สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 138 ทารกแรกเกิดหรือเจ้าคะ?

    หลิงเยวี่ยมองบุรุษตรงหน้าด้วยความเลื่อมใสอย่างยิ่ง


    เดิมทีนางเพียงตั้งใจฟังคำอธิบาย แต่ยิ่งมองยูรันนานเท่าไร สายตาก็ยิ่งไม่อาจละออกจากตัวเขาได้ ราวกับสามารถนั่งมองเช่นนี้ต่อไปได้โดยไม่รู้เบื่อ ส่วนความรู้สึกซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นภายในใจนั้น นางยังไม่คิดยอมรับกับตนเองในตอนนี้


    ส่วนเฮยหลงกับเยว่หลินกลับรู้สึกว่าความคิดของนายท่านเหนือยิ่งกว่าผู้คนฝ่ายธรรมะซึ่งพวกตนเคยพบเห็นเสียอีก


    [ทั้งแข็งแกร่ง ทั้งร่ำรวย แถมยังยึดมั่นในหลักการถึงเพียงนี้...]


    [พบขาใหญ่เช่นนี้แล้วจะมัวลังเลอะไรอีก?]


    [ต้องเกาะให้แน่นและรับใช้ไปจนวันตาย!]


    เฮยหลงพลันนึกคำถามสำคัญขึ้นมาได้


    “นายท่านขอรับ หากข้าเปลี่ยนมาบำเพ็ญวิถีเดียวกับนายท่าน แล้วภายหน้าจุติกลายเป็นเทพมังกร...”


    เขาหยุดเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อย


    “นั่นหมายความว่าข้าจะไม่มีวันดับสูญเหมือนเทพเจ้าที่นายท่านกล่าวถึงใช่หรือไม่ขอรับ?”


    “ต่อให้ถูกสังหาร ก็เพียงรอถือกำเนิดใหม่ แล้วจุติกลับมาเป็นเทพมังกรอีกครั้ง ใช่หรือไม่ขอรับ?”


    ยูรันมองเขาอย่างพึงพอใจ


    “ในที่สุดแกก็ถามอะไรที่ฟังดูฉลาดออกมาสักที”


    เฮยหลงยืดอกขึ้นเล็กน้อย


    “ถูกต้อง ตามที่แกเข้าใจนั่นแหละ”


    ทว่ายูรันพลันนึกบางอย่างขึ้นได้


    “โอ้ เกือบลืมไป เรื่องที่ข้าบอกว่าเทพเจ้าไม่มีวันดับสูญนั้นไม่จริงทั้งหมดหรอก”


    “...”


    เฮยหลงเพิ่งยืดอกได้ไม่นานก็ชะงักไปทันที


    “ยังมีวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้เทพเจ้าดับสูญได้อย่างสมบูรณ์”


    [ความจริงมีอยู่สองวิธี]


    [แต่อีกวิธีต้องใช้เวลาเตรียมการนานพอสมควร ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาบอก]


    เฮยหลงถามอย่างระมัดระวัง


    “มันคือวิธีใดหรือขอรับ?”


    ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย


    “ถูกข้าทำให้ดับสูญ”


    “...”


    เฮยหลงนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประสานมืออย่างนอบน้อม


    “เอ่อ...ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”


    [สรุปคือห้ามทรยศนายท่านเด็ดขาดสินะ]


    ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยราวกับเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้


    “เชี่ยเอ๊ย...”


    เขายกมือขึ้นตบหน้าผากตนเอง


    “ข้าลืมไปตั้งหลายเรื่องเลยนี่หว่า”


    “...”


    ทุกคนรอบโต๊ะชะงักพร้อมกัน


    [ยังมีเรื่องใหญ่กว่านี้ที่ลืมเล่าอีกหรือ?!]


    ยูรันเห็นสายตาของทุกคนก็รีบกระแอมกลบเกลื่อน


    “แค่ก ๆ ความจริงข้าไม่ได้ลืมเรื่องสำคัญนะ”


    เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนแก้คำพูดของตนเอง


    “จะกล่าวว่าข้าลืมเรื่องสำคัญก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าข้าลืมเรื่องซึ่งสำคัญสำหรับคนอื่นต่างหาก”


    “เรื่องใดที่ไม่สำคัญสำหรับข้า ข้าย่อมลืมเป็นธรรมดา”


    ยูรันชี้ไปยังอาหารบนโต๊ะ


    “อย่างเช่นในสายตาของข้า เวลากินข้าวสำคัญกว่าเรื่องเหล่านั้น เมื่อกำลังสนใจอาหารอยู่ ข้าจะลืมเรื่องอื่นไปบ้างก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน”


    “...”


    ทุกคนมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า


    [นี่ไม่ใช่คำอธิบายที่ช่วยให้เจ้าดูดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย!]


    ยูรันเห็นว่าทุกคนยังคงจ้องตนเองอยู่ จึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ


    “เอาเถอะ ข้าเคยบอกแล้วว่าต้นกำเนิดพลังของเส้นทางดาราอยู่ภายในหัวใจ เพียงแต่ยังไม่เคยแสดงให้ดู”


    “มันสามารถสำแดงออกมาได้เช่นนี้”


    ยูรันดีดนิ้ว


    เป๊าะ!


    ภาพเบื้องหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนแปลงไป


    ความมืดมิดของห้วงอวกาศแผ่ขยายออกจากร่างของยูรัน ก่อนเผยให้เห็นดาราจักรซึ่งซ่อนอยู่ภายในหัวใจของเขา


    ละอองดาวนับไม่ถ้วนลอยกระจายอยู่ท่ามกลางกลุ่มหมอกดารา บางส่วนกำลังหมุนวนเข้าหากันอย่างช้า ๆ ขณะที่แนวแสงหลายสายก่อรูปเป็นวงโคจรซ้อนทับกันอยู่ภายใน ความเคลื่อนไหวทั้งหมดประสานเข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจยูรันราวกับดาราจักรแห่งนี้มีชีวิตเป็นของตนเอง


    “ความสมบูรณ์ของดาราจักรจะแสดงถึงระดับการบำเพ็ญของผู้ครอบครอง”


    เสียงของยูรันดังขึ้นท่ามกลางภาพดวงดาว


    “หากอยู่ขอบเขตหลอมรวมละอองดาว ภายในนี้จะมีเพียงกลุ่มฝุ่น หมอก และละอองดาราที่ยังไม่ก่อรูปเท่านั้น”


    “ส่วนข้าอยู่ขอบเขตก่อวงโคจรดาราแล้ว จึงเริ่มมีวงโคจรและสิ่งต่าง ๆ ก่อตัวขึ้นมาให้เห็นมากหน่อย”


    ไม่มีผู้ใดกล่าวอะไรตอบ


    หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินต่างจ้องมองดาราจักรเบื้องหน้าโดยไม่อาจละสายตาได้แม้แต่น้อย


    หลิงเยวี่ยเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา นางมองดาราจักรเบื้องหน้าด้วยแววตาเหม่อลอย ก่อนเอ่ยออกมาเพียงคำเดียว


    “สวย...”


    หลานชิงอวี้พยักหน้ารัว ๆ


    “มันสวยมากเลยเจ้าค่ะศิษย์พี่!”


    นางจ้องมองละอองดาวและวงโคจรภายในภาพด้วยความหลงใหล


    “ข้าอยากเปลี่ยนวิถีเสียเดี๋ยวนี้เลย!”


    เฮยหลงกับเยว่หลินเองก็เริ่มหวั่นไหวไม่ต่างกัน


    [ข้าเองก็อยากเปลี่ยนแล้วสิ]


    [หากเข้าสู่เส้นทางดารา ก็จะสามารถมองดาราจักรเช่นนี้ภายในหัวใจของตนเองได้ตลอดเวลาจริง ๆ หรือ?]


    “เอาเถอะ”


    ยูรันโบกมือเบา ๆ


    “รอให้ข้าทดลองอะไรอีกหลายอย่างจนเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องเปลี่ยนวิถี”


    เขาชี้เข้าไปภายในภาพดาราจักร


    “ต่อไปคือกายเทพดาราสวรรค์ที่ข้าแลกมา ข้าเคยบอกความสามารถให้ฟังแล้ว แต่ยังไม่ได้แสดงให้พวกท่านดู”


    “ตอนนี้มองดูได้เลยนะ”


    หลานชิงอวี้กวาดตามองร่างกายของเขาอย่างสับสน


    “เอ่อ...ต้องดูอย่างไรหรือเจ้าคะ? ให้มองร่างกายของศิษย์พี่หรือ?”


    “ไม่ใช่”


    ยูรันชี้เข้าไปในดาราจักรอีกครั้ง


    “มันอยู่ในนั้น ลองมองให้ดีสิ”


    เขาเลื่อนปลายนิ้วไปยังจุดเล็ก ๆ ซึ่งซ่อนอยู่ท่ามกลางละอองดาว


    “เด็กทารกนั่นไง”


    ทุกคนเพ่งมองตามทิศทางที่เขาชี้อยู่นาน แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ยังมองไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่าเด็กทารก


    ยูรันมองพวกเขาอย่างไม่เข้าใจ


    “มองไม่เห็นได้ยังไง?”


    เขาขยับนิ้วขยายภาพส่วนนั้นออก


    “เอ้า คราวนี้เห็นหรือยัง?”


    ภาพดาราจักรตรงหน้าพลันเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนเผยให้เห็นเด็กทารกแรกเกิดผู้หนึ่งกำลังลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว


    เด็กน้อยมีใบหน้าจิ้มลิ้ม แก้มทั้งสองข้างกลมป่อง ดวงตาหลับพริ้มอย่างสบายใจ ขณะที่ริมฝีปากกำลังดูดนิ้วของตนเองดังจ๊วบ ๆ โดยไม่สนใจสิ่งใดรอบตัว


    รูปลักษณ์น่ารักไร้เดียงสานั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้


    แม้จะยังเป็นเพียงทารกแรกเกิด แต่เค้าโครงใบหน้ากลับงดงามอย่างยิ่ง หากเติบโตขึ้นมาในภายหน้า คงกลายเป็นบุรุษรูปงามอย่างไม่ต้องสงสัย


    หลานชิงอวี้จ้องเด็กทารกซึ่งกำลังดูดนิ้วอยู่ด้วยแววตาเอ็นดู


    “ข้าสามารถสัมผัสเขาได้หรือไม่เจ้าคะ?”


    “ถ้ายังไม่ตื่นก็น่าจะได้นะ”


    ยูรันตอบอย่างไม่แน่ใจนัก


    หลานชิงอวี้ชะงักมือ ก่อนหันกลับมาถาม


    “แล้วหากเขาตื่นขึ้นมาจะเกิดอะไรหรือเจ้าคะ?”


    “อืม...ไม่รู้สิ ข้าไม่เคยลอง”


    ยูรันมองทารกภายในดาราจักร


    “ปกติทารกดาราสวรรค์จะหลับอยู่เช่นนี้ตลอดช่วงแรก จนกระทั่งค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ข้าจึงไม่รู้เหมือนกันว่าหากไปสัมผัสระหว่างที่มันหลับจะเกิดอะไรขึ้น”


    ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความลังเลในท้ายที่สุด หลานชิงอวี้จึงค่อย ๆ ยื่นมือเข้าไปในภาพดาราจักร ก่อนใช้ปลายนิ้วสัมผัสแก้มป่องของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา


    ทันใดนั้น เปลือกตาซึ่งปิดสนิทก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น


    ดวงตาของเด็กทารกสบเข้ากับสายตาของหลานชิงอวี้โดยตรง


    ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง


    จากนั้นใบหน้าจิ้มลิ้มก็ย่นเข้าหากัน ก่อนเด็กทารกจะแผดเสียงร้องออกมาสุดกำลัง


    “อุแง้!!!”


    ครืน!


    เสียงร้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตำหนัก พร้อมกับแรงกดดันทางจิตอันมหาศาลซึ่งระเบิดออกไปทุกทิศทาง


    ทุกคนรีบยกมือขึ้นปิดหูโดยสัญชาตญาณ


    หลิงเยวี่ยกางม่านพลังปิดกั้นเสียงรอบตัวทันที ทว่าแม้แต่ม่านพลังของผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตาก็ไม่อาจลดทอนเสียงร้องนั้นลงได้แม้แต่น้อย


    “อุแง้! อุแง้!”


    “รันเอ๋อร์ทำให้มันหยุดร้อง!”


    ยูรันมองเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดีดนิ้ว


    เป๊าะ!


    เสียงร้องหยุดลงทันที


    เด็กทารกหลับตากลับไปนอนดูดนิ้วดังจ๊วบ ๆ ตามเดิม ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น


    ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ


    “อืม แบบนี้นี่เอง”


    หลานชิงอวี้ยังคงใช้มือปิดหู ก่อนถามด้วยสีหน้าตกตะลึง


    “ศิษย์พี่ เหตุใดแรงกดดันของเขาจึงมหาศาลถึงเพียงนี้เจ้าคะ? แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”


    “เจ้ากำลังถามว่าเหตุใดเด็กทารกนี่ถึงแข็งแกร่งใช่หรือไม่?”


    “ใช่เจ้าค่ะ!”


    ยูรันส่ายหน้า


    “เด็กทารกไม่ได้แข็งแกร่งหรอก จิตใจของข้าต่างหากที่แข็งแกร่ง”


    เขาชี้ไปยังทารกซึ่งกำลังหลับอยู่


    “พลังที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่ถูกดึงออกมาจากพลังจิตของข้า เด็กคนนี้เป็นเพียงสิ่งที่นำมันออกมาใช้เท่านั้น”


    “ทั้งที่ยังเป็นเพียงทารกแรกเกิด กลับสามารถดึงพลังจิตของข้าออกมาได้ถึงเพียงนี้...น่าสนใจจริง ๆ”


    หลานชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ


    “ทารกแรกเกิดหรือเจ้าคะ?”


    “ใช่สิ”


    ยูรันพยักหน้า


    “ตอนนี้มันเพิ่งถือกำเนิด หากกายเทพดาราสวรรค์พัฒนาต่อไป มันก็จะค่อย ๆ เติบโตจนเป็นผู้ใหญ่”


    “แต่หากข้าไม่พัฒนาต่อ มันก็จะอยู่ในสภาพเด็กทารกเช่นนี้ต่อไปนั่นแหละ”


    เฮยหลงกับเยว่หลินกลืนน้ำลายพร้อมกัน


    [จิตใจของนายท่านแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน?]


    [เพียงทารกแรกเกิดยังสามารถดึงพลังออกมาได้มหาศาลขนาดนี้...]

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน