ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 177 รับลม

            “อึก... ได้เลยคุณชาย! เหมาะสมแล้วเหมาะสมแล้ว”

            เผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางได้แต่ทำใจยอมรับแล้ว

            ทั้งสองคนได้แค่ตรวจสอบของที่ยังมีอยู่ในคลังของกลุ่มจากนั้นก็เลือกเอาวัตถุดิบธาตุไฟขั้นห้าออกมาหลายสิบอย่างด้วยท่าทางราวกับกำลังควักเนื้อตัวเองอยู่ก็ไม่ปาน

            สถานการณ์นี้ไม่เพียงแค่ประธานของทั้งสองกลุ่มเท่านั้นที่รู้สึกเจ็บราวกับโดนควักเนื้อแม้แต่พวกของโจวเจิ้งผิงที่อยู่ด้านหลังพวกเขาเองก็รู้สึกเจ็บใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว

            บ้าบอที่สุดเลย พวกเขากลุ่มสี่สมุทรเคยโดนคนอื่นขูดรีดรังแกขนาดนี้ที่ไหนกัน!!

            รู้สึกเสียหน้าจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

            ในที่สุดทั้งสองคนก็เขียนใบส่งมอบสินค้าของตัวเองให้หลินหยางไปคนละชุดเท่ากับว่าพวกเขาได้จ่ายค่าชดเชยให้กับหลินหยางเรียบร้อยแล้ว

            จี้ชุนฉางเช็ดเหงื่อเย็นๆ ที่เปียกเต็มหัวออกไปจากนั้นก็ฝืนเค้นรอยยิ้มน่าเกลียดออกมา

            “คุณชายหลินพวกเราชดใช้ทั้งค่าสิ่งของทั้งค่ารักษาคนแล้ว ถ้าอย่างนั้นสุรามื้อนี้ท่านคงจะสามารถดื่มได้อย่างสบายใจแล้วสินะปล่อยให้เรื่องที่ไม่ดีในอดีตมันผ่านไปก็แล้วกันเนาะ!”

            เผิงซื่อไห่เองก็พยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ

            แต่ตอนนั้นเอง พวกเขาก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตรงมุมปากของหลินหยางนั้นเพิ่งเชิดขึ้นมาแวบหนึ่งวิธียิ้มแบบนั้นมันไม่ต่างอะไรกับปีศาจน้อยเลยสักนิด

            ทั้งสองคนรู้สึกใจสั่นขึ้นมาอีกครั้ง

            จากนั้นหลินหยางก็ค่อยๆ พูดขึ้นมาช้าๆ ว่า “เดี๋ยวก่อน ยังไม่หมด”

            โอ้ แม่เจ้า!!

            ทั้งสองคนแทบจะอยากคุกเข่าลงไปอ้อนวอนแล้ว

            จอมมารน้อยผู้นี้ไม่ควรไปเล่นด้วยจริงๆทำไมมีลูกไม้เยอะขนาดนี้กัน!!

            ในขณะที่ทั้งสองกำลังแสดงสีหน้าเจ็บปวดสุดขีดอยู่นั่นเองหลินหยางพลันสะบัดมือออกมาทีหนึ่งจากนั้นบนพื้นก็มีป้ายชื่อขนาดใหญ่โผล่ออกมาวางไว้หนึ่งกอง

            ของกลุ่มสี่สมุทรมีหกแผ่น ของกลุ่มฮุ่ยเฟิงมีสามแผ่น

            “กว่าข้าจะได้ป้ายชื่อทั้งเก้าแผ่นนี่มาก็เสียแรงไปไม่ใช่น้อยพวกมันมีมูลค่าเท่าไร พวกเจ้าลองคิดคำนวณดูเองแล้วกัน...”

            แม่มันเถอะ!

            ที่แท้มันก็ไปไล่แกะป้ายชื่อออกเพราะอย่างนี้นี่เอง

            ทั้งสองคนเข้าใจแผนการของหลินหยางอย่างสมบูรณ์แล้ว

            สิ่งที่หลินหยางทำไปในวันนี้ทั้งหมดล้วนเป็นแผนการที่อีกฝ่ายวางเอาไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มแล้วมันใช้ความได้เปรียบเรื่องที่ฝ่ายตัวเองยังไม่ล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของมันเริ่มทำการหาเรื่องทำลายร้านรวงต่างๆ ในเวลาที่สั้นที่สุดเพื่อชิงเอาป้ายชื่อมา

            จากนั้นพอพวกเขาล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของฝั่งนั้นแล้วมันก็ใช้จุดนั้นค่อยๆ ขูดเลือดขูดเนื้อออกมาทีละขั้นๆ อย่างเลือดเย็นจนกว่าจะได้กำไรมากที่สุดถึงจะยอมรามือ

            สวรรค์ ไอ้หลินหยาง คนอย่างเจ้าถ้าไม่ไปเป็นโจรนี่ถือว่าเสียของมากเลยนะ!

            คราวนี้พวกของเผิงซื่อไห่ที่กำลังมองดูแผ่นป้ายชื่อร้านของตัวเองทั้งหกแผ่นอยู่ก็รู้สึกปวดใจจนอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา

            จี้ชุนฉางที่มองดูป้ายชื่อสามแผ่นของตัวเองก็รู้สึกเจ็บปวดไปถึงลูกตุ้มจิ๋วของตัวเองเลยทีเดียว

            ทำอย่างไรดี...

            จะทำอย่างไรได้อีกล่ะ...

            ทั้งสองคนมองไปทางหลินหยางพร้อมกันในสภาพที่น้ำตาแทบจะไหลออกมาแล้ว“แต่ว่าพวกวัตถุดิบธาตุไฟขั้นห้าพวกเราก็ได้ให้ไปมากพอสมควรแล้วนะคุณชายหลิน พวกเราแทบไม่เหลืออะไรในคลังแล้วจริงๆ...”

            “ใครว่าไม่มีหรือ? ฮิฮิฮิท่านเถ้าแก่ทั้งสองจะเลอะเลือนเกินไปหน่อยแล้วกระมัง...” ในตอนนั้นเองในกลุ่มคนที่อยู่ด้านนอกก็มีเสียงหวานน่าฟังชวนให้ลุ่มหลงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น

            แต่เสียงอันน่าฟังของสตรีผู้นี้ สำหรับเถ้าแก่ทั้งสองแล้วมันกลับเป็นดั่งเสียงเรียกจากปีศาจ

            “จีหยูยี่!!”

            เจ้าของเสียงนี้ก็คือเถ้าแก่ดาวม่วงแห่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าจีหยูยี่นั่นเอง

            ทันที่ที่หญิงงามผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้เดินเข้ามานางก็มองไปที่หลินหยางด้วยแววตาอันน่าดึงดูดคู่นั้นพร้อมกับพูดเรื่องที่เผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางไม่อยากได้ยินมากที่สุด

            “ท่านสี่นี่มาตรฐานต่ำลงนะ ‘เครามังกรอัคคี’ ที่ท่านเก็บรักษาเอาไว้ในคลังของกลุ่มสี่สมุทรของท่านได้ยินว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าที่ได้จากมังกรตัวจริงไม่ใช่หรือ? ที่ว่าไม่มีอะไรเหลือนี่หมายความว่าอย่างไรรึ?”

            ไอ้เวรเอ๊ย!!

            เผิงซื่อไห่กัดฟันตัวเองเอาไว้จนแทบจะแตกแล้วถึงได้หักห้ามใจไม่ให้ด่าคนได้

            แม่มันเถอะ เครามังกรอัคคีนั่นมันเป็นวัตถุดิบขั้นหกเชียวนะเป็นสมบัติสุดล้ำค่าที่มีมูลค่าสูงกว่าวัตถุดิบขั้นห้าหลายสิบเท่าทั้งกลุ่มสี่สมุทรนี้ก็มีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นแหละ...

            ส่วนทางฝั่งหลินหยางนั้นก็กำลังเริ่มคิดคำนวณอย่างจริงจังขึ้นมาแล้ว“เครามังกรอัคคีหรือใช้ได้ น่าจะพอแลกกับป้ายชื่อได้สองอัน”

            เผิงซื่อไห่แอบคิดในใจว่า ถ้าจะเอาแบบนั้นก็ฆ่าข้าเลยเถอะฆ่าข้าให้ตายไปเลย!

            ไอ้ปีศาจน้อยนี่...แม่มันเถอะ ยังจะขายแยกเป็นแผ่นๆ อีก!!

            จีหยูยี่แสยะยิ้มขึ้นมาแล้ว

            นางรู้สึกว่าการร่วมมือกันกับหลินหยางทำตัวเป็นโจรแบบนี้มันค่อนข้างสนุกสะใจมากเลยทีเดียวโดยเฉพาะเป้าหมายที่จะปล้นยังเป็นศัตรูเก่าของกลุ่มใต้หล้าด้วยแล้ว มันยิ่งรู้สึกสะใจมากกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

            นางหันไปมองจี้ชุนฉางต่อ

            ไอ้จิ้งจอกนั่นพลันตัวสั่นหงึกขึ้นมาทันทีมันรีบยกมือขึ้นมาทำท่าคำนับแล้วกล่าวว่า “เถ้าแก่จี โปรดปรานีด้วยเถิด!!”

            จีหยูยี่เพียงหัวเราะดังฮิฮิจากนั้นก็เอ่ยประโยคที่ทำเอาจี้ชุนฉางหน้าซีดออกมาว่า “ท่านประธานจี้เองก็ขี้เหนียวจังเลยหรือท่านคิดว่าสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของพวกท่านอย่าง ‘ธรณีต้นกำเนิด’ หนึ่งแผ่นนั่นมันไม่พอแลกกับป้ายชื่อคืนจากคุณชายหลินสักแผ่นเลยหรือ?”

            อัก!!

            จี้ชุนฉางแทบจะกระอักเลือดขึ้นสมองจนสลบไปแล้ว

            ไอ้จีหยูยี่ แม่มันเถอะทำไมไม่บอกขนาดของ “ธรณีต้นกำเนิด”ไปด้วยเลยล่ะ!

            นี่เจ้าจำไว้นานแค่ไหนแล้วนี่!!

            ธรณีต้นกำเนิดนั้นเป็นสุดยอดวัตถุดิบขั้นหกอย่างแท้จริงเป็นสุดยอดวัตถุดิบธาตุดินที่แทบจะประเมินค่าไม่ได้ทั่วทั้งชี่อู่นี้ก็มีเพียงแค่แผ่นนี้แผ่นเดียวเท่านั้นซึ่งมันถูกกลุ่มพันธมิตรการค้าฮุ่ยเฟิงเก็บรักษาเอาไว้มาโดยตลอด

            แต่ตอนนี้มันกลับกำลังจะถูกแย่งไปง่ายๆ แบบนี้อย่างนั้นหรือนี่!!

            เผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางต่างก็รู้สึกราวกับว่าดวงวิญญาณของตัวเองแทบจะหลุดออกจากร่างไปแล้วแต่พอเขาคิดถึงจุดจบอันแสนอนาถของพวกลัทธิหมื่นวิญญาณแล้ว ก็ทำได้แค่ถอนหายใจยาวๆ ออกมาเฮือกใหญ่

            ตรงหน้าพวกเขานั้น จีหยูยี่และหลินหยางกำลังช่วยกันคำนวณว่าควรจะรีดเอาวัตถุดิบขั้นหกมาสักเท่าไรดี

            ส่วนเผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางก็ได้แต่ยืนเอ๋ออยู่อย่างนั้น

            ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว

            ข้าอยากอยู่เงียบๆ...

            ใครก็ได้ช่วยบอกข้าทีว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น ได้โปรด...

            ..................................

            สุดท้ายแล้ว หลังจากที่จัดการเรื่องราวทั้งหมดเสร็จหลินหยางก็พาหั่วเอ๋อร์และจ้าวเหวินชางไปร่วมงานเลี้ยงสุราเหอเถาที่จัดขึ้นที่เหลาสุราโยวหลัน ซึ่งมีสองประธานของสองกลุ่มพันธมิตรการค้าเป็นเจ้ามือ

            บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสจำนวนมากมายอีกทั้งยังมีสุราชั้นดีที่มีมูลค่ามหาศาลอีกหลากหลายชนิดอีกด้วยแต่ผู้ที่กินอย่างมีความสุขมากที่สุดก็คงมีแค่นกน้อยเพียงตัวเดียวเท่านั้น

            ผู้คนทั้งหมดที่นั่งอยู่รอบโต๊ะก็ได้แต่ฟังเสียงของนกตัวหนึ่งที่กำลังสวาปามอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อยส่วนคนอื่นๆ นั้นมีบ้างที่นั่งมองด้วยรอยยิ้มแต่ก็มีอีกส่วนที่ตอนนี้รู้สึกเจ็บใจแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว

            ฝ่ายที่เจ็บปวดใจย่อมต้องเป็นเผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางอยู่แล้ว

            ในที่สุด หลังจากที่จัดการกับหนี้แค้นกันที่หอสร้างฟ้าเสร็จแล้วพวกเขาก็ได้ทำการแลกวัตถุดิบขั้นหกไปทั้งหมดห้าอย่างเพื่อแลกกับป้ายชื่อทั้งเก้าแผ่นและโอกาสสุดท้ายที่จะได้สานสัมพันธ์กับหลินหยาง

            แต่ถึงแม้ว่าจะมานั่งกินข้าวด้วยแล้วก็ตามแต่ตอนที่หลินหยางมองไปที่ทั้งสองคนนั้นกลับไม่ได้มีสีหน้าที่เป็นมิตรขึ้นเลย

            เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายทำกับยี่สิงอวิ๋นนั้นมันยากที่จะล้างมลทินออกไปจากในใจของเขาได้แต่นี้เขาก็แค่เห็นแก่วัตถุดิบขั้นหกที่ได้มาจึงไม่ได้หาเรื่องพวกมันต่อก็เท่านั้นแต่ถ้าคิดจะมาสานสัมพันธ์ตี้ซี้เป็นเพื่อนกับเขาละก็

            โทษทีนะ แต่พวกเจ้าไม่คู่ควร!

            ดังนั้น ถึงแม้ว่ามื้อนี้พวกเขาจะลงทุนจ่ายไปด้วยทองคำถึงหนึ่งพันชั่งก็ตามแต่สุดท้ายทั้งสองคนก็ไม่ได้มีโอกาสคุยกับหลินหยางแม้แต่คำเดียวสุดท้ายก็ได้แค่เดินคอตกกลับออกไปเท่านั้น

            หลังจากที่ทั้งสองคนเพิ่งเดินออกไปได้ไม่นานหลินหยางก็ได้เดินตามจีหยูยี่ออกไปที่อีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ซึ่งบนโต๊ะนั้นมีอาหารชั้นเลิศวางเตรียมไว้เพื่อรอการมาถึงของหลินหยางอยู่ก่อนแล้ว

            “โอ้! ถ้ารู้ว่าที่นี่มีของดีกว่านี้เมื่อกี้ข้าคงไม่กินเยอะขนาดนั้นหรอก...”

            หั่วเอ๋อร์ขี้เกียจจะไปสนใจว่าใครกำลังนั่งอยู่ด้วยซ้ำมาถึงมันก็เริ่มเปิดศึกกับเหล่าอาหารบนโต๊ะทันที

            ภายในห้องนั้นมีชายชราหกคนกำลังนั่งอยู่ซึ่งพอพวกเขาเห็นหลินหยางแล้วก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าคำนับหลินหยางทันที

            “หกท่านนี้คือ...”

            จ้าวเหวินชางที่อยู่ด้านหลังนั้นถึงแม้ว่าเขาพอจะเดาได้บ้างว่าอาหารมื้อนี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่ แต่เขาที่เป็นมือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่งแวดวงการค้าได้ไม่นานกลับมีโอกาสได้มาพบกับผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานทั้งหกคนนี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็อดไม่ได้ที่จะลุกโตขึ้นมาทันที

            เสื้อผ้าสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน ฟ้าครามแล้วก็ของจีหยูยี่ที่เป็นสีม่วง

            หลินหยางมองดูทั้งหกคนตรงหน้า โดยเฉพาะสองคนในนั้นยังเป็นคนรู้จักอีกเขาจึงเดาออกได้ไม่ยากว่า

            เถ้าแก่ระดับห้าดาวทั้งหมดเจ็ดคนของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าได้มารวมตัวกันครบในที่แห่งนี้แล้ว

            จีหยูยี่ที่ยืนข้างๆ หลินหยางก็แนะนำเหล่าคนตรงหน้าให้กับหลินหยางว่า“คุณชายหลินท่านนี้ก็คือเถ้าแก่ดาวแดงของกลุ่มใต้หล้าเรา จูหงจาง ท่านผู้เฒ่าจู! เขาน่ะอยากพบกับเจ้ามานานมากแล้วนะ!”

            “ฮ่าฮ่า เป็นอย่างที่หยูยี่ว่านั่นละตาเฒ่าผู้นี้รอคอยที่จะได้พบกับคุณชายหลินมานานเหลือเกิน!”

            หลินหยางสังเกตดูผู้อาวุโสที่เป็นคนดูแลกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าคนนี้ก็พบว่า

            จูหงจางนั้นดูแล้วน่าจะมีอายุมากกว่ายี่ชางไห่ที่มีอายุมากที่สุดในตระกูลเวินเสียอีกเส้นผมหนวดเคราของเขาล้วนเป็นสีขาวทั้งสิ้นแต่ว่าดูผู้เฒ่าท่านนี้เขายังมีสติสัมปชัญญะอยู่ครบอย่างเต็มเปี่ยม แววตาทั้งสองข้างยังดูสดใสพลังฟ้าดินอันเข้มข้นที่ไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างแข็งแรงนั้นยังดูมีพลังมากกว่าฮว๋างฉางอยู่หน่อยหนึ่ง

            จูหงจางมองมาที่หลินหยาง แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีที่ออกมาจากใจจริงอีกทั้งยังมีทั้งความเคารพและทิ้งระยะห่างไว้อย่างเหมาะสมด้วยเขายื่นมือออกมาจับมือกับหลินหยางด้วยน้ำหนักที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปเวลาที่จับก็ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ทุกอย่างที่เขาทำนั้นถูกกลั่นกรองออกมาอย่างเหมาะสมพอดี

            ผู้สูงอายุแบบนี้สามารถทำให้คนรอบตัวต่างก็รู้สึกสบายใจได้หลินหยางเองก็เช่นกัน

            ต่อมา จีหยูยี่ก็แนะนำคนอื่นๆ ให้หลินหยางได้รู้จัก

            กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั้น มีเถ้าแก่ใหญ่ทั้งเจ็ดที่แบ่งกันดูแลเรื่องที่แตกต่างกันไปโดยไม่ไปก้าวก่ายซึ้งกันและกันต่างคนต่างก็เชื่อมั่นในตัวอีกฝ่าย เป็นกลุ่มองค์กรระดับสูงที่หาพบได้ยากจริงๆ

            “ฮ่าฮ่าคุณชายหลินมาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกก็สร้างเรื่องน่าตกใจขนาดนี้ขึ้นแล้วผลงานของท่านในวันนี้ช่างน่านับถือจริงๆ!” จูหงจางยกจอกเหล้าขึ้นคำนับให้หลินหยาง

            “มาข้าขอเป็นตัวแทนกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าทั้งหมดขอต้อนรับคุณชายหลินเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกทั้งยังต้องขอขอบคุณคุณชายหลินที่ลงมือช่วยเหลือพวกเราสั่งสอนศัตรูใหญ่ทั้งสองของเราด้วยอีกข้าขอดื่มเพื่อเป็นการคารวะต่อท่าน!!”

            “คุณชายหลิน พวกเราขอดื่มเพื่อคารวะต่อท่าน”

            อึกๆ

            เถ้าแก่ใหญ่ทั้งเจ็ดของกลุ่มใต้หล้าที่มีชื่อเสียงสั่นสะท้านไปทั่วชี่อู่กลับลุกขึ้นยืนดื่มสุราคารวะให้กับหลินหยาง

            ภาพแบบนี้เกรงว่าคงไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว ต่อให้เป็นประมุขของทั้งสามศาสนาใหญ่ก็คงไม่ได้รับความนับถืออันสูงส่งขนาดนี้เป็นแน่

            จ้าวเหวินชางตอนนี้ถึงขั้นน้ำตาคลอแล้ว

            ชีวิตนี้ของมันนับว่าเลือกตามถูกคนจริงๆถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องไปให้ถึงระดับเดียวกับหลินหยางให้ได้ก็ตามแต่ขอแค่เขาได้ยืนอยู่ข้างๆ เขามันก็ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดที่คนทั่วไปไม่มีวันได้รับอย่างแน่นอน

            ฮ่าฮ่า!

            งานเลี้ยงต้อนรับก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยประการฉะนี้

            ซึ่งรอบนี้ถือเป็นงานเลี้ยงรื่นเริง

            หลินหยางนั้นมีความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนกับกลุ่มใต้หล้าอยู่แล้วอีกทั้งยังสนิทกับฮว๋างฉางและหลานห่ายเพราะเคยร่วมรบในศึกที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายด้วยกันมาแล้ว

            อีกทั้งลักษณะนิสัยของตาเฒ่าจูผู้นี้ที่ทั้งตลกแต่ก็ไม่ล่วงเกินอย่างเสียมารยาททำให้อาหารมื้อนี้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย

            ในตอนที่ใกล้ถึงช่วงท้ายของงานเลี้ยงแล้วนั้นก็เห็นจีหยูยี่มองซ้ายมองขวารอบหนึ่ง จากนั้นก็ยกจอกเหล้าขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืนจากนั้นก็เดินบิดเอวอ้อนแอ้นอย่างพลิ้วไหวราวกับงูเลื้อยมาอยู่ตรงหน้าหลินหยาง

            “คุณชายหลิน โปรดให้หยูยี่คารวะท่านสักจอก”

            จีหยูยี่นั้นมีเสน่ห์ความงามอันน่าหลงใหลที่ได้มาตั้งแต่เกิดแม้จะเป็นแค่การพูดคุยธรรมดาทั่วไปก็ยากที่จะหยุดยั้งสน่ห์ของหญิงสาวไม่ให้แผ่ซ่านออกมาอย่างน่าดูชมจ้าวเหวินชางที่ยังนั่งแทะขาไก่อยู่ข้างๆ พอเห็นเข้าก็ตาลุกวาวทันที