[ปราสาทแวมไพร์]
เหมันต์พาหนุ่มน้อยปกรณ์มาปรากฏตัวอยู่ที่ห้องโถงอีกครั้งหลังจากที่เขาพาชานนท์ไปส่งไว้ที่ห้องรับรองแล้ว
พรึบ!
หนุ่มน้อยหน้าหวานหันมองไปรอบตัวเองด้วยความตื่นเต้นก่อนที่เขาจะหันกลับมาถามเหมันต์ถึงเพื่อนของเขาอย่างอดห่วงไม่ได้
“แล้วชานนท์ละครับ?ปล่อยเขาไว้ตามลำพังแบบนั้นมันจะดีเหรอครับ?”
เหมันต์ยื่นมือของเขาไปวางลงบนไหล่มนทั้งสองข้างพร้อมกับบอกหนุ่มน้อยเพื่อช่วยคลายความกังวล
“เจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอกคาร์เมนพี่รับรองว่าชานนท์เขาจะไม่เหงา และเขาจะชอบอยู่ที่นั่นตามลำพังอย่างแน่นอนเพราะห้องนั้นคือห้องแห่งจินตนาการเขาจะสามารถปล่อยกายให้ล่องลอยไปตามจินตนาการของเขาได้หากเขาอยากกลับบ้านเขาก็จะได้กลับ หากเขาปรารถนาสิ่งใดเขาก็จะได้ดังใจหวัง”
“จริงเหรอครับ?”
หนุ่มปกรณ์เอียงคอถามด้วยความตื่นเต้นดีใจแทนเพื่อนของเขา
“พี่เคยโกหกเจ้าเหรอ?”
เหมันต์บอกพร้อมกับเอื้อมมือเข้าไปบีบปลายคางของหนุ่มน้อยเบาๆ อย่างรักใคร่ ก่อนที่เขาจะชวนหนุ่มน้อยไปทำตามความฝันบ้าง
“ถ้างั้นก็ถึงเวลาที่เราต้องทำตามความฝันของตัวเองบ้างแล้วล่ะ”
“ความฝันอะไรเหรอครับ?”
“ตามพี่มาสิ”
เหมันต์เลื่อนมือของเขาลงไปกอบกุมมือเล็กและฉุดให้เดินตามเขาไปตามโถงทางเดินอย่างใจเย็น โดยเหมันต์พาปกรณ์เดินผ่านห้องต่างๆ ที่แสนหรูหราของปราสาทมากมายจนนับไม่ถ้วน
“มันทันสมัยมากจนผมไม่อยากเชื่อเลยนะครับว่านี่คือปราสาทเก่าแก่อายุหลายร้อยปี”
หนุ่มน้อยเดินตามแวมไพร์รูปงามไปตามโถงทางเดินเรื่อยๆในขณะที่สายตาของเขานั้นเอาแต่คอยสอดส่องไปทีละห้องอย่างสนใจจนกระทั่งแวมไพร์หนุ่มพาเขาเดินผ่านห้องครัวขนาดใหญ่ที่ดูกว้างขวางและหรูหราไม่แพ้ห้องอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นหนุ่มปกรณ์ก็กระตุกมือของเหมันต์เบา ๆเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าเขาสนใจอะไรบางอย่างในห้องครัว
“ทำไมห้องครัวมีตู้เย็นตั้งสามเครื่องละครับ?เอาไว้แช่อะไรไว้บ้างเหรอครับ?”
หนุ่มน้อยปกรณ์ถามเหมันต์ออกไปด้วยความซื่อตามประสาคนช่วงสังเกตซึ่งเหมันต์ก็ตอบข้อสงสัยนั้นกลับไปเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความตื่นเต้นใด ๆ
“มีแค่เลือดสำหรับแวมไพร์เอาไว้ดื่มแช่อยู่ข้างในเท่านั้นเจ้าอยากดูไหมล่ะ?”
หนุ่มน้อยหน้าหวานส่ายหน้าปฏิเสธทันควันก่อนที่เขาจะชะเง้อคอมองเข้าไปด้านในห้องครัวอย่างสนใจและก็ทำให้เขาได้รู้ว่าข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆที่วางอยู่ด้านในอย่างเป็นระเบียบนั้นล้วนแล้วแต่ห่อหุ้มไปด้วยทองคำทั้งนั้นเลยซึ่งในจังหวะนั้นหนุ่มปกรณ์ก็เหลือบไปเห็นสร้อยลูกปัดเลี่ยมทองแขวนอยู่ที่หูจับตู้เย็นเครื่องใหญ่และด้วยความสงสัยเขาจึงถามเหมันต์ออกไปว่า
“เอ๋...นั่นเครื่องประดับทองคำนี่ครับ”
เหมันต์ไม่ได้ตอบข้อซักถามนั้นของหนุ่มน้อยแต่เขาใช้เวทมนตร์กระตุกสร้อยลูกปัดนั้นเข้ามาอยู่ในมือก่อนจะยื่นมันเข้ามาจ่ออยู่ในระดับสายตาของหนุ่มน้อย
“รับไปสิ”
“ให้ผมทำไมครับ?”
หนุ่มปกรณ์ถามเหมันต์อย่างไม่เต็มเสียงนักเพราะเขาไม่รู้ว่าเหมันต์ให้สร้อยเส้นนี้กับเขาทำไมกันและเมื่อเหมันต์เห็นท่าทางสงสัยของหนุ่มน้อย เขาก็รีบปลดตะขอสร้อยลูกปัดออกพร้อมกับนำไปสวมใส่ให้กับหนุ่มน้อยด้วยตัวเอง
“ก็มันเป็นของเจ้าพี่ก็ต้องคืนมันให้แก่เจ้าสิ”
เหมันต์จ้องมองสบตากับหนุ่มปกรณ์อยู่เนิ่นนานเพื่อส่งผ่านความรู้สึกรักปรารถนาในตัวของเด็กหนุ่มก่อนที่เขาจะเลื่อนมือลงไปกอบกุมมือน้อยไว้อีกครั้ง
“เราไปต่อกันเถอะ”
“ครับ”
เหมันต์ยิ้มกรุ้มกริ่มพ่อใจแล้วเขาก็เริ่มจูงมือน้อยนั้นก้าวขึ้นบันไดวนไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากชั้นที่หนึ่งสอง สาม สี่ และห้าตามลำดับโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยทว่ามนุษย์น้อยกลับรู้สึกเหนื่อยมากจนเหงื่อโทรมกายลำคอก็เริ่มแห้งผาก
แฮ่ก แฮ่ก
“เหนื่อยจังเลยครับผมคงเดินไม่ไหวแล้วละครับ ผมขอพักตรงนี้ก่อนได้ไหมครับ?”
หนุ่มน้อยพูดติดขัดเพราะเหนื่อยหอบแล้วเขาก็ทรุดกายนั่งลงบนเชิงบันไดชั้นห้าของปราสาททันทีก่อนที่เขาจะแหงนหน้าขึ้นไปถามเหมันต์ที่ยืนจ้องมองเขาอยู่ด้วยความสงสัย
"คุณไม่เหนื่อยบ้างเหรอครับ?"
"หึ หึ หึ"
เหมันต์หัวเราะเสียงทุ้มต่ำผ่านลำคอออกมาด้วยความพอใจก่อนที่เขาจะตอบหนุ่มน้อยกลับไปว่า
"พี่ไม่เหนื่อยเลย"
"จริงด้วยสินะครับ ผมลืมไปเลยว่าคุณเป็นแวมไพร์แล้วคุณจะเหนื่อยเหมือนมนุษย์อย่างผมได้ยังไงกันล่ะ?"
หนุ่มปกรณ์ทบทวนความจำให้กับตัวเองเบา ๆ แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นไปพูดคุยกับเหมันต์ต่างปรึกษาหารือ
“เฮ้อ...จะว่าไปเป็นแวมไพร์นี่ก็ดีเหมือนกันนะครับ”
หนุ่มน้อยพูดจ้อพร้อมกับเกาะราวบันไดยืดตัวลุกขึ้นและก้าวขึ้นไปยืนอยู่ชั้นบนสุดจนทำให้ตอนนี้เขาดูสูงกว่าเหมันต์ไปแล้ว
"เป็นแวมไพร์ดียังไงเหรอ?"
เหมันต์เป็นฝ่ายแหงนหน้าขึ้นไปพูดคุยกับหนุ่มน้อยบ้างเมื่อเขายืนอยู่ในระดับที่ต่ำต้อยกว่า
"ก็...ดีทุกอย่างเลยครับ ทั้งหล่อ ทั้งแมน ทั้งคูล ทั้งมีเสน่ห์ และเท่มากจนผมชักอยากจะได้แวมไพร์มาเป็นสามีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยละครับ"
หนุ่มน้อยจ้องมองแวมไพร์รูปงามตาหวานเชื่อมอย่างชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ?"
เหมันต์เอ่ยถามเด็กหนุ่มพร้อมกับก้าวขึ้นไปยืนอยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กหนุ่ม
"บอกว่า...อยากมีสามีเป็นแวมไพร์จังเลย"
หนุ่มปกรณ์ตอบกลับมาอย่างแผ่วปลายและเอียงอายซึ่งท่าทางเอียงอายที่แสดงออกมาอย่างใสซื่อก็ได้สร้างเสียงหัวเราะทุ้มต่ำให้กับแวมไพร์เหมันต์
"หึ หึ หึ"
"ข้าเองก็อยากมีเมียเป็นมนุษย์จะแย่อยู่แล้ว"
แวมไพร์หนุ่มยื่นริมฝีปากเข้าไปกระซิบแผ่วข้างหูอย่างเอาใจ
"บังเอิญจังเลยนะครับ หัวใจของเราตรงกันเลย"
เด็กหนุ่มรีบก้มหน้างุดลงไปบีบมือตัวเองแก้เขินหลังจากที่เขาหว่านคำหวานออกไปจากนั้นทั้งคู่ก็ต่างหัวเราะเบา ๆประสานกันออกมาเมื่อพวกเขาต่างกำลังเคอะเขินกันและกัน
"หึ หึ หึ / คิก คิก คิก"
“อีกนิดเดียวก็จะถึงห้องแห่งจินตนาการของเราแล้วเราไปกันต่อเถอะคาร์เมน”
เหมันต์บอกหนุ่มปกรณ์พร้อมกับยื่นมือเข้าไปหาเพื่อขอกุมมือน้อยนั้นอีกครั้ง ทว่าหนุ่มปกรณ์กลับเลือกที่จะออดอ้อนแทนการยื่นมือให้เหมันต์จับ
"แต่ผมปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามแขนขา ปวดไปหมดทั้งตัวเลยละครับเป็นไรมากรึเปล่าก็ไม่รู้"
เด็กหนุ่มพูดพลางทำปากพองลมพ่นออกมาและยังก้มลงไปใช้มือน้อยทุบตามแขนเหมือนกับว่าเขาเมื่อยมากจนเดินไม่ไหวแล้วแต่เหมันต์ก็ยังยืนนิ่งเพราะไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไรจากตัวเอง
"เหมันต์อุ้มหน่อยสิ อยากให้อุ้มอ่ะ"
เด็กหนุ่มกางแขนออกทั้งสองข้างเหมือนเด็กน้อยกำลังอ้อนขอให้อุ้มเหมันต์จึงระบายยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาเบา ๆเมื่อเขาเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการ ก่อนที่เขาจะก้มลงไปช้อนอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นอย่างเอาใจ
พรึบ!
เหมันต์อุ้มหนุ่มน้อยเดินตรงไปยังห้องนอนของเขาอย่างเชื่องช้าส่วนหนุ่มปกรณ์ก็ค่อย ๆ หลับตาพริ้มลงเพื่อซึมซับเอาความอบอุ่นจากอ้อมกอดนั้นให้ได้มากที่สุด
“สบายจัง”
..................................
ซันด๊อก