ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 165 ข้อความจากต่างมิติ
ร่างภายใต้ชุดเครื่องแบบสีม่วงอยู่ในสภาพที่ไม่ดีนัก เนื้อตัวบอบช้ำ เลือดไหลตั้งแต่ปากเลอะไปยันลำคอ ย้อมชุดสีม่วงให้กลายเป็นสีที่เข้มขึ้น นอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้น
สายตาของมันจ้องไปที่ชายหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้าด้วยความคับข้องใจ เหตุใดมันจึงแพ้ได้ง่ายดายเช่นนี้! เพราะอ่อนแอกว่า? เพราะอีกฝ่ายใช้พรรคพวกหมู่มากลุ้มรุม? หรือเพราะความเขลาของมันเอง?
แต่แน่นอนว่าบนโลกมนุษย์ในปัจจุบัน มีผู้ที่ฝึกฝนจิตวิญญาณอยู่น้อยมาก และบุคคลที่แข็งแกร่งถึงขนาดก้าวมาถึงขอบเขตอีโวลได้ก็ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ คนส่วนใหญ่มุ่งเน้นแต่การฝึกฝนร่างกาย แทบจะไม่มีความรู้ความเข้าใจต่อผู้ฝึกฝนจิตวิญญาณเลย ใครจะคิดเล่าว่าหนึ่งในนั้นจะมาอยู่ตรงหน้าในสักวันหนึ่ง...ต่อให้เป็นอีโวลผู้แข็งแกร่ง ก็แทบไม่มีมาตรการรับมือตัวตนเช่นนี้
มองดูร่างสะบักสะบอมที่ลุกขึ้นยืนด้วยตนเองไม่ได้ด้วยซ้ำ จินค่อยๆ ร่อนลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าอีกฝ่าย โกเลมหินทั้งสองตนรู้งานเป็นอย่างดี เดินเข้าไปขนาบทั้งสองฝั่ง จากนั้นจึงหิ้วปีกอีกฝ่ายขึ้นมาคนละข้าง ให้ชายชุดม่วงลุกขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเจ้านายของตน
“คงไม่สายเกินไปหากจะทักทาย ยินดีที่ได้พบผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์ลำดับที่สิบ” จินเปรยขึ้นเบาๆ เมื่อยืนเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้จะขยับตัวแล้ว นี่เป็นเวลาดีสำหรับพูดคุย อย่างน้อยอีกฝ่ายก็น่าจะรู้สถานะตัวเองว่าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขนาดไหน
“พอจะบอกที่มาของเจ้าให้ข้ารู้ได้หรือไม่...รวมถึงสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับต่างมิติในช่วงที่ผ่านมาด้วย” เมื่อทักทายอีกฝ่ายเรียบร้อย จินก็เข้าประเด็นที่ตนเองสงสัยทันที
จริงๆ ความเป็นมาของอีกฝ่ายนั้นจินไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่นัก แต่ถ้าได้เข้าใจบ้างก็สามารถนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับต่างมิติ...นี่จึงเป็นสิ่งที่จินอยากรู้มากที่สุด
หลังจากคำถามของจินจบลง อีกฝ่ายก็จ้องหน้าจินนิ่งๆ ไม่ตอบสนองแต่อย่างใด สิ่งที่จินเห็นคือแววตาของผู้ไม่ยอมแพ้ ดูเหมือนว่าชายตรงหน้าจะมีความทระนงตนไม่เบา
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดมันก็เปิดปากพูดขึ้นมา “หึ ข้าจะบอกก็ต่อเมื่อเจ้าปล่อยข้าและมิติประดิษฐ์แห่งนี้ไป ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้คิดฝันเลยว่าจะได้ข้อมูลอะไรจากข้า ต่อให้เจ้าจะทุบตีข้าจนตายก็ตาม!”
จินฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองนั้นด้วยสีหน้าที่ติดจะรำคาญเล็กน้อย นี่อีกฝ่ายคงคิดว่าตนเองยังถือแต้มต่ออยู่สินะ สภาพย่ำแย่ขนาดนี้ยังจะคิดต่อรองอีก
จิตวิญญาณภายในของจินสั่นไหวก่อนจะส่งคลื่นเข้าไปโอบล้อมร่างที่ถูกตรึงอยู่เบื้องหน้า
“อึก” แรงกดดันอัดแน่นจนชายชุดม่วงหายใจไม่สะดวก และมันค่อยๆ บีบแน่นเข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดข้อต่อต่างๆ ก็เริ่มเคลื่อน
กึก กร๊อบ
ยิ่งนานไป แรงกดดันยิ่งรุนแรง กระดูกทั่วร่างของชายชุดม่วงเริ่มเคลื่อนไหว มันค่อยๆ หดตัวเข้าหากัน ไหล่ห่อแคบ ช่วงขาถูกบีบเข้ามาจนชิด สะโพกเคลื่อนพร้อมกับได้ยินเสียงแตกหักเบาๆ ดังมาจากชิ้นส่วนเล็กๆ ตามร่างกาย
พลังงานที่คอยปกป้องคุ้มครองร่างกายได้สลายไปเกือบหมดแล้ว แม้ร่างของอีโวลโดยเนื้อแท้จะแข็งแกร่ง แต่เมื่อไม่มีพลังงานคอยหล่อเลี้ยงเสริมกำลังเข้าไป มันก็อ่อนแอลงไปมาก แทบไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากจิตวิญญาณของจินได้เลย
กระดูกต่างๆ ยังคงเคลื่อนเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง จุดไหนที่ทนไม่ไหวก็แตกร้าว ตอนนี้สีหน้าของชายวัยกลางคนเริ่มย่ำแย่ อวัยวะหลายอย่างที่บาดเจ็บอยู่แล้วก็ยิ่งถูกบดขยี้ให้แหลกเหลว หากอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอีโวลและมีพลังใจที่แข็งแกร่ง ป่านนี้คงขาดใจตายไปแล้ว
“อ๊ากก..กก” แรงกดดันยังคงถาโถมต่อไปเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เป็นเสียงที่ขาดๆ หายๆ เพราะอวัยวะภายในถูกบีบแน่นจนแทบส่งเสียงออกมาไม่ไหว
แม้ร่างของมันจะเริ่มบิดเบี้ยวจนเป็นรูปทรงแปลกๆ แล้วก็ตาม แต่จินยังคงเห็นความมั่นใจในสายตาของมันเสมอ ความมั่นใจว่าจินจะต้องยั้งมือ และให้โอกาสมันให้พูดอีกครั้ง
พูดตามตรงตอนแรกจินก็คิดเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นทัศนคติที่ดื้อด้านของอีกฝ่าย เขาเลิกคิดที่จะพูดคุยด้วยต่อไป ในมือของเขามีไพ่ลับอยู่ค่อนข้างมาก หากไม่ได้ข้อมูลจากอีกฝ่ายก็ไม่ได้สูญเสียอะไรมากนัก เพียงแค่ต้องทำอะไรยุ่งยากขึ้นบ้างก็เท่านั้น
ร่างของชายชุดม่วงหดแคบเข้าหากันเรื่อยๆ ตอนนี้โกเลมทั้งสองได้ปล่อยมือออกจากแขนของอีกฝ่ายแล้ว บัดนี้ชายชุดม่วงนอนกองกับพื้นหดตัวกลายเป็นก้อนกลม เสียงกระดูกแตกละเอียดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
ชายวัยกลางคนแทบจะไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ สายตาของมันตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ดูเหมือนว่าจินจะไม่ยอมปล่อยมันไปอย่างที่คิด เรื่องนี้ทำให้มันต้องหวาดกลัว...กลัวความตาย
มันเป็นถึงองค์ชายใหญ่ในราชวงศ์ฮาวีรอน และมีหลายฝ่ายที่พร้อมจะสนับสนุนให้มันครองตำแหน่งองค์รัชทายาท นอกจากนี้มันยังได้ครอบครองมิติประดิษฐ์และสามารถติดต่อกับอีโวลทรงพลังมากมายในต่างมิติ
ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในมือหรือโชคชะตาของมัน ล้วนยิ่งใหญ่และมีอนาคตอีกยาวไกล หากยังสามารถดำเนินตามเส้นทางนี้ต่อไปได้ มันสามารถครองอำนาจในอาณาจักรแห่งนี้ หรือเลือกที่จะหาโอกาสในมิติที่สูงกว่าก็ยังได้
น่าเสียดายอย่างยิ่งที่การกระทำอันโง่เขลาของมันได้พาตนเองมาสู่จุดนี้
สายตาที่ดูหวาดกลัวของมันจับจ้องไปที่ร่างของชายหนุ่มในชุดสีฟ้า ดวงตาสั่นไหวเหมือนพยายามร่ำร้องตะโกนบอกอะไรบางอย่าง แต่จินไม่ได้สนใจมันอีกต่อไป หากไม่ร่วมมือแต่โดยดี ก็มีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่สำหรับศัตรูที่กล้าบุกรุกพื้นที่รโหฐานของตน
เนื้อและกระดูกถูกบีบจนเละ เลือดไหลทะลักออกมาจนท่วมชิ้นเนื้อก้อนโต หลังจากพลังงานที่มองไม่เห็นตรงเข้าบีบอัด ร่างกายทุกส่วนก็ถูกขยี้แหลกเหลวจนเหลือเพียงก้อนเนื้อ สายตาสุดท้ายของอีกฝ่ายก่อนจะถูกบดเละ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สิ้นหวัง และความเสียใจ
มันไม่มีโอกาสที่จะร้องขอความเมตตาจากชายหนุ่มด้วยซ้ำ ทันทีที่มันกล่าวคำพูดแสนเย่อหยิ่งออกไป อีกฝ่ายก็พร้อมที่จะสังหารตัวมันทันทีโดยไม่ลังเล...ความเสียใจอย่างสุดซึ้งก่อนจะตายคือทำไมตัวมันถึงไม่ยอมจำนน ทำไมถึงดื้อด้านต่อต้านมัจจุราชทั้งๆ ที่ตนเองอยู่ภายในกำมือของอีกฝ่าย!
แต่นั่นก็เป็นเพียงความปรารถนาที่ไม่อาจเป็นจริง เพราะตอนนี้ชายชุดม่วงกลายเป็นเพียงก้อนเนื้อกองโตที่วางแหมะอยู่บนพื้น ดูไร้ค่าไร้ราคาเป็นอย่างยิ่ง
จินเองก็ไม่รู้ว่าจะนำสิ่งนี้ไปใช้ประโยชน์อะไรต่อตนเอง ก้อนเนื้อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงอีโวลระดับหนึ่ง เมื่อตายไปคุณค่ากลับลดต่ำจนถึงขีดสุด
ชายหนุ่มชุดฟ้ามองดูก้อนเนื้ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจนำมันไปเป็นอาหารให้สัตว์อสูรทั้งสาม อย่างไรนี่ก็เป็นก้อนเนื้อที่มาจากร่างของอีโวลระดับที่หนึ่ง นับเป็นสารอาหารพลังงานสูงที่เหมาะสมสำหรับสัตว์อสูรเป็นอย่างยิ่ง เขามั่นใจว่าสัตว์อสูรทั้งสามตัวในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์คงจะดีใจน่าดู
หลังจากมองอยู่พักหนึ่ง จินก็ไม่ได้สนใจอีก เขากวาดสายตาไปรอบตัว เห็นอาคารที่ดูสวยงามมากมาย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านี่คือการก่อสร้างดั้งเดิมหรือเป็นสิ่งที่ชายชุดม่วงสร้างขึ้นมาใหม่ หากต้องการจะรู้คำตอบก็คงมีแต่จะต้องตรวจสอบด้วยตนเอง
ร่างในชุดสีฟ้าส่งกระแสจิตให้ข้ารับใช้ทุกตนรออยู่ที่นี่ ส่วนตนเองพุ่งร่างไปยังหอคอยสีทอง เนื่องจากโครงสร้างที่เหมือนกันราวกับแกะ จินจึงไม่เสียเวลามากนักในการขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดของหอคอย
ห้องควบคุมขนาดใหญ่ปรากฏต่อหน้าชายหนุ่ม จินเดินตรงไปที่ลูกแก้วทรงกลมซึ่งอยู่กึ่งกลางของห้อง สองมือแปะลงบนลูกแก้วเบาๆ
แสงเหลืองนวลส่องประกายออกมาจากลูกแก้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ถูกส่งเข้ามาในจิตใจ เนื่องจากที่นี่ถูกมิติประดิษฐ์ของจินควบคุมเอาไว้แล้ว การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จึงง่ายยิ่งกว่าตอนที่จินเคยยึดครองมิติประดิษฐ์ลำดับที่แปดเสียอีก
บันทึกข้อมูลการกระทำต่างๆ ของชายชุดม่วงถูกถ่ายทอดเข้ามาเป็นระยะๆ เป็นภาพความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ ที่เก็บอยู่ภายในศูนย์ควบคุมกลาง
ภาพต่างๆ ไหลเข้ามา บางครั้งจินก็เลิกคิ้ว บางทีก็ย่นคิ้วเข้าหากัน มีหลายสิ่งที่น่าสนใจ และมีหลายสิ่งที่น่ากังวล
ตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายเป็นถึงองค์ชายแห่งอาณาจักรฮาฟแลนดิส และมีโอกาสสูงมากที่จะได้ครองบัลลังก์ต่อไป เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับมิติประดิษฐ์อยู่พอสมควร
ก่อนหน้านี้ชายชุดม่วงเป็นเพียงอเวกระดับเก้าขั้นสูงสุดเท่านั้น แม้จะมีพรสวรรค์ที่ไม่เลว แต่เมื่อมาถึงจุดนี้กลับข้ามผ่านไปไม่ได้เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งอีกฝ่ายได้ครอบครองมิติประดิษฐ์และบังเอิญได้รับการติดต่อจากผู้ครองมิติประดิษฐ์คนอื่นจากมิติที่สูงกว่าในขณะตรวจสอบซากโบราณสถาน ที่เดียวกับที่จินกำลังสำรวจอยู่
จินถอนจิตออกจากศูนย์ควบคุมกลางก่อนจะสั่งเปิดหน้าจอแสดงผล และไล่อ่านข้อความที่เจ้าของคนเก่าพูดคุยกับผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์คนอื่น
[มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 4 : ของที่ได้ครบหรือยัง?
มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 10 : ยังขอรับ...หากให้เวลาข้าอีกหนึ่งสัปดาห์ เพียงหนึ่งสัปดาห์ข้าต้องหามาได้ครบแน่
มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 4 : 5 วัน
มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 4 : นั่นคือเต็มที่ที่ข้ารอไหว หากช้ากว่านี้เห็นทีข้าคงให้เศษชิ้นส่วนพลังงานได้แค่ครึ่งหนึ่งจากที่ตกลงกันไว้
….]
และนั่นคือข้อความล่าสุดที่ทั้งคู่คุยกัน ดูเหมือนจะมีการตกลงกันบางอย่างระหว่างชายชุดม่วงกับเจ้าของมิติประดิษฐ์คนอื่น
ซึ่งการติดต่อกับผู้ครองมิติประดิษฐ์คนอื่นๆ คือจุดเปลี่ยนในชีวิต องค์ชายผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นคนที่ต้องคอยทำงานรับใช้ผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์เหล่านั้น แลกกับโอกาสในการก้าวหน้าต่อไป
ช่วงที่ผ่านมามันสามารถก้าวขึ้นมาสู่อีโวลระดับที่หนึ่งได้ก็เพราะทรัพยากรที่ได้มาจากต่างมิตินี่เอง
นั่นทำให้ฐานะของมันภายในอาณาจักรฮาฟแลนดิสสูงขึ้นทันตาเห็น อำนาจหลายฝ่ายเริ่มย้ายฝั่งมาสนับสนุน หากไม่มีอุบัติเหตุใด มันน่าจะได้นั่งบัลลังก์ราชาในอนาคต
ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์คนอื่นที่อยู่ต่างโลกเช่นกัน ยิ่งผู้รับใช้ของตนมีอำนาจในมือเท่าไหร่ ก็ยิ่งดำเนินการสิ่งต่างๆ บนโลกมนุษย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น พวกมันเพียงสั่งการผ่านชายชุดม่วง แลกกับทรัพยากรเล็กๆ น้อยๆ เท่านี้ก็ได้ในสิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องเปลืองพลังงานข้ามมิติมาด้วยตนเอง
จินพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง ดูเหมือนว่าสิ่งนี้ค่อนข้างน่าเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน หากชายชุดม่วงไม่อยู่คอยรองมือรองเท้าพวกมัน หรือไม่ได้ติดต่อนานเกินไป จะเกิดอะไรขึ้นตามมาก็ไม่รู้
จินตรวจสอบข้อมูลเพิ่มและพบว่าอีกฝ่ายได้พิกัดมิติจากซากโบราณสถานแห่งนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว มันคือมิติสไปรอน เพียงแต่อีกฝ่ายไม่มีความปรารถนาจะข้ามไปในตอนนี้ และต่อให้อยากข้ามไป พลังงานที่เหลืออยู่ก็ไม่เพียงพอจะย้ายมิติประดิษฐ์ข้ามไป
[พลังงานสะสม : 8%]
จินมองดูระดับพลังงานสะสมที่เหลืออยู่ นี่มันดีกว่ามิติประดิษฐ์ของเขาในตอนแรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเชื่อได้เลยว่าพลังงานทั้งหมดนี้คงได้มาจากการก้มหน้ารับคำสั่งจากผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์จากโลกอื่น รอให้พวกนั้นแบ่งเศษเสี้ยวพลังงานชิ้นเล็กๆ มาให้
จินส่ายศีรษะให้กับความน่าสมเพชของอีกฝ่าย และเข้าใจความโชคดีของตนเองที่มีระบบบรรพบุรุษขึ้นมาในทันที หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาอาจจะต้องดิ้นรนเหมือนกับที่อดีตเจ้าของมิติประดิษฐ์ลำดับที่แปดและลำดับที่สิบทำ