เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ สี่สิบสาม

     

    บทที่ สี่สิบสาม

     

    ในคืนเดือนมืดมีเป็นแสงโคมสลัวที่ห้อยหน้าบานประตูแม้แสงจะหรี่มากเพียงใด แต่หญิงสาวสองนางยืนประจันหน้าในระยะห่างเพียงสามก้าวดวงตาทั้งสองสบกันครู่หนึ่งไม่ขยับไหว ไร้ถ้อยคำแต่เต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่หลั่งไหลดั่งสายน้ำที่ถูกกั้นไว้เนิ่นนานพอได้เจอกันอีกครั้งก็แทบจะทลายทำนบลงในพริบตา

    “เสวี่ยเอ๋อร์..” เสียงแหบของหลิวชิงเซียงสั่นสะท้านราวกับฝืนกลั้นคลื่นอารมณ์มิให้ถาโถมออกมา

    หลี่เสวี่ยที่ยังอยู่ในชุดผ้าคลุมขนสัตว์บางเบาสีฟ้าหม่นทรงผมประดับปิ่นหยกแกะสลักรูปเมฆา ดวงหน้างามอิดโรยแต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าน้ำในดวงตาก็คลอขึ้นทันที นางรีบก้าวเข้าหาแล้วโผเข้ากอดหลิวชิงเซียงอย่างแน่นแนบ "ชิงเอ๋อร์..เจ้ามาจริงๆ" เสียงสั่นเครือเอ่ยเบาแต่อบอุ่นจนคนฟังรู้สึกอุ่นซ่านถึงหัวใจ

    “ข้าต้องมาแน่อยู่แล้วไม่อาจปล่อยให้เจ้าต้องอยู่ลำพัง” สองร่างกอดกันแนบแน่นชั่วขณะหนึ่งโลกทั้งใบของพวกนางดูเงียบสงบลง ไม่มีแม้เสียงลมหรือกิ่งไม้สั่นไหวราวกับสรวงสวรรค์ก็กลั้นลมหายใจให้ช่วงเวลานี้ดำรงอยู่อย่างนิรันดร์

    เมื่อผละจากอ้อมแขนดวงหน้าเรียวของหลิวชิงเซียงเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสสะท้อนแสงนางยกมือบางขึ้นเช็ดน้ำตาบนแก้มของคนที่เป็นทั้งนายหญิงและสหายสนิทเบาๆ แล้วคลี่ยิ้มจาง“เจ้าเดินทางไกลขนาดนี้ได้อย่างไรเหนื่อยหรือไม่แล้วมาถึงเมื่อไร?”

    หลี่เสวี่ยพยักหน้าแล้วกลั้วหัวเราะ“เหนื่อยแทบตาย แต่พอเห็นหน้าเจ้า..ก็หายเป็นปลิดทิ้ง”

    "เจ้ายังเหมือนเดิมเลยนะเสวี่ยเอ๋อร์" นางแกล้งบ่นพร้อมส่งสายตาห่วงหาให้นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายเอ่ยเอาใจนางไม่อยากให้ใครๆ เป็นห่วงเรื่องอาการป่วยแต่อย่างไรนางก็ไม่อาจจะลืมจึงเอ่ยต่ออย่างทันที “แล้ว..เจ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

    แต่หลี่เสวี่ยยังไม่ทันได้ตอบถ้อยสนทนาก็สะดุดลงเพราะเสียงฝีเท้าของบุรุษผู้หนึ่งดังใกล้เข้ามาจากด้านหลังบานประตูหนาหญิงสาวทั้งสองหันไปตามเสียงเกือบพร้อมกันปรากฏเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดคลุมยาวผ้าฝ้ายเนื้อดีสีเงินเขาแทรกเข้ามายืนอยู่ใกล้หน้าประตู ใบหน้าคมเข้มในวัยราวยี่สิบกว่าๆ สะอาดสะอ้านเคร่งขรึมแววตาคมแฝงประกายสงบนิ่งดุจบัณฑิตแต่ไม่เย่อหยิ่ง

    เขายกมือคารวะต่อหลิวชิงเซียงแล้วเอ่ยเสียงนุ่มทว่าเรียบตรง“คุณหนูหลี่ท่านควรพาสหายของท่านเข้าไปด้านในเถิด ตรงนี้ลมแรง มิสมควรยืนนาน”

    หลี่เสวี่ยพยักหน้าช้าๆก่อนจะรีบจับมือหลิวชิงเซียงตรงเข้ามาให้โถงใหญ่ของเรือนก่อนหันไปหาฝ่ายบุรุษที่ตามมาใกล้ๆ“คุณชาย..”

    บุรุษผู้นั้นคลี่ยิ้มบางก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวเอง“ข้าน้อยแซ่โม่ นามว่าโม่เหวินจื่อหากมีสิ่งใดไม่สะดวกระหว่างที่อยู่เรือนแห่งนี้แม่นางหลิวสามารถแจ้งข้าได้โดยตรง”

    เสียงของโม่เหวินจื่อสุภาพไม่สูงไม่ต่ำท่าทางสุขุมแต่ไม่เย็นชา เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “แต่ข้าคิดว่าท่านทั้งสองคงมีเรื่องมากมายจะพูดคุยข้าไม่เร่งร้อน ให้คุณหนูหลี่พาสหายไปพักในห้องส่วนตัวก่อนเถิด หากพูดคุยเสร็จแล้วค่อยออกมา”

    หญิงสาวใบหน้าหวานแย้มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะยอบตัวเบาๆแสดงความขอบคุณ แล้วหันมากุมมือของหลิวชิงเซียงไว้แน่นก่อนจะพาเดินเลียบระเบียงไม้เข้าสู่เรือนหลังใน

    ระหว่างทางผ่านสวนด้านข้างสายลมคิมหันต์พัดเอาใบหลิวร่วงหล่นโปรยปรายไปตามพื้นหินสะท้อนแสงโคมกับสายน้ำไหลที่สวนชวนให้สงบใจได้ดียิ่งนัก

    เมื่อทั้งสองเข้ามาภายในห้องนอนผ้าม่านแพรโปร่งสีขาวถูกรวบขึ้นไว้ข้างเสา ส่องให้เห็นเตียงไม้ประดับลวดลายวิจิตรที่มุมห้องมีโต๊ะเตี้ยเล็กๆ วางชุดชาหยกเขียว หอมกรุ่นหลี่เสวี่ยพาหลิวชิงเซียงนั่งลงบนเบาะนุ่ม แล้วยกชายผ้าคลุมขึ้นนั่งเคียงกันใบหน้านางงามอ่อนโรยยังเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่น หลิวชิงเซียงที่สังเกตทั้งหมดตลอดทางพอได้เห็นความเป็นอยู่ของสหายก็วางใจไปหนึ่งเปาะ

    “ชิงเอ๋อร์ เจ้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร? เผ่าซาเฟิงไม่ใช่ใกล้เลยนะ” จบประโยคหลิวชิงเซียงถอนหายใจเฮือกยาว“การเดินทางไม่ง่ายเลยตอนนั้นข้าเดินทางมาพร้อมกับคนจากแคว้นเมืองขึ้นผ่านหัวเมืองนอกใช้เวลาร่วมเดือน แต่เมื่อมาถึงเมืองหลวงแล้วข้ากลับยิ่งเป็นห่วงเจ้ายิ่งกว่า” นางยื่นมือไปแตะมือของหลี่เสวี่ยแล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน“เจ้าดูอ่อนแรงนัก..อาการป่วยเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้ายังไหวหรือไม่?”

    หลี่เสวี่ยยิ้มอ่อนแต่ในแววตามีประกายระยิบคล้ายแววกลั้นน้ำตา “ยังไหว..อย่างน้อยในเมืองหลวงนี้มียารักษามากกว่าที่เผ่าเราข้าได้รับการดูแลจากหมอคนเลื่องชื่อคนหนึ่งทุกสัปดาห์อาการตอนนี้แม้ไม่ถึงกับหายขาด แต่ก็ดีขึ้นมากจริงๆ”

    “แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เจ้ามาที่นี่คนเดียวหรือ?”

    “เป็นเพราะ..คุณชายโม่..เป็นผู้เมตตาข้า” เสียงนางเบาลงเล็กน้อยดวงหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “เขาเป็นคนเสนอให้ข้ามาพักรักษาตัวที่เมืองหลวงเขารับรู้ว่าข้าร่างกายอ่อนแอจึงให้การช่วยเหลือเต็มที่ทั้งยังช่วยให้ข้าได้เจอเจ้า ได้มาเจอชิงเอ๋อร์ของข้าอีกครั้ง” คำกล่าวเอ่ยพร้อมกับหลี่เสวี่ยยกมือขึ้นมาลูบแก้มใสของหลิวชิงเซียง

    หลิวชิงเซียงฟังแล้วนิ่งอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น “ข้าควรจะเป็นฝ่ายปกป้องเจ้าเสวี่ยเอ๋อร์แต่เจ้ากลับต้องมารอนแรมเดินทางไกลมาเพื่อข้า แม้ยามเจ็บป่วยยังต้องคอยปลอบข้าอีก”

    “ข้าไม่ได้เจ็บป่วยเสียหน่อยแล้วสหายที่ไหนจะมัวคิดเล็กคิดน้อยเช่นนั้น เจ้าทำเพื่อข้ามาตั้งมากมาย” หลี่เสวี่ยตอบแล้วหันไปเทชาลงถ้วยเบาๆกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าในฤดูใบไม้ผลิลอยขึ้นจางๆ

    หลิวชิงเซียงยิ้มจางพลางรับถ้วยจากมือบางแล้วจิบเบาแม้โลกจะหมุนไปเช่นไร หรือผู้ใดจะแปรผัน แต่สายสัมพันธ์ของพวกนางมั่นคงไม่แปรเปลี่ยน“อยู่ด้วยกันเช่นนี้ข้าก็ไม่หวั่นสิ่งใด”

    บรรยากาศภายในห้องยังคงอบอวลด้วยกลิ่นชาหอมอ่อนเสียงลมวูบไหวผ่านซี่ไม้หน้าต่างเป็นจังหวะนุ่มนวลหลี่เสวี่ยสองมือซุกในแขนเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีที่ทอจากไหมพิเศษแดนใต้หลังเริ่มผ่อนคลายแล้วนางโน้มตัวเข้าใกล้หลิวชิงเซียง พร้อมสบตากับคนตรงหน้าดวงตามีประกายใสเจือแววอยากรู้อย่างลึกซึ้ง

    “ว่าแต่เจ้ามาถึงเมืองหลวงแล้วเข้าสู่พิธีคัดเลือกตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”น้ำเสียงของนางเบาหวิวราวจะกลืนไปกับลม“ตอนนั้นเจ้าบอกเองว่าคงไม่มีทางถูกคัดเลือกเพราะเจ้าไม่สู้สตรีเมืองหลวง ที่งามดั่งกลีบเหมยไม่ต้องลมทั้งกิริยาก็ไม่อ่อนหวานสู้แต่อยู่ๆ วันหนึ่งกลับมีคนจากทางการมารายงานว่ามีคนชื่อหลี่เสวี่ย..” นางกลั้วหัวเราะเบาเมื่อพูดถึงชื่อนั้น“..ได้รับคัดเลือกเป็นสนมจากองค์เหนือหัวไม่เพียงเท่านั้น ยังว่าขณะนี้เจ้ากลายเป็นผู้ที่ฝ่าบาทเสด็จประทับด้วยบ่อยครั้งเสียยิ่งกว่าตำหนักเฉียนชิงของพระองค์เสียอีก”

    ถ้อยคำนั้นคล้ายพัดพาเมฆหมอกเข้าเกาะใบหน้าเรียวของหลิวชิงเซียงดวงตาคมดั่งเหยี่ยวแฝงแวววูบไหว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นอยู่ครู่ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะในลำคออย่างเบาพร้อมส่ายหน้าช้าๆสายตาเต็มไปด้วยความลังเลระคนขบขัน “ข้าเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีนั้นเพราะเหตุผลที่แท้จริงอยู่ตรงไหนข้าก็เดาไม่ออก” นางเอนกายพิงหมอนใบเตี้ย ใบหน้าใต้แสงเทียนที่ให้แสงในห้องนอนส่องเป็นเงาบนพรมผืนงามที่ยิ่งขับให้ความงามแบบนักรบของนางดูละมุนขึ้นอย่างประหลาด

    “การจะเข้าใจจิตใจของคนธรรมดายังว่ายากแต่กับคนที่ทั้งแผ่นดินต้องเรียกว่าโอรสสวรรค์ ใครจะกล้าอวดอ้างว่าคาดเดาได้?” นางทอดสายตาไปยังรอยร้าวบนโต๊ะชาฝ่ามือแตะเบาๆ ที่ถ้วยในมือพลางหยิบมันขึ้นจิบ “ข้ายังจำได้ ตอนที่เดินเข้าสู่โถงคัดเลือกข้ายังคิดว่าไม่เกินครึ่งชั่วยามข้าคงได้กลับเรือนเก่าที่จวนรับรองเตรียมตัวกลับเผ่าเสียแล้ว ใครจะคิดว่า..”

    หลี่เสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยเอียงศีรษะมองอีกฝ่ายด้วยแววตาแปลกใจ “เจ้าไม่รู้จริงๆหรือว่าทำไมฝ่าบาทถึงเลือกเจ้า?”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าอย่างช้าๆแล้วหันใบหน้าออกไปทางหน้าต่างมองออกไปยังพุ่มไม้นอกเรือนที่กำลังผลิดอกบางสมเป็นฤดูร้อนถัดไปเป็นต้นหลิวกำลังรับลมราวร่ายรำ "ข้าไม่รู้จริงๆ" นางพูดเสียงแผ่ว ดวงหน้าไร้รอยยิ้ม "บางทีอาจเป็นความเบื่อหน่ายของคนที่อยู่บนจุดสูงสุดก็ได้เขาเลือกข้าอยากเห็นว่าดอกหญ้ากลางทะเลทรายจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ได้"

    “แล้วเจ้าคิดหรือไม่ว่าความโปรดปรานนี้..มันมาจากใจจริงของเขาหรือเพราะมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝง?” คำถามของหลี่เสวี่ยดังขึ้นท่ามกลางเงียบน้ำเสียงทั้งเป็นห่วงและรู้สึกผิด ที่เป็นเพราะตัวเองทำให้คนที่รักอิสระอย่างหลิวชิงเซียงต้องมาติดในกรงทองหลิวชิงเซียงนิ่งไปชั่วขณะ เพราะคำถามนี้คล้ายมีดเฉือนเข้าไปในใจกลางความสงสัยที่แม้แต่นางเองยังยากตอบตัวเองใบหน้าใสตอนนี้ของนางดูหม่นขึ้นครึ่งส่วน

    นางกลืนน้ำลายเบาๆคล้ายไตร่ตรองคำตอบอย่างลำบาก “หากข้าไม่รู้เหตุของความโปรดปราน...จะรู้ได้อย่างไรว่าที่แท้มาจากใจ?”

    ถ้อยคำที่แผ่วเบาแต่แฝงด้วยความจริงจังนั้นทำให้หลี่เสวี่ยนิ่งเงียบลงทันที หลิวชิงเซียงยังไม่ละสายตาจากนอกหน้าต่างสีหน้าของนางในตอนนี้เรียบสงบแต่เปี่ยมไปด้วยสิ่งที่กำลังต่อสู้ภายในพลางคิดทบทวนเขายอมให้นางแสดงความสามารถ ยอมฟังความเห็นนางตอนที่ไปสืบข่าวจากซุ่ยหยวนยอมหักกฎเกณฑ์ของวังหลังหลายข้อ ยอมให้นางกำนัลของนางอยู่นอกระเบียบทั้งยังที่เขาให้เกียรตินางจนถึงทุกวันนี้

    หญิงสาวถอนหายใจยาวก่อนเอ่ยต่อ“ข้าไม่รู้ว่าความโปรดปรานนั้นคือความรักหรือเป็นเพียงสิ่งที่เกิดจากความพอใจชั่ววูบแต่จนบัดนี้ที่แน่ใจได้คือเขาไม่เคยล่วงเกินข้า..”

    ทันทีที่สิ้นเสียงนั้นใบหน้าของหลี่เสวี่ยก็เปลี่ยนสีทันที นางเบิกตากว้างจนแววตาสั่นสะท้านสีหน้าตกใจผสมความงุนงงจนมือวางขอบโต๊ะสั่นไหว “จะ..เจ้า...ยังไม่ได้ถวายตัว?” เสียงของหลี่เสวี่ยแผ่วแต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“แต่คุณชายโม่..เขาเคยกล่าวเอง ว่าฝ่าบาทโปรดปรานเจ้ามากเสด็จตำหนักของเจ้าบ่อยกว่าอยู่ตำหนักเฉียนชิงเสียอีก”

    หลิวชิงเซียงหน้าขึ้นสีฉับพลันดวงแก้มทั้งสองแดงปลั่งชัดจนไม่อาจปิดบังได้ นางเบือนหน้าหลบสองมือกำชายกระโปรงแน่นเหมือนจะหาที่ยึดเหนี่ยว สักพักจึงกลั้วหัวเราะเบาๆแล้วเอ่ยตัดบทอย่างเก้อเขิน “ก็ใช่เขามาบ่อยจริงแต่ก็ยังไม่เคย..ถวายตัว”

    ..แต่ใช่ว่าจะไม่หลอกกินเต้าหู้นางเสียทีเดียวแต่ประโยคหลังนี้นางไม่ได้เอ่ยออกไป จากนั้นนางทำเพียงหัวเราะกลบเกลื่อนรีบเบี่ยงประเด็นอย่างรวดเร็ว “หรือไม่ก็..บางทีเขาอาจจะเป็นชายตัดแขนเสื้อก็ได้ใครจะไปรู้”พร้อมมือบางยกขึ้นลูบปอยผมที่ตกลงมาอย่างจงใจให้ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    คำพูดนั้นแม้ฟังดูเหมือนจะหยอกเล่นแต่น้ำเสียงของนางกลับไม่ได้มีแววล้อเลียนนักแววตาที่ยังทอดมองไปยังเงาไม้ข้างนอกดูจะฉายแววสับสนอยู่บ้างเหมือนกันหลี่เสวี่ยขมวดคิ้วทันทีอย่างไม่ไว้ใจ “เขาเป็นชายตัดแขนเสื้ออะไรกันเล่าข้าไม่เชื่อหรอก ดูจากสายตาเจ้าตอนนี้สิ”

    หลิวชิงเซียงถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนดวงตาเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย “นั่นยิ่งน่ากลัวใหญ่เพราะข้าก็มีคำถามให้เจ้าเช่นกัน” กล่าวจบนางแสร้งยกจอกชาขึ้นจิบอีกครั้งประวิงเวลาสีหน้าหยอกเย้าของนางก็เริ่มฉายแววพินิจลึกขึ้น ดวงตาวาวระยับอย่างคนมีคำถามในใจ "เจ้าบอกว่าคุณชายโม่เป็นผู้คอยช่วยเหลือเจ้าเสมอมาแต่เขาเป็นใครกันแน่?อีกอย่าง..เจ้าติดตามเขามาเมืองหลวงเพียงลำพังกับเขา..สองต่อสอง?"

    สิ้นถ้อยคำสุดท้ายหลิวชิงเซียงเอนกายเข้ามาเล็กน้อย ริมฝีปากคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ มือเรียวประสานกันวางไว้บนตักท่วงท่าเยี่ยงนักล่าเงียบที่รู้จุดอ่อนเหยื่อจนยิ้มด้วยความละมุนละไมอย่างไม่เร่งเร้า

    ใบหน้าของหลี่เสวี่ยซึ่งเมื่อครู่ที่นิ่งสงบพลันแดงเรื่อขึ้นจนถึงปลายหูนางรีบสะบัดศีรษะเบาๆ ผินหน้าออกเล็กน้อยคล้ายจะหลบแววตาแกล้งหยอกของสหายแล้วรีบเอ่ยอย่างร้อนรน “มิใช่! ข้าไม่ได้มาคนเดียวเสียหน่อยเอ่อร์ฉิงยังอยู่กับข้า เพียงแต่เวลานี้นางออกไปด้านนอก”

    "ด้านนอก?" หลิวชิงเซียงเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “ยามนี้ดึกแล้ว ออกไปไหนหรือ?”

    หลี่เสวี่ยนิ่งอึ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบเล่ากลบเกลื่อนความรู้สึก “ช่วงค่ำเมื่อครู่พอเสร็จธุระที่สวนในเรือนนางเห็นแมวตัวหนึ่งติดอยู่บนหลังคาคลัง จึงรีบวิ่งตามออกไปช่วยก่อนกลับมาบอกจะรีบพาไปหาหมอ นางก็คงอยากพบเจ้าเช่นกัน อีกไม่นานก็คงมาแล้ว”

    “อืม..” หลิวชิงเซียงพยักหน้าพลางปรายตามองดวงหน้าของสหายซึ่งยังแดงเรื่อไม่สร่างกลีบปากบางนั้นเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างไม่อาจปิดบังความเขินแล้วนางจึงฉวยจังหวะจี้ถามเข้าเป้าทันที “เอาเถอะๆแม้ว่าจะไม่ใช่มาเพียงสองต่อสองแต่เจอกันที่ใด? เหตุใดเจ้าจึงเชื่อใจเขาได้?”

    ครานี้หลี่เสวี่ยถึงกับก้มหน้างุดสีหน้าละมุนผสมเขินอายจนแม้แต่แสงจากโคมไฟก็ช่วยกลบไม่ได้นางเอื้อมมือแตะชายเสื้อเบาๆ ปลายนิ้วบิดผ้าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "เรื่องนี้มันยาวนัก" นางเอ่ยเสียงเบา “มันเริ่มตั้งแต่วันที่เจ้าออกเดินทางไปร่วมพิธีคัดเลือกนางสนมหลังเจ้าจากไป ข้าก็อาการไม่ดีขึ้น อาการนับวันยิ่งแย่ลงจนท่านพ่อเป็นกังวลมาก”

    เสียงนางสะดุดไปครู่หนึ่งสีหน้าเต็มไปด้วยเงาหม่นของความทรงจำที่ไม่สดใสนัก “ท้ายที่สุดท่านพ่อจึงตัดสินใจส่งข้าไปรักษาตัวที่หัวเมือง เพื่อให้มีหมอที่ชำนาญกว่า..แต่เพราะราชโองการยังค้างอยู่จึงแสร้งเดินทางภายใต้นามของเจ้าด้วยเหตุผลว่าสตรีเผ่าซาเฟิงที่เป็นบุตรสาวของคนใกล้ชิดหัวหน้าเผ่าคนหนึ่ง”

    หลิวชิงเซียงนิ่งฟังเงียบๆดวงตาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากแววหยอกเย้าเป็นล้ำลึกประโยคต่อไปของอีกฝ่ายนางแทบจะเดาได้แล้วแต่อยากได้ยินคำยืนยันจากปากสหายด้วยตัวเอง “ระหว่างทาง..ข้าหมดสติอย่างกะทันหัน” หลี่เสวี่ยเอ่ยช้าๆเสียงของนางแผ่วลงเหมือนเกรงว่าความทรงจำจะไหลกลับมารุนแรง “ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดในครานั้นถ้าไม่ได้บังเอิญเจอกับหมอที่ร่วมเดินทางมากับคุณชายโม่ เขา...เขาเป็นคนที่ช่วยรักษาข้าให้ข้ากลับมาหายใจได้อีกครั้ง”

    หญิงสาวสูดลมหายใจลึกสีหน้ากลับมาเรียบสงบมากขึ้น “หลังจากนั้นไม่นานเราบังเอิญพบกันอีกที่ในตัวเมืองหัวเมืองนั้นคราวนี้เขาช่วยข้ากับเอ่อร์ฉิงจากพ่อค้าโก่งราคาสมุนไพรข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีใครใจกล้าจิตใจงามเช่นเขาอยู่ในเมืองนี้ด้วยหรือคนที่กล้าเข้าขวางพ่อค้าที่มีเส้นสาย..”

    “อืม..ฟังดูคล้ายจะกลายเป็นคนกันเองเสียแล้วนะ” หลิวชิงเซียงเอ่ยกลั้วหัวเราะดวงตายังจ้องสหายอย่างไม่วางตา

    “ชิงเอ๋อร์..ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร..เราจึงเริ่มพูดคุยกันมากขึ้นเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดจนไปถึงอุดมการณ์และ..มุมมองต่อการปกครอง” น้ำเสียงของหลี่เสวี่ยเบาแต่มั่นคงสายตาของนางทอดมองฝ่าคืนค่ำผ่านบานหน้าต่างราวกับบทสนทนาเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ “จนกระทั่งหลังข้ากลับมายังเผ่าซาเฟิงได้ไม่นานคุณชายโม่ก็เดินทางมาที่เผ่าโดยบังเอิญ เพื่อหาคนนำทางไปเหมืองแร่ตอนบน..ตอนนั้นก็พอดีที่ข่าวของเจ้ามาถึงว่า..เจ้าถูกคัดเลือกเข้าสู่ตำหนักในข้าเลย..” หลี่เสวี่ยหยุดไปครู่หนึ่งดวงหน้าแดงจางๆ ก่อนเสียงสุดท้ายจะเบาหวิวอย่างคนอ้ำอึ้ง

    หลิวชิงเซียงไม่ได้รอฟังต่อให้จบก็แทรกคำอย่างทันควัน“เจ้าล้มป่วยเพราะข่าวของข้าใช่หรือไม่?”

    ใบหน้าของหลี่เสวี่ยแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดดวงตากลอกหลบเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แล้วรีบกล่าวแก้เสียงร้อนรน “แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าแค่..ข้าแค่ตกใจและกังวลนักไม่ได้หมายความว่าเจ้าทำให้ข้าป่วย อย่าเข้าใจผิดนะชิงเอ๋อร์”

    หลิวชิงเซียงยิ้มบางแต่ไม่พูดสิ่งใดดวงตานางสั่นระริกเล็กน้อย ทว่าแววอ่อนโยนในดวงตานั้นชัดเจนจนไม่อาจซ่อนเร้นได้

    “หลังจากนั้น...คุณชายโม่จึงพาข้าและเอ่อร์ฉิงกลับไปยังหัวเมืองอีกครั้งเพื่อให้ข้าได้รักษาตัวให้หายสนิทแล้วในช่วงนั้นเอง เขาก็รู้ความจริงเข้าไปโดยบังเอิญ”

    “ความจริง?” หลิวชิงเซียงทวนคำ ดวงตาแคบลงเล็กน้อยเหมือนรออีกฝ่ายเปิดปากยืนยัน

    หลี่เสวี่ยสูดลมหายใจเบาๆปลายนิ้วยกขึ้นไล้ปอยผมที่ระอยู่บนข้างแก้ม “เขารู้ว่าข้ามิใช่หลิวชิงเซียงแต่เป็นหลี่เสวี่ยบุตรสาวของหัวหน้าเผ่าซาเฟิง และเขา..” นางเอ่ยเบาๆ พลางปรายตาขึ้นสบคนตรงหน้า “..ก็เสนอว่าเขาอาจมีหนทาง ให้ข้าได้พบเจ้าอีกครั้ง”

    “หรือว่า..เขาคือโม่เหวินจื่อคนนั้นใช่ไหม?”

     

     

    ------------------------------------------------------------------


    เอาล่ะสาวๆ เจอกันแล้ว ถือว่าโล่งใจได้ไหมน้าาา แล้วว่าจะมีสักกี่โม่เหวินจื่อกันนะ? บอกเลยว่าเรื่องนี้มีคนร้อนใจจจจ

    //// ฝากคอมเม้นให้กำลังเชิงๆด้วยน้า กว่าจะออกมาได้นข.สู้มากนะคะ 

    รักรีดเดอร์นะคะ ////

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน