิน ตรงเข้าโจมตีฟ้าครามด้วยพลังสะท้านโลก แม้ว่าเวทมนต์สองบทนี้จะเป็นเพียงเวทย์ระดับสี่แต่เมื่อถูกใช้โดยสองสุดยอดจอมเวทย์พลังของมันจึงเทียบเท่าเวทมนต์ระดับเจ็ด
ควรทราบ ต่อให้เป็นเวทมนต์ระดับพื้นฐานแต่ถ้าเวทย์บทนั้นถูกคิดค้นขึ้นมาเองผู้ใช้สามารถเพิ่มพลังทำลายของเวทมนต์ได้ตามต้องการ เพียงแค่ในช่วงการร่ายเวทมนต์ใส่พลังวิญญาณเข้าไปให้มากขึ้นเท่านี้เวทมนต์ก็จะรุนแรงขึ้น แต่หากเป็นเวทมนต์ที่ได้รับมาจากตำราที่ระบบมอบให้จะไม่สามารถเพิ่มพลังทำลายได้
“รัตติกาลกลืนกิน” ฟ้าครามกระชากเสียงดังลั่น ความมืดวาววามทองแผ่ขยายออกจากร่างก่อนจะกลืนการโจมตีของสองบุรุษหายวับในพริบตา
วูมมม... สดายุบินทะยานกางอุ้งเท้ากงเล็บแหลมคมขย่ำใส่คออวตารปักษาของมนตราพร้อมทั้งอ้าปากกว้างเตรียมยิงลำแสงอนันตกาลหมายจะลบจ้าวนครทิ้งในการโจมตีเดียว
ฟรึ้บบบ... “อย่าได้ใจเจ้าสัตว์เดรฉานนนนนนน” มนตราตวาดลั่น ขนปักษาสีเขียวอ่อนนับหมื่นพลันปรากฎขึ้นด้านหลังอวตารปักษาพุ่งจู่โจมสดายุ
พญาฟีนิกซ์สะบัดปีกถลาออกมา ส่ายปากยิงลำแสงลบล้างสกัดขนปักษาสิ้นในพริบตา
ฟรึ้บ! จ้าวนครเบิกตากว้างเย็นสะท้านทั่วสันหลัง ปรากฎเงามัจจราชขึ้นอย่างกระทันหัน โหยหา ร่ำไห้ของอวตารแห่งศิลาดวงใจของจันทรา ยกสูงอาบพลังความมืดหนักหน่วงก่อนจะฟันจากขวาไปซ้าย
เปรี้ยง... อ๊ากกกกกก เสียงระเบิดดังคล้ายฟ้าแตก อวตารปักษาลอยลิ่วดิ่งลงพื้นดุจดาวตก สดายุไม่รีรอเร่งรวบรวมพลังเวทมนต์แห่งการสูญสลายไว้ในปาก เกิดเสียงคล้ายน้ำพุดังกังวาล
วูมมมมม... วูบ
มนตราแทบหยุดหายใจ ทำได้เพียงจ้องมองลำแสงเพลิงสีรุ้งแห่งการลบล้างพุ่งมาโจมตีตนเองอย่างไร้ทางต่อต้าน ตอนนั้นเองสุริยะเทพคำรามก้อง
“กาลแห่งการกำเนิด เก้าแสงสวรรค์ล้อมตะวัน” กำแพงเพลิงตระหง่ายิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนขึ้นปกป้องมนตราไว้ได้ราวปฏิหาริย์ เมื่อขั้วพลังตรงข้ามกันอย่าง พลังแห่งการสูญสลายและพลังแห่งการสร้างปะทะกันก่อให้เกิดการระเบิดสะท้านโลก คลื่นอากาศวิปริต ท้องฟ้าวิปโยค ผืนดินวิปลาส ราวกับจะเป็นวันสุดท้ายของโลก
การต่อสู้ของบุตรแห่งจิตวิญญาณธรรมชาติทั้งสามเกินขอบเขตสามัญสำนึกไปไกลลิบโลก เล่นเอาผู้ที่เห็นเหตุการอ้าปากค้างในสัตว์ประหลาดทั้งสามตน หลงลืมไปว่ายังมีโคตรสัตว์ประหลาดอีกหนึ่งตนที่ยังไม่ได้เข้ามาภายในเมืองสุริยัน
มิหนำซ้ำการใช้มหาเวทย์ออกมาแต่ละครั้ง จันทราเทพ มนตรา สุริยะเทพ ไม่ได้เอื่อนเอ่ยบทสวด เห็นชัดเจนว่าพวกเขาใช้เวทมนต์ได้โดยไม่ต้องร่ายคาถา ทอดตาตามหาทั่วแผ่นดินถึงผู้ที่สามารถทำแบบนี้เกรงว่าคงไม่มีอีกแล้วในโลกหล้า
อันที่จริงต้องบอกว่าฟ้าครามไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้หากไม่ได้ร่ายบทสวด เพียงทว่ายามนี้เจ้าหล่อนมีอวตารแห่งศิลาคอยร่ายบทสวดให้ อวตารแห่งศิลา ดวงใจของจันทราเกิดมาจากเธอ ดังนั้นจึงเหมือนว่าฟ้าครามเป็นคนร่ายบทสวดเอง
เมื่อเสียงปะทะสงบลงพลังเวทย์จางลง สุริยะเทพมองตรงที่มนตราด้วยสีกหน้าเคร่งเครียดลุ้นระทึกว่าชายหนุ่มจะรอดไหม นอกจากมนตราเขาเองก็มองไม่เห็นใครแล้วจริงๆที่จะสามารถช่วยต่อกรกับจันทราเทพ และถ้าหากจันทราเทพยังไม่สามารถต่อกรได้ ก็ล้มเลิกความคิดที่จะพิชิตโลกนี้ไปได้เลย เพราะหนทางข้างหน้ามีก้างชิ้นโตอย่างศิลาขวางทางอยู่ ไม่ซิ... นั่นไม่ใช่ก้าง หากแต่เป็นเทือกเขากำแพงฟ้า
เดิมทีแผนของสุริยะเทพคือการชิงดวงใจภูตแห่งความมืด หรือไม่ก็เศษวิญญาณธรรมชาติและวงแหวนโลกา แต่ไอเท็มสองชิ้นนั้นดันอยู่กับมหาเทพสงครามไดอาโบ จึงจำต้องเปลี่ยนมาเป็นชิงดวงใจภูตแห่งความมืดแทน หากเขาหลอมรวมกับดวงใจภูตแห่งความมืดได้ การต่อกรกับศิลาคงสูสี เพราะยามนี้ตัวตนของศิลาถือว่าทัดเทียมกับสามบอส หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าไปแล้วหนึ่งขั้น
หลักฐานยืนยันความคิดที่ว่าศิลาเหนือกว่าสามบอสไปแล้วคือหญิงสาวตรงหน้า ทั้งที่เขาเองก็เป็นหนึ่งในจิตวิญญาณภูตแห่งแสงตัวตนทัดเทียมกับจันทราเทพ แต่ทว่าเหตุใดพลังถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว จันทราเทพยังขนาดนี้แล้วศิลาจะขนาดไหน นี่แค่ความต่างของพลังนะ ยังไม่รวมฝีมือการต่อสู้แบบเพียวๆ หรือสมองความคิดการอ่าน และสภาพจิตใจ
ตัดมาทางศิลากำลังโรมรันพันตูกับพาลีอย่าก้ำกึ่ง
“สมกับเป็นพญาวานรจ้าวนครขีดขิน สมแล้วที่เป็นบุตรแห่งพระอินทร์”
พาลีคือบุตรของนางกาจอัจนา และพระอินทร์ พระอินทร์ต้องการแบ่งกำลังฤทธิ์ไว้คอยช่วยพระนารายณ์อวตาร ก็เลยแอบมาเกี้ยวพานางกาลอัจนา และจ้ำจี้นาง นางจึงตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย มีกายสีเขียวอ่อนดังมรกต พระฤๅษีหลงรักยิ่งกว่าราชบุตรีเสียอีก ต่อมานางกาลอัจนาเกิดหลงรักพระอาทิตย์ พระอาทิตย์ต้องการแบ่งกำลังฤทธิ์ไว้คอยช่วยพระนารายณ์อวตารเช่นกัน จึงลงมาหานาง และจ้ำจี้ นางกาจอัจนาด้วยความยินดี นางก็ตั้งครรภ์ คลอดบุตรเป็นชาย ผุดผ่องดั่งดวงตะวันต่อมากลายเป็นพญาวานรนามสุครีพ
วันหนึ่งพระฤๅษีโคดมพาลูกน้อยทั้งสามไปเล่นน้ำ ลูกชายคนโตขี่หลัง ลูกชายคนเล็กอุ้มไว้ ลูกสาวเดินตาม นางสวาหะคับแค้นใจจึงบ่นว่า “ทีลูกตัวเองให้เดินดิน ลูกเขาล่ะก็ทั้งอุ้มทั้งขี่หลัง” พระฤๅษีเอะใจในคำนางสวาหะ จึงซักถามจนได้ความ พระฤๅษีจึงยกมือพนม ตั้งสัตย์อฐิษฐานจะโยนเด็กทั้งสามลงกลางน้ำ ถ้าเป็นลูกตนให้ว่ายกลับมาหา ถ้าเป็นลูกชายคนอื่นให้เป็นลิงป่า อย่าว่ายคืนกลับมา นางสวาหะว่ายกลับมา บุตรชายทั้งสองว่ายน้ำขึ้นฝั่ง กลายเป็นลิงวิ่งเข้าป่าไป
พระฤๅษีจึงสาปนางกาลอัจนาให้กลายเป็นแผ่นหิน และจะต้องถูกพระรามเอาไปถมทะเลเพื่อเข้าไปกรุงลงกา นางกาลอัจนาโกรธนางสวาหะมาก จึงสาปให้อ้าปากยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลมกลางป่าเชิงเขาจักรวาล ต่อเมื่อมีลูกเป็นลิงที่มีอิทธิฤทธิ์เหนือลิงทั้งปวง จึงจะพ้นคำสาป ต่อมาพระอิศวรทรงสั่งพระพายให้นำอาวุธ ได้แก่ คทาเพชร ตรีเพชร จักรแก้ว รวมไปถึงกำลังของพระอิศวร ไปซัดเข้าปากนางสวาหะซึ่งถูกสาป นางจึงตั้งครรภ์ต่อมาก็ให้กำเนิดบุตร คือพญาวานรหนุมาน
พาลีฉีกยิ้มมั่นใจ “ข้าว่าเจ้ายอมสยบให้กับข้าเสียจะดีกว่า ขืนดึงดันสู้ต่อไป จุดหมายปลายทางของเจ้าก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากความพ่ายแพ้”
ศิลาปาดเหงื่ออาบใบหน้า เป็นอย่างที่มันว่า ขืนสู้ยืดเยื้อเขามีแต่จะเสียเปรียบ พละกำลัง พลังทั้งหมดถูกลดลงครึ่งหนึ่งและไปเพิ่มให้พาลี ยิ่งเขาเก่งมากเท่าไหร่พาลียิ่งเก่งกว่า ไม่เพียงเท่านั้น อานาเขตไร้เทียมทานบวกกับพรแห่งพระอิศวรยังครอบคลุมเป็นวงกว้าง มีกี่คนกันที่อยู่ในอาณาเขต
เหนือสิ่งอื่นใด เขตแดนห้วงเวลาแห่งศิลาก็อยู่ได้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง หากหมดลงพลัง สกิลทุกอย่างจะถูกผนึกชั่วคราว เขาจะเข้าสู่สภาวะไม่สามารถต่อสู้ได้เลย
“พาลี นายบอกว่าจะไม่ยกดวงใจภูต เศษวิญญาณธรรมชาติ และวงแหวนโลกาให้ผู้ใด นั่นรวมถึงองค์รามด้วยหรือไม่?”
พาลีกอดอกมือสองข้างถือดาบสีเขียวทรงไทยเดินวนไปมาสีหน้ายิ้มชื่น “อย่างที่ข้าพูดไป ความหมายของมันก็ชัดเจน”
แบบนี้นี่เอง พาลีก็ต้องการจะวิวัฒนาการ
สมองศิลาทำงานปรี๊ปร๊าด วิเคราะห์หาทางเอาตัวรอดออกไปจากสถานการณ์นี้
หากจะหนีจากพาลีเขาสามารถทำได้สบายมาก แต่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา หากปล่อยไว้พาลีนี่แหละที่จะกลายเป็นลาสบอส หรือไม่ก็คงกลายเป็นผู้พิชิตเกมจากไอ้สกิลเฮงซวย หากเดาไม่ผิด ศรทั้งสามขององค์รามต้องสามารถสังหารพาลีได้ พาลีแข็งแกร่งขนาดนี้ มีกองกำลังวานรแห่งนครขีดขิน ถ้าว่าตามจริงสามารถขึ้นมาเป็นหนึ่งในกองทัพที่แกร่งที่สุดในโลกได้สบาย แต่ทำไมถึงยอมรับใช้องค์ราม แสดงว่าพาลีเองก็กลัวอะไรบางอย่าง และพลังขององค์รามคืออะไร นั่นคือศรทั้งสาม ในเมื่อชิงศรจากองค์รามมาไม่ได้ก็มีแต่ต้องให้เจ้าตัวมาที่นี่ พอดีเลย ไดอาโบก็กำลังมาพร้อมวงแหวนโลกาและเศษวิญญาณธรรมชาติ แต่ปัญหาติดตรงที่ไดอาโบ เจ้านั่นจะยอมทำตามที่บอกหรือเปล่า
“ข้ามีความฝัน” พาลีกล่าวเสียงขรึม เบือนหน้ามองท้องฟ้าทอดสายตาสุดโลกหล้า “ความฝันที่ข้าอยากทำให้มันไม่ใช่แค่ความฝัน”
ความฝัน? ปัญญาประดิษฐ์มีความฝัน? โอ่ว...ให้ตายเถอะ คุณชิงหลงจะออกแบบได้เหมือนคนจริงมากเกินไปแล้ว
“ความฝันอะไร พอจะบอกข้าได้หรือไม่”
พาลีหันมองศิลาพร้อมรอยยิ้ม “พวกข้าถือกำเนิดมาจากสิ่งใด? มีชีวิตเพื่ออะไร? และปลายทางของชีวิตจะเป็นเช่นไร? เหตุผลอะไรทำไมพวกข้าถึงถูกสร้างขึ้นมา ตั้งแต่ถือกำเนิด มีเสียงหนึ่งดังก้องในหัวของพวกเรามาตลอด เสียงนั่นคอยกระซิบบอกว่าให้จัดการมนุษย์ต่างโลก พวกเราไม่สามารถขัดขืนต่อเสียงนั้นได้ ข้าถึงได้รู้ ตัวตนของพวกข้ามิใช่สิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง หากแต่เป็นใครสักคนที่ให้กำเนิด ความฝันของข้าคือการตามหาความจริง อยากไปให้ถึงปลายทางสุดขอบแห่งชีวิต มองดูโลกนี้ดำเนินไปจนถึงวาระสุดท้ายของมัน เหนือสิ่งอื่นใดข้าต้องการปลดปล่อยพวกพ้องที่ถูกสร้างให้หลุดพ้นจากคำสาบ”
ศิลาถอนหายใจ “เป็นความฝันที่ยอดเยี่ยม เป็นความฝันที่ทำเพื่อผู้อื่น แต่ข้าคงต้องบอกว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะเส้นทางความฝันของนาย ขวางเส้นทางความฝันของฉันอยู่”
ทั้งสองยืนประสานสายตาแข็งกร้าวท่ามกลางความเงียบสงัด และเป็นพาลีพูดขึ้น “จะมีเพียงหนึ่งที่ได้ไปต่อ”
“อีกหนึ่งจะต้องหยุดลงที่ตรงนี้” ศิลารับคำ
ซึ่งไม่ใช่ข้า.... ศิลาและพาลีพูดพร้อมกันประโยคเดียวกันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“ศิลา ข้ายอมรับ เจ้าคือคู่ต่อสู้ที่คู่ควร” พญาวานรกระชับดาบคู่ทรงไทยสีเขียวแน่น “ปลดปล่อยพันธนาการ เขตแดนแห่งพาลี ห้วงเวลาสงบนิ่ง”
เขตแดนสัตว์อสูรถูกใช้ออกมาปรากฎโดมสีเขียวกางออกจากร่างพาลี ศิลาประหลาดใจอย่างมาก
สะ...สองเขตแดน?
ไม่น่าจะเป็นไปได้ ต่อให้เก่งยังไงเขตแดนของสัตว์อสูรก็จะมีแค่อย่างเดียว หรือว่า!!?.... เข้ากระจ่างวูบ ที่แท้ห้วงเวลาไร้เทียมทานพรแห่งพระอิศวร ระบบไม่นับว่าเป็นเขตแดนของสัตว์อสูร เขาพลาดเอง ทั้งที่รู้อยู่ก่อนแล้วแท้ๆว่านั่นเป็นสกิลติดตัวของพาลี หมายความว่าพญาวานรตนนี้ยังมีเขตแดนสัตว์อสูรอยู่ ทำไมก่อนหน้านี้เขาคิดไม่ได้ เขาพลาดเอง เป็นการพลาดอย่างใหญ่หลวง
ศิลาไม่สามารถขยับร่างกายได้ตามใจสั่ง ความรวดเร็วของเขาถูกเขตแดนของพาลีลดลงมากถึงเก้าในสิบ ทำให้ในตอนนี้ศิลาอยู่ในสภาวะสโลโมชั่น
“เสร็จกู.....” เสียงหักห้าวของชายหนุ่มดังกังวาลทันทีเมื่อเห็นศิลาอยู่ในสภาวะเอื่อยเฉื่อย
โรมิโอ จูเลียต ฟันโอ โอรีโอ เนเน่ นีโอ เรียกว่าเป็นการรวมตัวออสตาร์คู่แค้นศิลา ทั้งหมดพุ่งพรวดพลาดโอบล้อมทุกทิศทาง แทงอาวุธในมือออกปราดหมายจะฆ่าศิลาให้สิ้นชื่อ
“ไอ้พวกมนุษย์ไม่เจียม” พาลีคำรามก้องกระทืบเท้าหนัก
เปรี้ยง! สายฟ้าผ่าลงมาจากสวรรค์ใส่คู่แค้นศิลาทั้งหมดเกือบดับอนาถในคราเดียว เหลือเพียงนีโอประชิดด้านหลังศิลา ดาบแคบยาวในมืออาบเพลิงสีแดงชาดฟันแผ่ระนาบตรงเข้าลำคอศิลา
“กายาสุวรรณ์” ศิลากล่าวในใจ ออร่าสีทองห่มหุ้มร่างกายไว้ทุกส่วนราวกับเกราะพลังวิญญาณ
เปร้ง... งงงงงง ใบดาบฟันเข้าลำคอก่อนจะถูกดีดสะท้อนออกรุนแรง
กายาสุวรรณ์ ในสามสิบนาทีทุกการโจมตีจะไร้ผลกับศิลาอย่างสิ้นเชิง รวมถึงพลังทักษะ ทุกอย่างจะถูกเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว
ศิลาหมุนตัวรวดเร็ว แม้จะไม่เท่าแต่ก่อนเพราะถูกเขตแดนของพาลีกดทับเอาไว้ เขาตีรังกากลับหลังเท้าขวาแตะพื้นหมุนตัววูบเตะวาดเท้าซ้ายตอกส้นเข้าใบหน้านีโออย่างจัง ชายหนุ่มหน้าเบี้ยว ได้ยินเสียงดังเปร๊าะคล้ายกระดูดหักดังสนั่นพร้อมร่างลอยกระเด็นลิ่ว
“ขอเวลาแป๊บ” ศิลากล่าวสั้นๆ ดีดตัวสุดแรงตามนีโอมาติดๆ
ชายหนุ่มทำได้เพียงเบิกตามอง กระพริบตาปิบๆ ศิลาปรากฎเลยไปบนหัว หมัดขวาห่อหุ้มพลังสีรุ้งหนักหน่วงชกเปรี้ยงเข้ากลางกระบาล เสียงดังโผ๊ละสนั่นคล้ายผ่ามะพร้าวพร้อมสมองชายหนุ่มแหลกกระจุยกระจาย เสี้ยววินาทีศิลาปรากฎลอยอยู่กลางอากาศสูงขึ้นไป แสงสีรุ้งรูปโหยหาร่ำไห้ นับหมื่นนับแสนอาบย้อมทั่วท้องฟ้า
“วะ...วะ...เวรและไง” โรมิโอติดอ่าง
“หมื่นโหยหา พันร่ำไห้” ศิลาสะบัดนิ้ว ดาบกริชนับหมื่นพุ่งจู่โจมดุจกระสุนปืนกลใส่พวกสมาพันธุ์ฮีโร่อย่างไม่ลังเล
ตูมๆๆๆๆๆๆๆ เสียงระเบิดดังต่อเนื่องผสานเสียงโหยหวน ฟังแล้วชวนสยองยิ่ง
“เจ้านั่นหลุดจากเขตแดนของข้าได้ยังไง?” พาลีลอบสังเกต “ไม่ซิ ไม่ได้หลุด เพียงแต่ใช้ทักษะอื่นต้านทานผลของเขตแดนสงบนิ่งเอาไว้ คงเป็นสกิลกายาสุวรรณนั่นแน่ แสดงว่าเจ้านั่นก็ยังออมพลังเอาไว้อยู่ เพราะอะไร ทำไมไม่เหมือนกับที่ได้ยินมา หากจันทราเทพตกอยู่ในอันตราย ออกห่างจากบัลลังก์มาร เขาจะต้องร้อนรนใจซิ แทนที่จะรีบทุ่มกำลังล้มข้าแล้วไปช่วยจันทราเทพ แต่นี่กลับออมพลังเอาไว้ แล้วเขาออมเอาไว้มากขนาดไหนกัน ทำไมพรแห่งพระอิศวรของดูดมาได้แค่นี้ เขาใช้วิธีไหนหลุดจากพรแห่งพระอิศวร”