รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    หมู่บเานใต้เมฆา

            เขาเคียงเมฆาคือชื่อของภูเขาที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของประเทศ แนวเขาสูงตระหง่านที่ทะลวงผ่านฟากฟ้าจนสามารถมองเห็นก้อนเมฆลอยอยู่รอบตัวเป็นระยะทางกว่าสองกิโลเมตรคือจุดเด่นที่ไม่อาจหาสถานที่ใดมาเทียบนอกจากความสมบูรณ์แบบของธรรมชาติแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยอารยะธรรมและประวัติศาสตร์ที่เหล่าคนธรรมดาไม่อาจรับรู้อยู่

             

            สมาคมนักปรุงโอสถคือหนึ่งในนั้นตำหนักที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยวบนแนวเขาลูกหนึ่งแยกตัวเป็นเอกเทศสิ่งก่อสร้างที่สูงตระหง่านและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์คือเอกลักษณ์ที่เห็นชัดที่สุดถึงแม้ว่ามันจะตั้งอยู่บนแนวเขาแต่เส้นทางที่ใช้เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้กลับสะดวกสบายและกว้างขวางอยางยิ่ง

             

            นั่นเพราะว่านอกจากสมาคมนักปรุงโอสถแล้วหุบเขาเคียงเมฆายังมีสถานที่อีกแห่งที่โด่งดังไม่แพ้กัน

             

            มันไม่ใช่สถานที่เก่าแก่โบราณดั่งเช่นสมาคมนักปรุงโอสถ

             

            แต่มันกลับเป็น “หมู่บ้าน” แห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางล้อมรอบไปด้วยแนวเทือกเขาสูงตระหง่าน  “หมู่บ้านใต้เมฆา” นี้คือสถานที่เป้าหมายในการเดินทางของไป่ฟานเซียน

             

            เพราะมันคือสถานที่ซึ่งตัวตนที่น่าเคารพนับถืออย่าง“หมอเทวดา”  อาศัยและทำการปิดด่านฝึกตนอยู่ที่นี่

             

            แรกเริ่มเดิมที่หมู่บ้านใต้เมฆาคือหมู่บ้านที่เป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าผู้ฝึกตนจำนวนหนึ่งพวกเขานั้นมีความผูกพันกับสมาคมนักปรุงโอสถอย่างลึกซึ้ง บ้างก็เป็นศิษย์ที่นั่นบ้างก็เป็นอาจารย์ บ้างก็เป็นผู้ป่วยที่ต้องการโอสถรักษา

             

            ในยุคสมัยที่การเดินทางยังไม่สะดวกสบายเช่นตอนนี้การเดินทางข้ามเทือกเขาแห่งหนึ่งต้องอาศัยทั้งแรงและความอดทนเป็นอย่างยิ่ง

             

            ดังนั้นพวกเขาจึงมีความคิดบางอย่าง

             

            และได้เริ่มทำการ “ก่อสร้าง” หมู่บ้านใต้เมฆานี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อประมาณห้าร้อยปีก่อน

             

            ที่นั่นกลายเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ฝึกตนรวมถึงนักปรุงโอสถบางส่วนโดยส่วนมากผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้จะมักมีความสัมพันธ์กับสมาคมนักปรุงโอสถไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

             

            แรกเริ่มเดิมทีสถานที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงแค่หมู่บ้านธรรมดาแต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเติบโตและกลายเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงเหล่าผู้ฝึกตนที่มารวมตัวกันเริ่มลงหลักปักฐานทำให้ลูกหลานของพวกเขาล้วนแต่มีสายเลือดของผู้ฝึกตนและเริ่มฝึกตนตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งสิ้น

             

            ประกอบกับเมื่อราว ๆ สิบกว่าปีก่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้ได้ทำการต้อนรับตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่าง “หมอเทวดาอู๋เจี่ย”  ตั้งแต่นั้นมาสถานที่แห่งนี้ก็คึกคักมากขึ้นทั้งยังพัฒนาจนเจริญก้าวหน้า การเดินทางติดต่อกับโลกภายนอกก็เริ่มสะดวกสบายชื่อเสียงของหมอเทวดาดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ป่วยที่ต้องการพบกับเขามาได้อย่างไม่ขาดสาย

             

            จนกระทั่งหมอเทวดาได้ทำการปิดด่านฝึกตนเมื่อราวห้าปีก่อนแต่แทนที่สถานที่แห่งนี้จะเงียบเหงาลง มันกลับเต็มไปด้วยความคึกคักเพราะหมู่บ้านได้พัฒนาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวไปเรียบร้อยแล้วโรงแรมและสถานที่พักผุดขึ้นมาในหมู่บ้านมากมายประกอบกับการขุดค้นพบบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ใต้หมู่บ้าน ทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายในการเดินทางสำหรับการพักผ่อนของผู้ฝึกตนหลายคน

             

             

            ดังนั้นแล้วพอมีข่าวที่เชื่อถือได้ว่าหมอเทวดาจะออกมาจากการฝึกตนรวมถึงช่วงนี้ของปีจะมีการจัดสัมมนาศาสตร์โอสถของสมาคมนักปรุงยาจึงทำให้เหล่าผู้ฝึกตนมากมายมารวมตัวกันที่หมู่บ้านใต้เมฆานี้ราวกับเป็นงานเทศกาล!

             

            ไป่ฟานเซียนที่นั่งอยู่บนรถสีดำคันหรูของถังเทียนจี๋มองออกไปด้านนอกหน้าต่างด้วยความสนใจเพราะเพียงเข้ามาในอาณาเขตของเขาเคียงเมฆา นางก็สัมผัสได้ว่าการจราจรเริ่มจะติดขัดจำนวนรถที่มากมายนี้ทำให้ถนนที่เคยกว้างขวางแคบไปถนัดตา

             

            นอกจากนี้สองข้างทางก็ยังมีเหล่าผู้ฝึกตนที่เดินทางมาด้วยตัวเองพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีบนใบหน้า บ้างก็ค่อยๆเดินชมวิวที่งดงามของหุบเขาบ้างก็รีบระเบิดลมปราณออกมาแล้ววิ่งขึ้นเขาไปด้วยความเร็วสูงสุด

             

            “คนเยอะเสียจริง...”

             

            ไปฟานเซียนบ่นพึมพำ ฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่ที่ไม่เคยเห็นคนจำนวนมากเช่นนี้พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยถังเทียนจี๋เองก็หัวเราะเบาๆแล้วอธิบายว่า

             

            “ปกติคนก็เยอะแบบนี้แหละครับแต่ปีนี้มันมีงานใหญ่สองงานซ้อนกัน คนก็เลยารวมตัวกันมากเป็นพิเศษ”

             

            “เดี๋ยวพอพวกเราขึ้นไปแล้วรถยนต์เหล่านี้ก็ต้องลงมาจากเขา พองานจบพวกเขาถึงจะกลับขึ้นไปรับอีกครั้งเพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่ามันจะแออัดมากนักครับ”

             

            สิ่งที่ถังเทียนจี๋อธิบายนั้นฟังดูสมเหตุสมผลเพราะดูจากจำนวนรถอันมหาศาลที่นางเห็นแล้วถ้าทุกคนไปจอดทิ้งไว้บนเขาย่อมทำให้การสัญจรบนนั้นติดขัดและไม่สะดวก

             

            นอกจากนี้นางยังเห็นรถยนต์บางส่วนแล่นลงมาผ่านถนนอีกเลนในปริมาณที่มากพอกันนั่นหมายความว่าตอนนี้ด้านบนนั้นเริ่มเต็มไปด้วยผู้คนเสียแล้ว

             

             

            พวกนางใช้เวลาราวสิบกว่านาทีก็มาถึงยอดเขาเส้นทางหลังจากนั้นราบรื่นอย่างยิ่ง เด็กน้อยสองคนถึงกับสายตาเป็นประกายยามที่มองลงไปยังวิวทิวทัศน์ด้านล่าง

             

            หุบเขาเคียงเมฆามีลักษณะคล้ายกับแอ่งกระทะที่ยอดเขาซึ่งพวกนางอยู่สามารถมองเห็นได้จนทั่วทั้งหุบเขาไป่ฟานเซียนสังเกตว่าที่แนวเขาฝั่งตรงข้ามปรากฏสิ่งก่อสร้างที่มีกลิ่นอายความโบราณและสูงส่งอยู่ผู้คนมากมายเดินเข้าออกสถานที่แห่งนั้นราวกับมด

             

            ให้นางเดา สถานที่แห่งนั้นคงเป็นสมาคมนักปรุงโอสถกระมัง?

             

            ส่วนด้านล่าง นางสามารถมองเห็นผู้คนไปรวมตัวกันในหมู่บ้านขนาดใหญ่บ้านเรือนที่ดูผสมผสานระหว่างความเก่าแก่และความทันสมัยซึ่งตั้งเรียงกันจนเป็นแนวก่อเกิดเป็นเสน่ห์ลึกลับที่ทำให้ผู้คนหลงรัก

             

            ไป่ฟานเซียนสามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากใต้หมู่บ้านที่มุมหนึ่งนางสามารถสังเกตได้ถึงบ่อน้ำพุร้อนขนาดเล็กใหญ่มากมาย พวกมันถูกดัดแปลงจนกลายเป็นแม่น้ำสายเล็กที่ไหลผ่านวนรอบทั้งหมู่บ้าน  ต้นไม้ที่มีดอกสีชมพูอ่อนคล้ายกับต้นซากุระของญี่ปุ่นถูกปลูกกระจัดกระจายอยู่สองริมฝั่งแม่น้ำมีคนไม่น้อยนำเสื่อออกมาปูนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้พร้อมดื่มด่ำกับธรรมชาติ  ยามที่พวกมันโปรยปรายจะก่อให้เกิดเป็นบรรยากาศพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง

             

            แต่นางรู้ดีว่าพวกมันไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา

             

            นางสามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณอ่อนๆและพลังจากธรรมชาติสายหนึ่งที่หล่อเลี้ยงอยู่ในต้นไม้พวกนั้นได้

             

            มันจะช่วยทำให้เหล่าผู้ฝึกตนผ่อนคลาย  ทั้งยังส่งเสริมให้ลมปราณไหลเวียนดีขึ้นนิดหน่อยด้วย

             

            ไป่ฟานเซียนสามารถจินตนาการภาพที่นางแช่น้ำพุร้อนขณะที่กำลังจิบชาอย่างดีโดยมีฉากหลังเป็นวิวเทือกเขาและก้อนเมฆ รวมถึงมีดอกไม้สีชมพูเหล่านั้นร่วงโรยลงมาเป็นกลีบๆได้ในทันที

             

            ถังเทียนจี๋เองก็คึกคักอย่างยิ่งเขาเองหลังจากที่หลานสาวป่วยก็ไม่ได้ออกมาพักผ่อนในสถานที่เช่นนี้อีกเลยนี่จึงเป็นครั้งแรกของเขาในรอบหลายปีนี้เช่นกัน

             

            หลังจากที่สั่งให้อาหม่าและอาเทียนมารับในอีกหลายวันพวกนางก็เดินเข้าไปในหมู่บ้านเด็กๆแม้จะตื่นเต้นแต่กลับไม่กล้าออกไปวิ่งเล่นวุ่นวาย ด้วยความกลัวว่าจะพลัดหลงที่ชายเสื้อทั้งสองด้านของไป่ฟานเซียนจึงมีมือเล็กๆมาเกาะไว้อยู่

             

            ด้านในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความคึกคักราวกับงานเทศกาลเพียงแค่เดินเข้าไปก็ปรากฏร้านค้าแผงลอยที่มีทั้งอาหารและของแปลกๆวางขายอยู่เต็มไปหมด

             

            ทั้งบริเวณทางเดินรวมถึงสองริมฝั่งแม่น้ำสายเล็กนั้นล้วนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้ฝึกตนกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศ

             

            สะพานไม้ที่ยาวเพียงห้าถึงหกเมตรที่พาดระหว่างสองฝั่งกลายเป็นจุดถ่ายรูปที่นิยมที่สุดเพราะนอกจากจะได้เห็นวิวทั้งสองฝั่งแม่น้ำแล้วบางครั้งบางครายังมีคนล่องเรือลำเล็กลอดผ่านใต้สะพานเป็นระยะๆให้เห็นด้วย

             

            และเพราะว่าที่นี่มีเพียงเหล่าผู้ฝึกตนพวกเขาจึงสามารถนำวัตถุดิบและของวิเศษออกมาตั้งขายได้อย่างไม่ต้องระวังสายตาของคนทั่วไป

             

            ไป่ฟานเซียนมองร้านค้ารอบๆด้วยความสนใจตั้งแต่เกิดมาจนมีอายุหนึ่งหมื่นกับอีกยี่สิบห้าปีนี่เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ท่านปรมาจารย์ไป่ได้เที่ยวชมงานเทศกาลแบบนี้

             

            หวงจื่อหานเองก็มีความสุขเช่นกันพอเห็นว่าเด็กน้อยทั้งสองให้ความสนใจกับร้านค้าบางร้านเขาก็ใช้ความเร็วของผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ์หายแวบไปในพริบตา และปรากฏตัวอีกทีพร้อมกับขนมสายไหมสีชมพูสวยในมือสองอัน

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่จะรับด้วยไหมครับ?” ลุงหวงหันไปถามไป่ฟานเซียนหลังจากยื่นขนมให้กับฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่ที่กำลังยิ้มดีใจ

             

            “ไม่เป็นไร...”ไป่ฟานเซียนไม่ค่อยจะทานขนมหรืออาหารมากนักสิ่งที่นางโปรดปราณคือชาดีๆสักถ้วยเสียมากกว่า

             

            “รอจนถึงที่พักผมจะไปหาชาขึ้นชื่อของหมู่บ้านมาให้นะครับ”

             

            ลุงหวงค้อมตัวเขารู้ใจดีว่าท่านปรมาจารย์ไป่ต้องการสิ่งใดที่สุด

             

            “รบกวนเจ้าแล้ว...”

             

            ไป่ฟานเซียนปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากหวงจื่อหานไม่เคยทำให้นางผิดหวัง

             

            ทันใดนั้นเองด้านหน้าของพวกนางก็ปรากฏความวุ่นวายขึ้นเมื่อมีชายวัยกลางคนพยายามเบียดออกมาจากกลุ่มคนเข้ามาหาไป่ฟานเซียน บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกตะลึง ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าในมือของเขากำลังถือไมค์ตัวเล็กไว้อันหนึ่งทำให้ผู้คนหันมามองทางเขาอย่างสนใจ

             

            หลังจากนั้นไม่นาน ด้านหลังชายกลางคนที่กำลังเต็มไปด้วยความตกตะลึงขณะที่กำลังจับจ้องไป่ฟานเซียนก็ปรากฏชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งตามมาบนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยจนต้องหอบหายใจนั่นเพราะพวกเขาต้องแบกกล้องขนาดใหญ่ไว้บนบ่าขณะที่กำลังวิ่งมาผ่านฝูงชนด้วย

             

            “นั่นมันคนจากชุมนุมผู้ฝึกตนนี่นา...”

             

            “ใช่แล้ว  พวกเขาทำรายการเกี่ยวกับผู้ฝึกตนเพื่อถ่ายทอดลงในเว็บไซต์ทั้งคอยไปสัมภาษณ์คนดัง ถ่ายเรียลลิตี้หรือแม้แต่อันดับความแข็งแกร่งก็เป็นพวกเขาที่จัด”

             

            “ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นสวยชะมัด”

             

            เพราะว่าไม่ได้อยู่บ้าน ไป่ฟานเซียนจึงไม่สามารถใส่เสื้อยืดและกางเกงขาสั้นลายลิตเติลแบร์ได้อีกนางในตอนนี้จึงอยู่ในชุดคลุมแบบโบราณที่ช่วยขับเน้นความงดงามและแสนสูงส่งออกมาแทนชุดนี้เป็นอีกชุดหนึ่งที่นางเคยสวมขณะที่เป็นเจ้าตำหนักโอสถเทพธิดาที่ยิ่งใหญ่

             

            มันถูกตัดมาโดยเฉพาะเพื่อนาง โดยคนของนางดังนั้นมันจึงเหมาะสมกับนางที่สุด

             

            “ฉันได้ยินว่าช่วงนี้ผู้กำกับหวังกำลังจัดอันดับทำเนียบเทพธิดาของยุทธภพครั้งที่5 อยู่”

             

            “ที่จะจัดอันดับเฉพาะผู้ฝึกตนใช่ไหม?”

             

            “ใช่เลย! ฉันว่าผู้หญิงคนนั้นต้องได้อยู่ในอันดับต้นๆแน่!”

             

            “แต่ไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนนะอาจจะเป็นผู้ฝึกต้นมือใหม่ก็ได้มั้ง?”

             

            ไป่ฟานเซียนเป็นตัวตนเช่นใดกันคำพูดของผู้คนรอบๆนี้ด้วยความสามารถทางกายของนางแน่นอนว่าต้องได้ยินทั้งหมดเมื่อได้ยินว่าผู้ชายกลางคนท่าทางแปลกประหลาดนี้มาจากเว็บไซต์ชุมนุมผู้ฝึกตนนางจึงเลิกสนใจอีก

             

             

            “ดะ...เดี๋ยวก่อน!”

             

            ผู้กำกับหวังที่เห็นว่าไป่ฟานเซียนอยู่ๆก็จากไปโดยไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อยจึงรู้สึกลนลานเขารีบวิ่งไปดักเบื้องหน้าไป่ฟานเซียนอีกครั้งด้วยความเร็ว

             

            หวงจื่อหานที่กลัวว่าท่านปรมาจารย์ไป่จะเริ่มรำคาญขึ้นมาจึงก้าวออกมาขวางด้านหน้า

             

            ในวินาทีแรกผู้กำกับหวังไม่พอใจแต่เมื่อแรงกดดันของจอมยุทธ์ขั้นห้าของหวงจื่อหานระเบิดออกมาก็ทำเอาเขาหน้าซีด

             

            “หะ...หวงจื่อหาน?”

             

            ด้วยความที่เป็นคนซึ่งทำงานสายนี้เขาจึงศึกษาใบหน้าและจุดเด่นของผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงเอาไว้เผื่อเวลาจำเป็นโดยเฉพาะผู้ฝึกตนที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นกลางขึ้นไป เขาแทบจะจำได้ทุกคน

             

            แต่ในบันทึกหวงจื่อหานเปป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นสองไม่ใช่หรือ?

             

            นอกจากพ่อบ้านชราแล้วผู้กำกับหวังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันเงียบๆอีกสายหนึ่งออกมาจากชายชราที่อยู่ด้านข้าง

            ถังเทียนจี๋!?

             

            นอกจากสถานะนายใหญ่ตระกูลถังแล้วเมื่อเร็วๆนี้ถังเทียนจี๋พึ่งจะทำผลงานในการฟื้นคืนชีพโอสถในอดีตอย่างโอสถคืนพลังทั้งยังสามารถระบุผลข้างเคียงของมันที่อันตรายมากได้ด้วยชื่อเสียงของเขาจึงยิ่งพุ่งขึ้นสูงขึ้นไปอีกในหมู่นักปรุงโอสถ

             

            ทั้งในงานสัมมนานี้เขาก็เป็นคนหนึ่งที่จะได้ขึ้นไปบรรยายด้วย!

             

            ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่กับหญิงสาวที่งดงามคนนี้ได้?

             

            “ช่วยหลีกทางได้ไหมครับ...”

             

            “นายหญิงของผมกำลังเดินทางไปโรงแรมถ้าคุณมีธุระอะไรค่อยมาคุยกับผมหลังจากนั้นดีกว่า...นะ?”

             

            ผู้กำกับหวังตัวสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่พลังปราณและแรงกดดันของพ่อบ้านตรงหน้ามันดูรุนแรงเหนือกว่าจอมยุทธ์ขั้นห้าเสียอีก! สำหรับตอนนี้พวกเขาจึงได้แต่หลีกทางแต่โดยดีและเลือกที่จะเดินตามหลังไปเงียบๆจนกว่าจะถึงที่พักตามคำพูดของหวงจื่อหานเท่านั้น

             

            ฝูงชนมองกลุ่มของไป่ฟานเซียนเดินผ่านไปด้วยความหวาดกลัวหลายคนในนั้นหันมามองด้วยความสนใจ

             

            “พ่อบ้านยังเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้น5?”

             

            “ตระกูลถังพัฒนาไปถึงขนาดนี้เชียวหรือ...”

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน