“จิ่วเอ๋อร์ นางมาทำอะไรที่นี่?”
ซิงซิงที่กำลังกินซาลาเปาอยู่บังเอิญเห็นเซียวหรันเข้า จึงดึงชายเสื้อของเซียวจิ่วเอ๋อร์แล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย
เขายังจำเื่ที่ตัวเองถูกฝังอยู่ในซากปรักหักพังที่จวนสกุลเซียวได้เป็อย่างดี และยังคงโกรธแค้นจนเอาเซียวหรันกับเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อศัตรูของเขาด้วย
เมื่อเห็นเซียวหรันอีกครั้งในตอนนี้ เขาก็กลืนซาลาเปาที่เหลืออยู่ในมือเข้าไปจนหมดในคำเดียว แก้มพองเล็กน้อยขณะเคี้ยว ตาของเขาเป็ประกาย ในดวงตาคู่น้อยเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์
เซียวจิ่วเอ๋อร์ก้มลงมองเขา ดูสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคิดซุกซนของเด็กน้อยอย่างสนอกสนใจ
ซิงซิงรู้สึกตัวว่าถูกจับได้ จึงเงยหน้ามาสบตากับนาง ก่อนจะหน้าแดงก่ำ รีบยกมือปิดศีรษะตัวเองแล้วหันไปยืนเอาหน้าชิดกำแพง
เด็กน้อยรู้สึกเขินอายขึ้นมาเสียแล้ว
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางน่ารักของเขาแล้วอดกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่ได้ นางดึงเขากลับมาและทวนคำถามที่เขาเพิ่งพูดขึ้นมาเมื่อครู่
“ใช่แล้ว เซียวหรันมาทำอะไรที่นี่กันนะ”
นางเพียงมาที่นี่เพื่อตรวจสอบด้วยตัวเองว่าเซียวหรันจะปรากฏตัวในสถานที่เกิดเหตุหรือไม่ ซึ่งการปรากฏตัวของเซียวหรันในบริเวณนี้ก็เป็การยืนยันว่าคำพูดของนักฆ่าเป็ความจริง และยังเป็หลักฐานที่สนับสนุนว่าการจ้างวานนั้นน่าจะมีส่วนมาจากเซียวหรัน นางจึงรู้สึกว่าแผนที่วางไว้ล่วงหน้าของตัวเองไม่ได้เสียเปล่า
เซียวหรันหาศพของเซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่พบ จึงจากไปด้วยความขุ่นเคือง กระทั่งไม่ได้สังเกตเห็นซูย่างที่นั่งอยู่ริมทางตรงร้านน้ำชา
ซูย่างที่เห็นเซียวหรัน สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก แต่กู้เหยียนกลับดูเหมือนกำลังสนุกกับเื่วุ่นวายที่เกิดขึ้น เขาถามด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“นั่นไม่ใช่อดีตคู่หมั้นของเ้าเหรอ นางมาทำอะไรที่นี่”
สำหรับคำถามว่าเหตุใดเซียวหรันถึงปรากฏตัว ซูย่างที่กำลังสับสนกลับเริ่มเข้าใจในคำตอบ
เขาลุกขึ้นเดินไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อหาเซียวจิ่วเอ๋อร์ แต่ก็ต้องพบกับความว่างเปล่า จนเมื่อค่ำคืนมาเยือน เซียวจิ่วเอ๋อร์และซิงซิงก็ยังไม่กลับมา
ตลอดทั้งวัน ไม่มีใครพบเห็นร่องรอยของเซียวจิ่วเอ๋อร์เลย แต่เื่ราวของนักฆ่ากลับเป็ที่พูดถึงทั่วทั้งเมือง
“ตอนนี้ทุกคนต่างพูดกันว่า ตระกูลเซียวไม่อยากให้เซียวหรันแต่งงานกับเจี่ยเจิ้งชู จึงจ้างมือสังหารไปสังหารเขา แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ในคืนที่มืดมิดมีลมกระโชกแรง มือสังหารทั้งห้าคนจากซานเก๋อเกิงตรงไปที่จวนสกุลเจี่ยเพื่อลอบสังหาร แต่กลับถูกผู้มากฝีมือนิรนามที่บังเอิญผ่านมาเห็นจัดการสังหารเสียจนหมด!”
“ผู้มากฝีมือนิรนามคนนี้เมื่อหลายปีก่อนเคยได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเจี่ย เขาเป็ยอดฝีมือที่ใช้ชีวิตเร้นลับ และยังมีความสามารถทางการแพทย์อีกด้วย ตอนนี้เขาพักอยู่ในจวนสกุลเจี่ยเพื่อรักษาอาการปัญญาอ่อนของเจี่ยเจิ้งชู!”
กู้เหยียนนั่งไขว่ห้าง เล่าเื่ที่เขาได้ยินมาให้เป่ยมู่หานฟัง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทำให้กู้เหยียนอดขมวดคิ้วถามไม่ได้
“เ้าไม่อยากรู้หน่อยหรือว่าคนนั้นคือใคร”
เป่ยมู่หานก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ เหลือบสายตาขึ้นมองกู้เหยียนอย่างไร้อารมณ์ คร้านจะเอ่ยปากตอบ
ภาพที่เซียวจิ่วเอ๋อร์สังหารเหล่านักฆ่าเมื่อคืนยังติดอยู่ในความทรงจำของพวกเขา ดังนั้นข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในวันนี้ คงไม่ต้องเดาให้ยาก ต้องเป็นางที่ปล่อยข่าวออกไปแน่นอน
ตระกูลเจี่ยเป็ตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลไม่น้อยในเมืองหลวง
ั้แ่ผู้นำสกุลเจี่ยให้กำเนิดบุตรชายนามเจี่ยเจิ้งชูที่เกิดมาสติปัญญาไม่สมประกอบ และต่อมาก็ได้แต่บุตรสาวอีกหลายคน เขาก็หันมาฟังคำชี้แนะจากผู้มีปัญญา หมั่นทำความดีสะสมบุญกุศล
ถึงแม้ว่าความดีเ่าั้ยังไม่เห็นผลเท่าไรนัก เจี่ยเจิ้งชูยังคงปัญญาอ่อนเหมือนเดิม และเขาก็ไม่ได้มีบุตรชายเพิ่มเติม แต่ประชาชนในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยกลับได้รับผลบุญจากการช่วยเหลือของตระกูลเจี่ย
ดังนั้นเมื่อเกิดเื่อื้อฉาวว่าตระกูลเซียวว่าจ้างมือสังหารขึ้นมาในวันนี้ คนส่วนใหญ่จึงยืนอยู่ข้างตระกูลเจี่ยอย่างไม่ลังเล
เซียวจิ่วเอ๋อร์ใช้กลอุบาย ‘ย้ายดอกไม้ติดต้นไม้[1]’ พลิกสถานการณ์ด้วยการใช้กระแสของสังคมทำให้เซียวหรันซึ่งวางแผนจะสังหารนางต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ตอนนี้ตระกูลเซียววุ่นวายราวกับหม้อแกงเดือด ในขณะที่เซียวหรันที่ตกเป็เป้าของความวุ่นวายนั้นก็ร่ำไห้คร่ำครวญ หวาดกลัวว่าบิดาของนางจะจับนางแต่งงานกับเจี่ยเจิ้งชูผู้โง่งมคนนั้นจริงๆ
“ไม่รู้ว่าตอนนี้เซียวจิ่วเอ๋อร์อยู่ที่ไหน ซูย่างเฝ้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมทั้งวันก็ไม่เห็นแม้แต่เงานาง ท่านเป่ย ท่านฉลาด ลองเดาสิว่าก้าวต่อไปนางจะทำอะไร”
กู้เหยียนพูดพลางมองเป่ยมู่หานด้วยความสงสัย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะชายตาแล กู้เหยียนก็ถอนหายใจ ก่อนจะพูดกับตัวเองต่อ
“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ฉลาดถึงเพียงนี้ อีกทั้งพลังิญญาก็ไม่ได้ด้อย แต่เหตุใดชื่อเสียงของตระกูลเซียวในฐานะอัจฉริยะกลับตกไปอยู่ที่เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ได้ ข้าว่าฝีมือของนางนั้นเหนือกว่าเซียวเฟิ่งเอ๋อร์เสียอีก!”
“อีกอย่าง เซียวจิ่วเอ๋อร์นางก็งดงามใช่ย่อย ปีนี้นางอายุเท่าไหร่แล้ว เหตุใดถึงไม่มีใครไปสู่ขอที่จวนสกุลเซียวเลย หากปล่อยไว้เช่นนี้ ข้าว่าซูย่างคงทนไม่ไหวแล้วกระมัง”
“ทำไมเ้าถึงโยงมาถึงซูย่างได้”
เป่ยมู่หานชะงักมือที่กำลังพลิกหน้าหนังสือแล้วถามขึ้น
“เ้ามองไม่ออกจริงหรือ” กู้เหยียนคันปากยุบยิบขยับเข้ามาใกล้ พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้าว่าซูย่างน่าจะชอบเซียวจิ่วเอ๋อร์เข้าแล้ว แต่ฐานะของทั้งสองก็ชวนให้ลำบากใจอยู่ไม่น้อย”
ไม่ว่าอย่างไรซูย่างก็เป็บุตรของเจิ้นหนานอ๋อง ขณะที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กลับเป็เพียงบุตรีที่เกิดจากอนุของตระกูลเซียว
ด้วยสถานะของทั้งคู่ ดูเหมือนจะไม่เหมาะสมกัน แต่ตามคำกล่าวที่ว่า กฎนั้นตายตัวแต่คนยืดหยุ่น หากซูย่างตั้งใจจริงเื่นี้ก็ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีท่านราชครูที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างเป่ยมู่หานช่วยหนุนหลังอีก
“ฐานะก็ไม่ใช่ปัญหา หากทั้งสองมีใจต่อกันและกัน เพียงแค่ท่านราชครูเอ่ยปาก ใครจะกล้าขัดขวาง? ว่าไปแล้ว ข้าคิดว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ก็คงไม่ได้เกลียดซูย่าง ดูท่าทางจะชอบเขาอยู่เหมือนกันด้วยซ้ำ เ้าลองคิดดู วันนั้นตอนกินข้าว นางวางยาพิษพวกเราทุกคน แต่กลับละเว้นซูย่างไว้คนเดียว นี่มันอะไรกัน? หากไม่ใช่ความลำเอียง จะเป็อะไรได้อีก!”
กู้เหยียนวิเคราะห์เหตุผลได้อย่างชัดเจน ทว่าเพราะพลั้งเผลอไป จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเป่ยมู่หานเริ่มมืดครึ้มมากขึ้นทุกที
“ไม่รู้ว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ชอบคนแบบไหน เอาเถิด อย่างไรก็ไม่ใช่แบบเ้า...”
กู้เหยียนกำลังพูดอย่างเพลิดเพลิน แต่จู่ๆ กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
เขาอ้าปากพะงาบๆ มองไปที่เป่ยมู่หานด้วยสีหน้าฉงน ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ อีกฝ่ายถึงร่ายคาถาห้ามพูดใส่ตน
เพล้ง!
ถ้วยหยกในมือของเป่ยมู่หานแตกเป็เสี่ยงๆ เหล้าในถ้วยกระเซ็นออกมา
เขาโยนเศษถ้วยลงบนโต๊ะด้วยใบหน้าเ็า ประสานสายตากับกู้เหยียนพลางกล่าวเสียงต่ำ
“ข้าบอกแล้วว่าอีกสองเดือนข้างหน้าจะฆ่านาง”
กู้เหยียนชี้ไปที่ปากของตน ร้องขอให้อีกฝ่ายคลายพันธนาการคาถานี้ให้
“หากเ้าพูดจาเหลวไหลอีก คราวหน้าก็เป็ใบ้ไปตลอดชีวิตเสียเถิด อย่างน้อยข้าก็จะได้สงบสุข”
กู้เหยียนตัวสั่น รีบพยักหน้ารับรัวๆ ทว่าดูเหมือนเป่ยมู่หานจะไม่สนใจ เขาสะบัดชายแขนเสื้อลุกขึ้นพลางทิ้งคำพูดไว้ว่า
“อีกสามชั่วยาม คาถาจะคลายไปเอง”
จากนั้นก็ย่างเท้าออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว จนหายลับไปจากสายตา
กู้เหยียนถอนหายใจหนักๆ พิงตัวลงกับพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า
เขาคิดไม่ตกว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ไปทำอะไรให้มารร้ายอย่างเป่ยมู่หานขุ่นเคืองนัก และยิ่งไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรผิดไป
ค่ำคืนอันเงียบสงัด เป่ยมู่หานยืนเดียวดายอยู่ในลานจวน เงยหน้ามองดวงดาวบนฟากฟ้าด้วยสายตาครุ่นคิด
เป่ยอิ๋นเดินเข้ามาจากด้านนอก เพียงมองก็รู้ว่าผู้เป็นายอารมณ์ไม่ดี เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยด้วยเสียงเรียบ
“มีข่าวดีหนึ่งเื่ กับข่าวร้ายหนึ่งเื่ เ้าอยากฟังอะไรก่อน”
“อะไรก็ได้” เป่ยมู่หานละสายตาจากท้องฟ้า “พวกคนแก่พวกนั้นเคลื่อนไหวอีกแล้วใช่หรือไม่”
“ใช่ ข่าวร้ายคือ พวกคนแก่พวกนั้นส่งคนมาอีกแล้ว”
เป่ยมู่หานหัวเราะเย็นะเื “ข้าบอกแล้วว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์เป็ตัวปลอม ต่อให้ทำตัวเหมือนแค่ไหน ก็ไม่ใช่คนที่ข้าตามหา”
เป่ยอิ๋นมองนายของตนที่แผ่รังสีอำมหิตออกมาทั่วร่าง เขาแย้มรอยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเื่พูด
“ข่าวดีคือ ระฆังเฟิ่งมั่วแห่งเขาชางฉยงดังขึ้นติดต่อกันสามวันสามคืน อสูรผู้พิทักษ์ทั้งสิบแห่งแดนมารเริ่มมีสัญญาณตื่นจากการหลับใหลแล้ว”
[1] ย้ายดอกไม้ติดต้นไม้ หมายถึงการใช้เล่ห์กลหรือบิดเบือนความจริงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือโยนความผิดให้ผู้อื่น