มหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี

    ตอนที่ 51 สิ้นสุดการประลอง (เขาคิดว่าข้าโง่หรือไง)

    การปฐมพยาบาลให้กับเจ้าขวานไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไหร่ ศารทูลพยายามกระตุ้นเร้าโดยการเขย่าร่างหวังให้มันหวนคืนสติ แต่ก็ไม่เป็นผล บางทีมันอาจจะสูญเสียเลือดมากจนเกินไป เขาจึงบรรเทาด้วยการใช้สมุนไพรอุดตรงบาดแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากรอยคมเขี้ยวฝังลึกเข้าไปในลำคอ แม้การกระทำเหล่านี้จะไร้วี่แววการตอบสนอง

     

    แต่อย่างไรก็ตามหัวใจของมันยังเต้นอยู่ หมาป่าสีเทาตัวนี้ยังไม่ตาย เขาจึงได้เกณฑ์ทหารนับสิบนายมาเคลื่อนย้ายร่างของมันไปยังสถานที่ที่เหมาะสม และศารทูลก็ขออาสาเฝ้าดูอาการของมันอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเขาเอง แม้ว่าจะกล่าวออกมาแบบนั้น แต่ศารทูลก็ไม่ได้มีหน้าที่สำหลักสำคัญอื่นใดต่อ ในเมื่อร่างของเจ้าขวานมาถึงมือของหมอหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่ศารทูลช่วยหมอหลวงได้สำเร็จ ในระหว่างที่เฝ้ารอดูอาการ

     

    หมอหลวงมักจะใช้ช่วงเวลาพักฟื้นเฝ้ารอดูอาการนี้ตระเตรียมอุปกรณ์หรือปรุงยาชนิดต่างๆ เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นวิถีปกติของหมอหลวงอยู่แล้ว แต่หนนี้กลับมีสิ่งที่ผิดแปลกไป เพราะจู่ ๆ มีเด็กชายจากที่ไหนก็ไม่รู้ มานั่งจ้องมองพวกเขาขณะที่พวกเขากำลังปรุงยา จ้องมองตาไม่กะพริบ คอยสังเกตการณ์แทบจะทุกขั้นตอน พอเปิดปากเอ่ยถามไป เด็กชายก็กล่าวอ้างว่าเขาเป็นเจ้าของของเจ้าหมาป่าสีเทาตัวนี้เสียอีก

     

    การถูกคนจ้องมองอย่างไม่ละสายตานี่เอง ทำให้เหล่าหมอหลวงไม่มีสมาธิในการทำงานทำการเลย พอตั้งใจจะปรุงยาซึ่งจะต้องแม่นยำในการวัดตวงเทส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากัน หางตาก็แลไปเห็นสายตาเด็กหนุ่มที่จ้องเขม็ง พอกำลังจะคนเคี่ยวทุกอย่างให้หลอมละลาย หางตาก็แลไปเห็นใบหน้าบวมเป่งจ้องมองมา

     

    ศารทูลสัมผัสได้ถึงการระเคืองใจนี้ เขาจึงเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้วารุตกลับบ้านของตัวเองไปก่อน ส่วนทางเจ้าขวานเขาจะเป็นผู้ดูแลมันให้เอง ศารทูลใช้เวลาอยู่พักใหญ่พยายามพูดให้วารุตรู้สึกสบายใจขึ้นและไว้วางใจเขา จนในท้ายที่สุดวารุตก็ยอมเดินกลับบ้านไปด้วยท่าทางเศร้าหมอง ซึ่งกว่าที่เขาจะเดินพ้นออกจากขอบรั้วของพระราชวังแสงพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปซะแล้ว

    เสียงอึกทึกดังกึกก้องตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ 

     

    เจ้าหญิงกรรณิการ์ตื่นขึ้นมาก็พบว่าเจ้าชายภูวดลไม่ได้อยู่ในพระราชตำหนัก เหล่านางสนมข้ารับใช้ได้บอกกับองค์หญิงว่า เจ้าชายภูวดลทรงเสด็จไปลานฝึกตามลำพังตั้งแต่เช้ามืด ตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่ทันจะรุ่งสาง เมื่อองค์หญิงได้ยินเช่นนั้นนางจึงได้เสด็จตามออกมาดู

     

    เสียงดัง ตุบตับ! ตุบตับ! ตุบตับ! ถี่รั่ว ซ้อนกันอยู่หลายครั้งหลายหน และสิ่งที่เจ้าหญิงกรรณิการ์ปรากฏเห็นก็คือ เจ้าชายภูวดลกำลังรัวหมัดใส่หุ่นไม้อย่างต่อเนื่อง จนมันเอียงงอกระเท่เร่ไปตามแรงปะทะ 

     

    ลักษณะท่าทางของเจ้าชายดูเหมือนไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะมาฝึกฝน กิริยาท่าทางของเขาดูเกรี้ยวกราดดูท่าว่าจะมาระบายอารมณ์เสียมากกว่า

     

    “มีอะไรงั้นหรือขอรับ” 

     

    เจ้าชายภูวดลเอ่ยทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ทันจะหันหลังกลับมามอง

     

    “ท่านศารทูลบอกว่าข้าเป็นฝ่ายชนะ ไอ้หมอนั่น ขอยอมแพ้” 

     

    เจ้าชายภูวดลหยุดชะงัก ขณะหมัดของเขายังคงจ่ออยู่ที่หุ่นไม้

     

    “ฮึ นิทานหลอกเด็ก น่าขันสิ้นดี คนที่ชนะมันจะถูกหามออกจากลานประลองอย่างน่าสมเพชอย่างนั้นหรือ เขาคิดว่าข้าโง่หรือไง”

     

    ตุบตับ! ตุบตับ! โผ๊ละ! 

     

    เจ้าชายภูวดลสาวหมัดถี่รั่วใส่หุ่นไม้ตัวเดิมด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้มันแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี ก่อนที่เขาจะย้ายไปชกกับหุ่นตัวใหม่

     

    ต่อมาก็หยุดชะงักอีกครั้งเมื่อเขาไม่ได้ยินเสียงอื่นใดทักท้วงคืนมา องค์ชายตัดสินใจละมือจากหุ่นไม้และหันหลังกลับมาในที่สุด

     

    “ท่านพี่กลับไปก่อนเถอะ ข้าขออยู่คนเดียวสักพัก”

     

    ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจแผ่ซ่านออกมาทางแววตา องค์หญิงกรรณิการ์ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาปลอบประโลมน้องชายของตน นางเข้าใจถึงความรู้สึกปวดร้าวนั้น จึงทำได้แค่พยักหน้ารับและเดินจากมาโดยไม่ได้เอ่ยปากพูดเลยสักคำ

    นับตั้งแต่วันนั้น วันที่สิ้นสุดการประลองก็ผ่านมาแล้วกว่าสามวัน สามวันที่เจ้าขวานมีหมอหลวงคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด นี่ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือสัตว์ป่าธรรมดาๆ แต่มันเป็นเปรียบเสมือนการรักษากำลังรบของราชอาณาจักร ที่จู่ ๆ พวกเขาก็บังเอิญได้สมบัติอันล้ำค่าชิ้นนี้มา สัตว์วิเศษจำพวกนี้ถือเป็นสัตว์ที่หาได้ยากมากหรืออาจจะไม่มีแล้วตามธรรมชาติ โดยว่ากันว่าเป็นเวลามากกว่ายี่สิบถึงสามสิบปีแล้วที่ไม่มีใครเคยพบเห็นพวกมัน

     

    แต่กลับมีเรื่องที่ชวนน่าอัศจรรย์ใจที่เด็กชายอายุสิบห้าปีจากครอบครัวอพยพเป็นผู้นำพามันเข้ามาหาพวกเขา เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่เมืองมันตรายาต้องการเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาชีวิตของเจ้าหมาป่าสีเทาตัวนี้เอาไว้

     

    แม้ว่ามันจะมีท่าทางหวาดระแวงต่อผู้คนแปลกหน้าอยู่บ้าง แต่เจ้าขวานก็ไม่อาจจะขยับเขยื้อนร่างกายของมันได้มากนัก บาดแผลที่ถูกคมเขี้ยวยาวฝังลึก ถูกหมอหลวงเย็บปิดสนิท หลงเหลือแต่เพียงความเจ็บปวดที่แสนสาหัสเอาไว้ให้

     

    วารุตใช้เวลาส่วนใหญ่หลังจากว่างเว้นจากการช่วยเหลืองานที่บ้านมานั่งเฝ้ามัน สีหน้าของเจ้าขวานดูผ่อนคลายขึ้นทุกครั้งเมื่อได้เห็นเขา ซึ่งวารุตเองก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่มันต้องเผชิญ มันนอนแผ่หลา ทำได้แค่เพียงส่งเสียงครวญครางแผ่วเบาออกมาทักทายเด็กหนุ่ม วารุตใช้ฝ่ามือลูบไล้หน้าผากของอีกฝ่ายไปมาอย่างปลอบประโลม สังเกตได้จากสีหน้าและท่าทางของเขามันบ่งบอกถึงความเศร้าหมองที่ยังค้างคาอยู่ในใจ

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี ที่คุณอ่าน