ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 63 ประหลาดใจ, อารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง

            หลงเซี่ยวอวี่ตัดบทคำพูดกุ่ยเม่ยอย่างเย็นชาน้ำเสียงเย็นเยียบเจือไปด้วยความไม่พอใจสายหนึ่ง“เรื่องไม่สำคัญที่ไม่เกี่ยวข้องมิต้องพูด!”

            “ขอรับ”กุ่ยเม่ยตอบรับอย่างนอบน้อม ปิดปากอย่างเชื่อฟังโดยพลัน

            หลงเซี่ยวอวี่ไม่ได้พูดว่ามิต้องพูดเรื่องใดกุ่ยเม่ยย่อมรู้ว่าเป็นเรื่องใดเพราะตอนท้ายได้พูดถึงคนไม่สำคัญที่ไร้ความเกี่ยวข้องเข้า

            ระยะนี้กุ่ยเม่ยค่อยๆ เข้าใจขึ้นมานอกจากหวางเฟยผู้เหมือนปริศนาผู้นั้นที่นายท่านสนใจเล็กน้อยแล้วเรื่องของสตรีอื่นที่เกี่ยวข้อง นายท่านก็ยังไม่แม้แต่จะฟัง

            ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าจะพูดเรื่องขององค์หญิงอันหย่าแต่เป็นหลังจากที่หวางเฟยพบกับองค์หญิงอันหย่าก็ไม่มีความสุขเลยต่างหาก

            การกระทำทุกอย่างคำพูดทั้งหมดของหวางเฟยและองค์หญิงอันหย่าในห้องโถงวันนี้ เขาล้วนเห็นได้อย่างชัดเจนเข้าใจได้พริบตาเดียว และหลังจากที่หวางเฟยหลอกคนพวกนั้นก็ดูเหมือนอารมณ์จะไม่เลวเลย

            ทว่าเขาคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจหลังจากองค์หญิงอันหย่าออกไปจากจวน หวางเฟยก็เหม่อมองไปทางที่องค์หญิงอันหย่าจากไปสีหน้าก็หมองลงในทันใด ดูเหมือนไม่ยินดีแล้ว

            ยามนี้นายท่านไม่อยากฟังเขาอยากพูดอีกก็ไม่สามารถพูดมากได้แล้วพวกเขาเป็นลูกน้องย่อมมิอาจไปคาดเดาความคิดนายท่านได้

            คำพูดของนายท่านเขาย่อมต้องเชื่อฟังและทำตาม สิ่งนี้กลายเป็นนิสัยของพวกเขาไปแล้วราวกับมีนิสัยนี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด มิใช่สิ่งฝึกฝนได้ในวันสองวัน

            กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยไม่ได้เปิดปากอีกยืนรออยู่ด้านข้างอย่างเชื่อฟัง

            หลังจากนั้นครู่หนึ่ง

            หลงเซี่ยวอวี่จึงถามขึ้นอย่างเรียบเฉย“นิกายกู่ตู๋มิได้เร้นกายไปพร้อมกับการตายของเจ้านิกายเหลิ่งหนานจือ?”

            “ในหมู่คนทั่วไปลือกันเช่นนี้ส่วนรายละเอียดนั้นจะเป็นการเร้นกายจริงหรือไม่ก็มิอาจรู้อย่างไรนิกายกู่ตู๋ในวันนี้ก็มิได้เหมือนวันวาน อำนาจในยามนี้ก็น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยหากอยากหวนคืนต้องกลายเป็นหนูตามท้องถนนเป็นแน่ ไร้ซึ่งหนทางจะยืนหยัดในแผ่นดินใหญ่ได้หลายปีมานี้พวกเขาเพียงหลบซ่อนอยู่ในความมืด ไร้หนทางสืบหารายละเอียดที่ตั้ง และกู่ควบคุมใจตามที่ข้าน้อยหามาได้มีเพียงคนของนิกายกู่ตู๋เท่านั้นที่มีความสามารถเพาะพันธุ์ออกมา” กุ่ยหยิ่งตอบตามความจริง

            ตั้งแต่กุ่ยหยิ่งสืบหาได้ว่ากู่ควบคุมใจออกมาจากนิกายกู่ตู๋เขาก็ยากจะเชื่อนัก หลังผ่านการตรวจสอบโดยละเอียดจึงได้มั่นใจแต่เขาก็ยังแปลกใจอยู่ดี ฮองเฮาดูเหมือนจะมิได้ธรรมดาอย่างที่พวกเขาคิดไว้

            นิกายกู่ตู๋เป็นหนึ่งในสามนิกายทรงอำนาจแห่งแผ่นดินใหญ่หมิงเยว่แม้นิกายกู่ตู๋จะด้อยด้านพลังคน แต่พวกเขาเพาะเลี้ยงกู่พิษนานาพันธุ์ ให้แก่ผู้ที่ต้องการใช้งานหลังจากนั้นจึงยืนหยัดได้อย่างมั่นคงบนแผ่นดินใหญ่หมิงเยว่

            นิกายกู่ตู๋เพียงอาศัยสิ่งมีชีวิตจำพวกหนอนอำนาจก็ยิ่งแข็งแกร่ง ดังนั้นนิกายกู่ตู๋จึงเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาสามนิกาย

            แรกเริ่มนั้นหนอนกู่แพร่หลายไปในราชวงศ์ของแต่ละแคว้นกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแย่งชิงบัลลังก์ หนอนกู่บางชนิดแพร่พันธุ์ได้เร็วท้ายที่สุดเพียงกระจายออกไปก็มิอาจควบคุมได้ หนึ่งแพร่สิบ สิบแพร่ร้อย

            ต่อมาหนอนกู่ได้แพร่หลายไปในหมู่ราษฎรก่อให้เกิดอันตรายต่อราษฎร ทำให้ราษฎรมิอาจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ผู้คนก่นด่าโกรธแค้น จิตใจไม่สงบสุขหวาดกลัวจนหลีกหนีจากหนอนกู่ให้ไกล

            ล้วนกล่าวว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจประชาชนที่สุดไหนเลยจะรู้ว่ายามนั้นสิ่งที่ทำร้ายประชาชนที่สุดคือหนอนกู่นานาพันธุ์ที่แพร่หลายไปในหมู่ประชาชนทุกหย่อมหญ้าต่อมาด้วยเหตุนี้นิกายกู่ตู๋จึงถูกคนทั้งโลกเรียกว่าอำนาจมืด

            ใจประชามิอาจสูญเสียเจตนาราษฎรมิอาจละเลย

            การแพร่หลายของหนอนกู่อันตรายและกลายเป็นเรื่องที่น่าปวดศีรษะที่สุดของแต่ละแคว้น ท้ายที่สุดพวกเขาจึงมีบัญชาว่าพิษกู่ถูกลงความเห็นว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในแต่ละแคว้น ผู้ที่ครอบครองทุกคนไม่ถามเหตุผล ไม่สนมูลเหตุ ฆ่าไม่เว้น

            เพราะหนอนกู่เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับทุกแคว้นอิทธิพลของนิกายกู่ตู๋ที่พึ่งพาหนอนกู่ สุดท้ายก็มิอาจสร้างขึ้นมาได้ในเมืองหลวง

            ไม่มีการพึ่งพาของราชวงศ์อิทธิพลนิกายกู่ตู๋จึงค่อยๆ ตกต่ำลง สุดท้ายภายใต้การตามล่าของอีกสองนิกาย เจ้านิกายกู่ตู๋เหลิ่งหนานจือไร้ทางเลือกได้แต่โดดหน้าผาหมื่นจั้งฆ่าตัวตายจากนั้นเพราะการจบชีวิตของเจ้านิกาย คนนิกายกู่ตู๋จึงกระสานซ่านเซ็นภายหลังพวกเขาลอบเร้นอยู่ในใต้หล้า

            ต่อมาสิ่งเช่นหนอนกู่นี้ก็เกือบจะไม่ปรากฏบนแผ่นดินใหญ่หมิงเยว่อีกท้ายที่สุดแล้วหนอนที่น่าสะพรึงกลัวก็กลายเป็นข่าวลือไกลจนเกินเอื้อม

            “ในเมื่อออกมาจากนิกายกู่ตู๋ดูท่ากู่ควบคุมใจก็มิใช่ธรรมดา” หลงเซี่ยวอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

            ดวงตาของเขายังปิดอยู่เช่นเดิมในคำพูดเฉยชาก็มิอาจฟังอารมณ์ใดๆ จากด้านในได้ราวกับว่าเขากำลังพูดเรื่องปกติธรรมดา

            แต่ว่าจะธรรมดาหรือไม่ธรรมดาก็มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้

            ในเมื่อเรื่องนี้พัวพันไปถึงนิกายกู่ตู๋เรื่องราวจึงมิได้ง่ายดายเพียงนั้นแล้ว

            หลายปีมานี้หลงเซี่ยวอวี่ทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องที่ฮองเฮาทำย่อมรู้ว่าเบื้องหลังฮองเฮานั้นมีอำนาจมากน้อยเท่าใด ขอเพียงไม่ถูกเส้นต่ำสุดเขาล้วนปล่อยให้นางเต้นระริก ส่วนตนเองยืนรับชมอยู่ข้างๆ

            แต่เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฮองเฮาจะไปพัวพันกับอำนาจมืดที่เร้นกายมานานปี

            ฮองเฮาช่างทำได้ทุกอย่างนักกล้าใช้พิษประเภทนี้ทำร้ายคน ก็ต้องมีความกล้าที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้ต้องการสืบหาก็มิง่าย แต่หากสืบสาวออกมาเช่นนั้นฮองเฮาก็หลีกหนีสถานการณ์นี้ไปได้ไม่ไกล

            “นายท่านข้าน้อยยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ประหลาดใจในเมื่อกู่ควบคุมใจผู้ไม่สันทัดด้านกู่จะมองไม่ออกเหตุใดหวางเฟยจึงสามารถมองออกได้ หรือว่าหวางเฟยจะเลี้ยงกู่ขอรับ?” กุ่ยหยิ่งที่อดกลั้นมานานก็ยังถามข้อสงสัยในใจออกมา

            ไม่ว่านายท่านจะรู้ไม่รู้อันใดเขาก็ยังถามด้วยความประหลาดใจยิ่งสองสามวันนี้เขาล้วนถูกข้อสงสัยนี้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

            คราที่แล้วหวางเฟยหลับใหลไปเขากับกุ่ยเม่ยต่างก็ออกไปปฏิบัติภารกิจจึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าหวางเฟยมองกู่ออกได้อย่างไรเขาคิดว่านายท่านอยู่ในที่เกิดเหตุคงจะรู้กระมัง

            กุ่ยเม่ยได้ยินวาจาของกุ่ยหยิ่งก็ตระหนกเงียบๆ

            หากเป็นดั่งที่กุ่ยหยิ่งคิดจริงหวางเฟยผู้นี้ของพวกเขาจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติไปแล้ว ความรู้การแพทย์ความรู้ด้านยาพิษ ความรู้ด้านกู่ เชี่ยวชาญไปเสียทุกอย่างไทเฮาเลือกคนอย่างไรกันแน่ เลือกสตรีร้ายกาจให้แต่งกับฉีอ๋อง

            เพียงแต่หวางเฟยซ่อนคมไว้ลึกจนเกินไปยามปกติก็แสดงออกธรรมดายิ่งนัก ทำให้คนมองไม่ออกว่าเป็นมิตรหรือศัตรูดูจากท่าทางครั้งก่อนๆ ที่หวางเฟยมีต่อสตรีในวังสองสามคนนั้นหวางเฟยคงไม่ใช่คนของพวกนาง

            แม้หวางเฟยจะไม่ธรรมดาแต่การแสดงออกกลับปกตินัก ยามปกติก็ปฏิบัติต่อบ่าวไพร่ในจวนอ๋องสุภาพอ่อนโยนนักหวังว่าหวางเฟยจะปกติเช่นนี้ต่อไป คนของจวนอ๋องมีความประทับใจต่อหวางเฟยผู้นี้ดียิ่งนักพวกเขาไม่คาดหวังว่าจะมีวันที่ความประทับใจต่อหวางเฟยเปลี่ยนแปลงไป

            ครู่หนึ่ง ดวงตาดำมืดของหลงเซี่ยวอวี่ก็เปิดออกยกมุมปากอย่างไม่น่าไว้ใจน้ำเสียงอ่อนโยนทว่าเจือความเย็นเยียบแฝงไปด้วยแววแห่งการค้นหา “เปิ่นหวางก็ยิ่งสงสัยความลับทั้งหมดบนตัวนางนัก”

            พูดจบเขากระโดดขึ้นไปในอากาศ เหาะขึ้นไปยอดศาลา ยืนไพล่มือดั่งเทพราตรี ราวกับมาโปรดสรรพสัตว์นัยน์ตาดำขลับลุ่มลึกทอดมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีอันไร้จุดสิ้นสุด ผู้ใดก็ล้วนมองความคิดในดวงตาของเขาไม่ออก

            คำพูดของหลงเซี่ยวอวี่มีสองความหมายทั้งตอบคำถามกุ่ยหยิ่งบอกว่าเขาก็สงสัยมากเช่นกันว่ามู่จื่อหลิงเลี้ยงกู่ได้หรือไม่และพูดว่าความสงสัยใคร่รู้ที่เขามีต่อมู่จื่อหลิงมิได้มีเพียงแค่นี้

            กุ่ยหยิ่งและกุ่ยเม่ยได้ยินคำพูดนี้ก็พูดไม่ออกแม้จะคุ้นชินกับระยะนี้เรื่องที่หลงเซี่ยวอวี่มอบหมายให้พวกเขาสืบหาล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมู่จื่อหลิง

            พวกเขาเพียงเคยคิดง่ายๆ ว่าหลงเซี่ยวอวี่อยากรู้ว่ามู่จื่อหลิงเป็นคนของไทเฮาหรือไม่

            ดูแล้วยามนี้คงมิได้ง่ายดายเพียงนั้นแล้วกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยอยู่กับหลงเซี่ยวอวี่มาหลายปีเพียงนี้ ย่อมเข้าใจบางส่วน

            ดูจากยามนี้แล้วฉีอ๋องของพวกเขาเหมือนจะสนใจสตรีผู้หนึ่งเข้าแล้วจริงๆทั้งยังมิใช่ง่ายดายเลย พวกเขาล้วนเฝ้ารอว่าพวกเขาจะมีนายหญิงที่แท้จริง

            ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ท้องนภาจะมีฝนโลหิตตกหรือไม่นะ?

            ทว่าเหตุใดนายท่านจึงไม่ทราบว่าหวางเฟยมองกู่ควบคุมใจออกได้อย่างไร? วันนั้นนายท่านก็อยู่ในที่เกิดเหตุมิใช่หรือหรือหวางเฟยจะมิได้พูด?

            หากหวางเฟยไม่พูดจากนิสัยของนายท่านแล้ว เขาไม่มีทางไปถามหวางเฟยด้วยตนเอง แต่เล่อเทียนไม่เหมือนกันต่อให้นายท่านไม่ถาม เล่อเทียนก็จะเป็นฝ่ายถามหวางเฟยก่อนเล่อเทียนจะไม่ได้ถามด้วยเหตุใด?

            หากกุ่ยหยิ่งและกุ่ยเม่ยรู้ว่าวันนั้นเล่อเทียนปากมากไปถามคำถามที่ไม่ควรถามเข้าจนหนีกระเจิดกระเจิงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ไม่รู้ว่าพวกเขาจะวิ่งไปหวดเล่อเทียนสักยกหรือไม่

            แล้ววันนั้นก็เป็นเพราะฉีหวางเฟยไปตอบคำถามน่ารำคาญของเล่อเทียนทำให้ฉีอ๋องอารมณ์ไม่ดี

            สุดท้ายเป็นเพราะคำถามโง่งมเช่น‘เพราะเหตุใด’ ของฉีหวางเฟย ฉีอ๋องก็จากไปด้วยอารมณ์แปลกประหลาด ย่อมไม่ทราบเช่นกัน ไม่รู้ว่าหลังจากที่กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยทราบการกระทำอันแปลกประหลาดของฉีอ๋องเข้าคงคิดว่าฝนโลหิตกำลังจะตกลงมา

            หลงเซี่ยวอวี่ย้ายสายตาไปยังทิศทางตำหนักอวี่หานหลังผ่านไปนาน จึงพูดอย่างไร้อารมณ์ด้วยความเย็นชา “ทางฮองเฮาจับตาดูต่อไปเรื่องอื่นมิต้องสืบแล้ว”

            หลังจากทิ้งท้ายอย่างเย็นเยียบหลงเซี่ยวอวี่จึงตะกายขึ้นไปในอากาศ ทางนั้นมันเป็น......

            -

            เป็นเพราะเรื่องในวันนี้ที่มู่จื่อหลิงโดนองค์หญิงอันหย่าปั่นหัวเข้าให้ทำให้อารมณ์ไม่ดียิ่งนัก ทำอย่างไรก็ไม่ดีขึ้นมาเรื่องถูกผู้อื่นปั่นหัวเป็นคนโง่งมก็มิใช่เรื่องน่าเป็นเกียรติตรงไหนยิ่งคิดอารมณ์ก็ยิ่งพลุ่งพล่านยากสงบลง คิดว่านางฉลาดเฉลียวมาสองโลกโง่งมไปช่วงหนึ่งได้อย่างไรกัน

            ยามรับอาหารนางกินข้าวอย่างมีแต่ใจไร้กำลัง ถือตะเกียบกดค้างอยู่ที่มุมปากพักใหญ่ไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน

            เสี่ยวหานเห็นมู่จื่อหลิงที่ยามนี้ตกอยู่ในภวังค์ดวงตาทั้งสองข้างว่างเปล่าไร้แสงแล้วยังไม่ขยับตะเกียบอยู่นาน จึงกล่าวเตือน “นายน้อย...ถ้านายน้อยยังไม่กินอีกอาหารจะเย็นแล้วนะเจ้าคะ”

            มู่จื่อหลิงได้สติกลับมาทำปากยื่น ถอนหายใจออกมายาวๆ “เสี่ยวหาน ข้ากินไม่ลงแล้ว เก็บไปเถิด”

            “นายน้อย ท่านเป็นอันใดวันนี้หลังจากพบองค์หญิงอันหย่าท่านก็ดูเหมือนไม่มีความสุขกลัวว่าองค์หญิงอันหย่าจะไปหาไทเฮาหรือเจ้าคะ”

            วันนี้นายน้อยก็อารมณ์ดีมาทั้งวันนี่นาทั้งยังข่มขู่คุณหนูรองเสียจนกระวนกระวาย เหตุใดหลังองค์หญิงอันหย่าจากไปอารมณ์ของนายน้อยก็เปลี่ยนเป็นไม่ดีเสียเล่า

            “ข้ากลับหวังว่าวันนี้น่าจะปล่อยพวกนางไปเร็วๆเสียอีก” มู่จื่อหลิงวางตะเกียบลง ฟุบลงบนโต๊ะพูดบ่นสิ่งที่คิดในใจออกไป

            หากนางมองความผิดปกติขององค์หญิงอันหย่าออกเร็วกว่านี้นางคงหลีกไปให้ไกลโดยเร็ว หากหัวใจอันหย่าไม่เต้นเร็วเช่นนั้นนางคงดูสิ่งใดออกไปนานแล้ว

            นางดึงดันจะยั่วโมโหองค์หญิงอันหย่าเพื่อความสนุกสนานอย่างโง่งมผลคือยิ่งกระโดดก็ยิ่งลึก ยามนี้นางจึงต้องมาจัดอารมณ์ไม่ดีนี้

            “นายน้อย ท่าน...” เสี่ยวหานยังอยากถามสิ่งใดอยู่หางตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่กำลังก้าวเท้ายาวๆ มาทางตำหนักอวี่หานได้จากไกลๆ

            เสี่ยวหานเงยหน้ามองผู้ที่มาใหม่อย่างจริงจังพลันหยุดคำพูดที่กำลังจะพูดต่อไปในแวบแรกนั้นเกรงกลัวเสียจนแม้แต่คำพูดที่ต้องการตักเตือนมู่จื่อหลิงก็ลืมไปจนสิ้นรีบร้อนเขย่าข้อศอกของนาง

            มู่จื่อหลิงยังคงไม่ขยับเขยื้อนเช่นเดิมพูดเจือแววไม่พอใจ “เสี่ยวหาน ข้ากินไม่ลงจริงๆ ให้ข้าอยู่เงียบๆ สักครู่หนึ่ง”

            มู่จื่อหลิงกล่าวจบก็ยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมาขยับที่นั่งแล้วฟุบนอนต่ออย่างเกียจคร้าน ซึ่งขณะนี้คนด้านนอกก็เดินเข้ามาใกล้แล้ว

            “ท่าน...ท่านอ๋อง” ในที่สุดเสี่ยวหานก็เปิดปากอย่างตะกุกตะกัก

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405