บทที่ 62: ยักษาผู้พิทักษ์ (The Guardian Titan)
ราชสำนักดอกเบญจมาศนั้นได้กลายมาเป็นสนามเกมการเมืองของเหล่าขุนนางในตระกูลฟูจิวาระมาแต่ช้านาน จนมาถึงช่วงปลายสมัยนาระ เจ้าชายซาวาระ พระอนุชาขององค์จักรพรรดิคังมุได้ถูกปลดจากตำแหน่งฐานันดรศักดิ์ พร้อมกับถูกตัดสินโทษประหารชีวิตในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการสังหารฟูจิวาระ โนะ ทาเนสึงุ โดยเหล่าขุนนางในตระกูลฟูจิวาระ ทั้งๆ ที่เจ้าชายซาวาระนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเลยแม้แต่น้อยแต่หากรู้ไม่ว่า นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งในการเดินเกมการเมืองของตระกูลฟูจิวาระ ด้วยความโศกเศร้าและความอาฆาตแค้น จึงทำให้ดวงวิญญาณซาวาระได้กลายเป็นวิญญาณอสูร หลังจากนั้นไม่นาน นครหลวงเฮย์โจเกียวก็ได้เกิดเหตุอาเพศครั้งใหญ่ เกิดภัยธรรมชาติขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วนครเฮย์โจเกียว และพรากชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากการเกิดอาเพศในครั้งนี้ ส่งผลทำให้องค์จักรพรรดิคังมุต้องทรงย้ายราชสำนักมายังนครนางาโอกะเกียว แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้เกิดเหตุการณ์การนองเลือดกันขึ้นในราชสำนัก ส่งผลทำให้ทั้งแผ่นดินนำไปสู่การเกิดกลียุค ผู้คนจำนวนมากต่างก็พากันล้มตายจากโรคระบาด ความอดอยาก และการฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงเสบียงอาหาร ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นมาจากการมีอยู่ของวิญญาณอสูรซาวาระการเกิดกลียุคในครั้งนี้ ส่งผลทำให้จักรพรรดิคังมุต้องทรงย้ายราชสำนักมายังนครเฮย์อันเกียว แต่หลังจากนั้นไม่นาน วิญญาณอสูรซาวากะก็ได้บุกเข้ามาอาลาวาดในนครเฮย์อันเกียว ส่งผลทำให้ผู้คนในเมืองต่างก็พากันหนีตายกันอย่างอลม่านในตอนนั้นเอง ก็ได้มีทหารองครักษ์ผู้ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดินายหนึ่งทีมีนามว่าซากาโนะอุเอะ โนะ ทามุระมาโร่ได้สวดภาวนาต่อเหล่าทวยเทพ เพื่อขอให้ช่วยเหลือเขาในการปราบวิญญาณอสูรตนนั้น จนได้เห็นภาพนิมิตของมิโกะปราบอสูรท่านหนึ่ง ผู้เป็นร่างอวตารแห่งเทพีบนสวรรค์ที่ลงมาเกิดเพื่อพิทักษ์หมู่บ้านชนบทในภูเขาสุซุกะที่มีนามว่าสุซุกะ โกเซ็น“ถ้าหากต้องการจะโค้นล้มวิญญาณอสูรตนนั้น เจ้าจงไปช่วยปลดปล่อยโอทาเคมารุที่ถ้ำลึกบนภูเขาสุซุกะ”ทามุระมาโร่ได้เดินทางมายังถ้ำลึกบนภูเขาสุซุกะ และได้พบกับร่างนักรบเทพอสูรแห่งยักษาที่มีนามว่าโอทาเคมารุที่ได้ทำการผนึกตนเองอยู่บนแท่นที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดภายในถ้ำบนภูเขาสุซุกะ เมื่อสมัยโจม่อนในช่วงยุคก่อนคริสตกาล“เมื่อสมัยโจม่อน ในช่วงปีก่อนคริสตกาล ที่หมู่บ้านชนบทในภูเขาแห่งนี้ได้เกิดภัยพิบัติโยไคขึ้น และพรากชีวิตผู้คนในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก และในตอนนั้นเองก็ได้นักรบเทพอสูรแห่งยักษาตนหนึ่งที่มีนามว่าโอทาเคมารุได้เข้ามาพิทักษ์หมู่บ้านแห่งนี้เอาไว้ โอทาเคมารุได้ทำการผนึกตนเองอยู่ในที่แห่งนี้ เพื่อหยุดยั้งภัยพิบัติโยไคในครั้งนั้นไว้ และนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่หมู่บ้าน จากนั้นเขาก็หลับไหลอยู่ในนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยกว่าปี”หลังจากที่เล่าเรื่องทุกอย่างจนจบ สุซุกะก็กล่าวชี้แนะหนทางในการปลดปล่อยโอทาเคมารุทันที“การจะปลดปล่อยโอทาเคมารุนั้น เจ้าจะต้องยอมสละชีวิตเข้าทำพิธีสังเวยตนเพื่อปลดปล่อยโอทาเคมารุออกมา”“ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ข้าพร้อมจะพลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินนี้อยู่แล้ว”จากนั้น ทามุระมาโร่ก็ได้เริ่มพิธีสังเวยตน เพื่อจะปลดปล่อยโอทาเคมารุ นักรบเทพอสูรแห่งยักษาที่ถูกผนึกอยู่ในถ้ำลึกแห่งนี้ให้เป็นอิสระ ตามคำชี้แนะของมิโกะปราบอสูรแห่งศาลเจ้าสุซุกะ เมื่อเข้าสู่คืนวันเพ็ญ ทามุระมาโร่ที่นั่งทับส้นเท้าอยู่บนแท่นได้ชักดาบออกมาและท่องคาถาอะไรบางอย่าง พลางตั้งท่าราวกับเตรียมจะทำฮาราคีริที่ตรงหน้าโอทาเคมารุหลังจากที่ท่องคาถาจนจบ ทามุระมาโร่ก็เริ่มทำฮาราคีริที่ตรงหน้าโอทาเคมารุทันที คมดาบนั้นได้แทงทะลุเข้าไปในร่าง และเฉือนเข้าที่อวัยวะภายในอย่างจังจนกระทั่งสิ้นใจลง เลือดสดๆ นั้นได้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างโอทาเคมารุทั้งหมด ร่างไร้วิญญาณของทามุระมาโร่นั้นก็ได้แตกสลายลงและซึมซาบเข้าสู่ร่างของโอทาเคมารุ สักพัก โอทาเคมารุก็ได้ตื่นขึ้นจากการหลับ ไหลมาเป็นเวลาหลายร้อยกว่าปี โอทาเคมารุได้ถูกปลดผนึกออกมาอย่างสมบูรณ์โอทาเคมารุได้เข้าเผชิญหน้ากับวิญญาณอสูรซาวาระที่มีขนาดสูงใหญ่เท่ากับเขาด้วยซันเมียว โนะ เคน ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของโอทาเคมารุ อันประกอบไปด้วยดาบเคนเมียวเร็น และดาบโค้งทั้งสองเล่มอย่างไดโทเร็นกับโชโตเร็น ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศที่บริเวณกลางหลังในลักษณะกากบาทโค้งวิญญาณอสูรซาวากะไม่รอช้า รีบพุ่งเข้ามาโจมตีใส่ชายร่างยักษ์ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยความรวดเร็ว ทางด้านโอทาเคมารุก็รีบชักดาบโค้งไดโทเร็นกับดาบโค้งโชโตเร็นออกมาพร้อมกันสองเล่ม และนำมาประกอบเข้าด้วยกันจนกลายเป็นกระบี่คันศร โอทาเคมารุรีบยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นคลื่นน้ำวนขนาดใหญ่โจมตีใส่วิญญาณอสูรซาวากะเข้าอย่างจัง ก่อนที่เขาจะรีบชักดาบเคนเมียวเร็นออกมาจากฝักที่สะพายไว้ที่ด้านหลังในแนวเฉียงโดยที่หันด้านคมไปทางด้านบน แล้ววิ่งพุ่งเข้าไปฟันใส่วิญญาณอสูรทะลุออกมาด้วยความเร็วสูงประดุจสายฟ้า มีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนออกมาตลอดทางโอทาเคมารุสามารถปราบวิญญาณอสูรซาวากะได้อย่างง่ายดาย นครเฮย์อันเกียวได้กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง หลัง จากที่ปราบวิญญาณอสูรได้อย่างราบคาบลงแล้ว โอทาเคมารุก็ได้รีบกลับไปยังถ้ำที่อยู่บนภูเขาสุซุกะทันที เมื่อมาถึงที่หน้าถ้ำ โอทาเคมารุก็ได้พบกับนางสุซุกะ โกเซ็น มิโกะปราบอสูรแห่งศาลเจ้าสุซุกะ แม้โอทาเคมารุจะหลงรักในความงามของสุซุกะสักแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจที่จะรักหญิงสาวที่เป็นมิโกะได้ เพราะมิโกะนั้นจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ทั้งกายสังขารและจิตใจ“ข้าขอเป็นบริวารของท่าน ตราบชั่วนิรันดร์กาล” โอทาเคมารุคุกเข่าอยู่ตรงหน้าสุซุกะ โกเซ็น พลางเอ่ยขอติดตามรับใช้ และติดตามอารักขาไปในทุกหนแห่ง พร้อมกับมอบกระบี่คันศรให้กับสุซุกะไว้เป็นอาวุธป้องกันตัวกระบี่คันศรนั้นมาจากการนำดาบโค้งทั้งสองเล่มอย่างไดโทเร็นกับโชโตเร็นมาประกอบรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นอาวุธกึ่งคันธนูกึ่งดาบโค้งสองด้ามที่มีพลังเวทย์สูง สามารถยิงธนูเวทย์ออกมาได้หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นดาบคู่ชนิดโค้งได้ในเวลาเดียวกัน“งั้นตกลง ข้าเองก็อยากจะขอให้เจ้าช่วยคุ้มกันข้าด้วยเช่นกัน นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้า...คือบริวารของข้า ตราบชั่วกาลปวสาน” สุซุกะตอบตกลงพลางรับกระบี่คันศรจากโอทาเคมารุ และทั้งสองต่างก็ทำสัญญากันหลังจากนั้นต่อมา โอทาเคมารุก็ได้กลายเป็นนักบวชในศาลเจ้า และยักษาผู้พิทักษ์แห่งสุซุกะ โกเซ็น ที่มีหน้าที่คอยพิทักษ์มิโกะสุซุกะ โอทาเคมารุนั้นคอยติดตามอารักขาสุซุกะไปตามที่ต่างๆ ในทุกแห่งหนเพื่อคุ้มกันนางให้รอดพ้นไปจากภัยอันตรายที่คลืบคลานเข้ามา จนกระทั่งวันหนึ่ง ทั้งสองได้มาพบกับสุนัขจิ้งจอกในชุดกิโมโนสีชมพูที่กำลังนอนจมกองเลือดด้วยอาการบาดเจ็บ มีบาดแผลจากการถูกเฉือนเข้าที่เอวขวาด้วยวัตถุมีคมที่คล้ายกับกงจักรจนมีเลือดไหลออกมาโอทาเคมารุกับสุซุกะจึงรีบนำร่างสุนัขจิ้งจอกในชุดกิโมโนสีชมพูไปยังถ้ำลึกที่อยู่ในภูเขาทันที“เจ้าจะพามาที่ถ้ำลึกแห่งนี้ทำไมกัน โอทาเคมารุ”“ภายในถ้ำแห่งนี้ มีแอ่งน้ำพุแห่งชีวิตที่ซ่อนอยู่หน่ะขอรับ”“แอ่งน้ำพุแห่งชีวิต?” สุซุกะรู้สึกงุนงง และไม่เข้าใจในสิ่งที่โอทาเคมารุได้เอ่ยถึง“ตรงกำแพงที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของถ้ำแห่งนี้นั้น ได้ซ่อนอำพรางประตูหินไว้ ซึ่งจะนำทางไปสู่แอ่งน้ำพุแห่งชีวิตหน่ะขอรับ”“แล้วแอ่งน้ำพุแห่งชีวิตที่ว่านั่นทำไมหรือ”“เดี๋ยวไว้อธิบายทีหลังนะขอรับ แต่ก่อนอื่นเราต้องพาเจ้าสุนัขจิ้งจอกนี้ไปยังแอ่งน้ำพุนั่นก่อน”เมื่อมาถึงที่หน้ากำแพงที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของถ้ำ โอทาเคมารุก็รีบทำการคลายมนต์สะกดที่ได้อำพรางประตูหินนี้ไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะรีบนำเข้าไปในประตู และมุ่งหน้ามายังแอ่งน้ำพุแห่งชีวิตที่อยู่ภายในนั้นทันที