ณ ทะเลทรายที่ทอดตัวติดชายป่าแห่งหนึ่งรถจิ๊บทหารและรถบรรทุกจอดเรียงรายอยู่หลายคันบริเวณใกล้เคียงมีกระโจมผ้าใบสีหม่นตั้งเรียงรายคล้ายค่ายทหารสมัยโบราณรอบค่ายมีผู้คนราวห้าสิบถึงหกสิบชีวิต
หากพินิจให้ดีจะเห็นว่าผู้คนเ่าั้ถูกแบ่งออกเป็สองกลุ่มอย่างชัดเจนกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อผ้าทั่วไป แต่ทับด้วยเสื้อเกราะกันะุห้อยลูกะเิไว้ตามตัว บ้างยืนจับกลุ่มพูดคุย บ้างเดินตรวจตรารอบค่ายแต่ทุกคนล้วนมีปืนไรเฟิลจู่โจมติดมือทุกราย
อีกกลุ่มหนึ่งไม่มีอาวุธและแทบไม่มีเสื้อผ้าด้วย ผู้ชายมีเพียงเศษผ้าปิดกาย่ล่างส่วนผู้หญิงดูจะโชคดีกว่าหน่อย มีเศษผ้าปิดทั้งหน้าอกและบั้นท้ายอย่างิ่เหม่พวกเขามีสภาพเนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง แววตาเลื่อนลอยคล้ายสิ้นหวังไม่ต่างจากทาสในยุคสมัยที่ถูกลืมเลือน
ใจกลางค่ายมีชายอายุประมาณสามสิบเศษผู้หนึ่งทอดกายเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้อาบแดดสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความผ่อนคลายและอำนาจมือซ้ายถือแก้วไวน์ใสสะอาดซึ่งบัดนี้เหลือเพียงไวน์หยาดสุดท้ายในก้นแก้ว ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสวมแว่นกันแดดแต่ไม่อาจกลบความโอหังที่แผ่ออกมาจากรอยยิ้มผิวพรรณขาวผ่องเกินกว่าจะเข้าพวกกับใครที่นี่
แม้จะเป็ทะเลทรายแต่ก็มีอุณหภูมิแค่ยี่สิบแปดองศาเท่านั้นในตอนกลางวัน
หญิงสาวในชุดเศษผ้ารีบก้าวเท้าเข้ามาด้วยท่าทีหวาดหวั่นเติมไวน์ใส่แก้วให้เขา
“ไวน์หมดไปสักพักแล้วนะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ
หญิงสาวตื่นตระหนกใรีบก้มศีรษะต่ำพร้อมกับอธิบายเสียงสั่นว่า “ขออภัยด้วยค่ะไวน์หมดขวดพอดี ฉันเพิ่งไปเปลี่ยนเอาขวดใหม่มาค่ะ”
ผู้ชายไม่แม้แต่จะเหลียวมองมือซ้ายแกว่งแก้วไวน์ในมือเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ฉันไม่เคยบอกเหรอ...ว่าไม่ชอบให้ใครมายืนค้ำหัว”
หญิงสาวหน้าถอดสีทันทีั์ตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา เหงื่อเย็นเยียบผุดจากหน้าผาก รีบคุกเข่าลงกับผืนทรายกล่าวอย่างลนลานว่า “ขอประทานอภัยจริง ๆ ค่ะนายท่านโรล์ฟทาสผู้ต่ำต้อยไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน ขอนายท่าน… ว้าย?!”
ยังไม่ทันพูดจบประโยคมือหนึ่งโอบรัดรอบเอวของเธอ กระชากเข้ามาแนบชิดติดร่างกาย นิ้วทั้งห้าแทรกซึมลูบไล้บนต้นขานุ่มละมุนก่อนจะลุกล้ำเข้าไปในพื้นที่อ่อนไหว หญิงสาวร้องครางดัง ‘อา’ ไม่กล้าขัดขืน
“ไม่ต้องกังวลไปตราบใดที่เธอเชื่อฟัง” เขากระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างใบหู
ร่างบางสั่นระริกผงกศีรษะตอบรับอย่างแ่เบา ยอมให้มือของอีกฝ่ายกระทำการไม่เรียบร้อยต่อเธอ
ห้านาทีผ่านไป
เธอถูกกลืนสู่ห้วงอารมณ์ที่คล้ายกับโผบินทุกััคล้ายกับเปลวไฟโหมลุกลามกระทั่งความรู้สึกบางอย่างะเิออกมาจากก้นบึ้งของร่างกาย ราวกับหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งโลกีย์
เธอซบหน้าลงกับหน้าอกของโรล์ฟอย่างเหนื่อยหอบแววตาฉ่ำวาวสะท้อนความอ่อนล้าเคล้าความเคลิบเคลิ้ม
โรล์ฟถอนมือออกพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ ดวงตาคมกริบทอดมองอย่างพึงพอใจก่อนจะไล้นิ้วที่เปียกชื้นขึ้นมาัักับริมฝีปากของเธอ
หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อยใบหน้าแดงระเรื่อแฝงความลังเล แต่สุดท้ายปลายลิ้นก็แตะที่ปลายนิ้วของเขาก่อนจะเริ่มขยับอย่างเงียบงัน คล้ายกำลังลบล้างร่องรอยบางอย่างที่มิอาจเอ่ยเป็คำ
เพลิงปรารถนาลุกโชนในทรวงอกเขากำลังจะเอื้อมมือไปปลดเข็มขัดถอดกางเกง ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนัก ๆดังขึ้น ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ประหนึ่งหมีควายคนหนึ่งก้าวนำมา ตามหลังด้วยชายอีกสองคนที่หิ้วปีกชายหนุ่มคนหนึ่งปิดท้ายด้วยชายร่างอ้วนท้วมที่ปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“รายงานครับหัวหน้า”ชายฉกรรจ์ที่เดินนำหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
โรล์ฟผงกศีรษะเบาๆ เป็สัญญาณอนุญาตให้พูดต่อ ทว่ามือขวายังไม่ละภารกิจ ปลายนิ้วยังคงซุกซนต่ออยู่ใต้ผ้าพันหน้าอกของหญิงสาวบีบเคล้นเนื้อเนียนละเอียดที่เด้งสะท้อนตามแรงราวกับว่าไม่มีใครอยู่
ชายฉกรรจ์คล้ายกับมองไม่เห็นพฤติการณ์ไม่เรียบร้อยกล่าวเสียงเรียบเฉยว่า “สินค้าสามรายหนีรอดไปได้ครับ มีรถบ้านปริศนาโผล่มารับพวกเธอพวกเราไม่มั่นใจกำลังอีกฝ่ายจึงไม่ได้ตามไปทันที... แต่ดูจากทิศทางแล้ว คาดว่าน่าจะไปทะเลทรายทางทิศใต้”
โรล์ฟหยุดมือในที่สุดก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อน ก้าวเท้าเข้าใกล้กลุ่มชายใต้บังคับบัญชา สายตากวาดมองราวกับนักล่าที่ประเมินเหยื่อในอาณาเขตก่อนจะหยุดที่ชายหนุ่มที่โดนหิ้วปีก
“นี่คือตัวต้นเหตุ?”เขาถามเสียงเ็า
ชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผลักชายหนุ่มร่างผอมออกมาด้านหน้าชายหนุ่มทรุดเข่าทันที หมอบคลานแทบเท้าโรล์ฟ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“หัวหน้าโรล์ฟผมผิดไปแล้วครับ! ผมสะเพร่าเองนางผมแดงนั่นดูเหมือนจะมีฝีมือ... น่าจะเป็อดีตทหารระดับสูงด้วย ผมไม่ได้ตั้งตัวผม...”
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังอธิบายด้วยความร้อนรนโรล์ฟวางมือบนบ่าของชายหนุ่มเบา ๆ ััที่แ่เบานั้นทำให้เขาถึงกับสะดุ้งเฮือก
“ใจเย็นไม่เป็ไร ค่อย ๆ พูด” โรล์ฟกล่าว เสียงของเขานุ่มนวล
ชายหนุ่มแหงนหน้ามองหัวใจเต้นระส่ำ แววตาสะท้อนความสับสนและประหลาดใจ เขาเคยได้ยินว่าหัวหน้าโรล์ฟมีใจคอโเี้ไม่เคยให้โอกาสคนทำผิดพลาดซ้ำสอง ดูท่าข่าวลือจะไม่เป็จริง
“ลุกขึ้น”โรล์ฟเอ่ยขึ้นอีกครั้ง สีหน้าเรียบสนิท “หายใจลึก ๆ แล้วเล่าให้ฉันฟังช้า ๆว่าเกิดอะไรขึ้น”
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจยาวคล้ายคลายใจลง รีบลุกขึ้นอธิบาย เมื่อคืนตอนเช้ามืด เขาเป็คนเข้าเวรเฝ้าทาสหญิงสามคนที่เพิ่งมาใหม่ทาสหญิงสามคนบอกว่าอยากปลดทุกข์ เขาจึงพาไปที่พุ่มไม้ใกล้ชายป่า พอถึงชายป่าทาสหญิงผมแดงเชื้อเชิญเขามาเล่นสนุกกัน ชายหนุ่มตอบตกลงด้วยความยินดีแต่พอกำลังขึ้นคร่อม ทาสหญิงผมแดงที่นอนอยู่กลับใช้ขารัดคอของเขาจนขาดอากาศหายใจและสลบไป
“ผมไม่คิดว่าเธอจะลงมือเลยไม่ทันระวัง…” เสียงของชายหนุ่มสั่นเล็กน้อยหวังว่าความสัตย์ซื่อจะช่วยให้เขาพ้นโทษทัณฑ์
ชายฉกรรจ์สามคนที่ยืนอยู่ด้านข้างส่ายศีรษะเงียบๆ ส่วนชายร่างอ้วนด้านหลังเหงื่อท่วมจนเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง
“อืมฉันเข้าใจ ไม่ต้องห่วง ทีหลัง...”
เพล้ง..!
แก้วไวน์ในมือของโรล์ฟฟาดเข้าใส่ขมับของชายหนุ่มโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ แก้วแตกกระจายกลายสภาพเป็แก้วปากฉลามคมกริบ
ในจังหวะเดียวกันมือของโรล์ฟตะปบท้ายทอยของชายหนุ่มแล้วแทงปลายแก้วปักลึกเข้าไปที่คอหอย
ฉึก!
“ทีหลัง...ชาติหน้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน” เสียงของเขาเ็า ั์ตาประกายความเย็นเยียบ
โรล์ฟผลักร่างที่ดิ้นกระตุกออกไปชายหนุ่มทรุดลงกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตามือพยายามกุมคอที่เืฉีดพุ่งออกมาราวน้ำพุ
เสียงลมหายใจลอดผ่านแผลที่คอดัง‘ฟืดฟาด’ พร้อมกับเืที่ทะลักออกจากปากและลำคออย่างน่าสยดสยองร่างทั้งร่างกระตุกไหวคล้ายกับสัตว์ถูกเชือด
สุดท้ายความเงียบก็เข้ามาแทนที่ทิ้งไว้เพียงดวงตาเหลือกโพลง กับรอยเืที่ไหลนองพื้น
โรล์ฟก้มมองแก้วไวน์ที่ยังอยู่ในมือเืสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรวมกันที่ก้นแก้ว ประหนึ่งเป็ไวน์ชั้นเลิศ
เขายกแก้วขึ้นมาจิบราวกับนักชิมไวน์ประเมินรสชาติ
“แหวะ...รสชาติไม่ได้เื่ พวกผีดูดเืมันชอบไปได้ยังไง” โรล์ฟสบถและปาแก้วใส่ซ้ำใบหน้าของศพชายหนุ่ม
หญิงสาวที่อยู่เื้ัสะดุ้งเฮือกไม่กล้าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ความโเี้จากภาพเบื้องหน้าเกาะกุมหัวใจ คนที่เธอเพิ่งแนบชิดด้วยเมื่อไม่กี่นาทีก่อนกลับฆ่าคนตายต่อหน้าต่อตาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นความกลัวซึมลึกลงเข้ากระดูก หญิงสาวภาวนาเงียบ ๆว่าเธอจะไม่มีวันทำให้เขาไม่พอใจเด็ดขาด เพราะหากทำพลาดแม้เพียงนิด...รายต่อไปอาจเป็เธอ
โรล์ฟหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบเืที่มือปลายลิ้นเลียรอบริมฝีปาก ก่อนจะปรายสายตาเย็นเยียบไปยังชายร่างอ้วนที่ยืนตัวแข็งใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“นายเป็คนรับมันเข้ามา?”น้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก ไร้แววโกรธเกรี้ยว แต่กลับกดดันจนคนฟังหายใจแทบไม่ออก
ชายร่างอ้วนสั่นสะท้านราวกับลูกนกตกน้ำแม้อากาศไม่ร้อนมาก แต่เหงื่อกลับไหลไม่หยุด รู้สึกเย็นะเืประหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าอสรพิษที่พร้อมฉกกัดได้ทุกเมื่อ
เขาทราบดีว่าการแก้ตัวต่อหน้าคนผู้นี้เป็สิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุดได้แต่ตอบรับสั้น ๆ “ใช่ครับ”
โรล์ฟเดินเข้ามาใกล้แต่ละก้าวเสมือนมีน้ำหนักพันชั่ง ชายร่างอ้วนหลับตาปี๋ ร่างกายเกร็งแน่นเตรียมรับความตายที่คิดว่าจะมาในวินาทีถัดไป
ทว่าความเ็ปกลับไม่มา...
เมื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างระแวดระวัง ก็พบว่าโรล์ฟเพียงยืนมองเขานิ่ง ๆ มีเพียงรอยยิ้มบางเฉียบบนใบหน้า
โรล์ฟเอื้อมมือมาตบที่หน้าอกของชายร่างอ้วนเบาๆ “ความผิดส่วนบุคคล ฉันไม่เหมารวม...แต่เวลาจะเลือกคนเข้ามาก็คัดหน่อยแล้วกัน ขยะเยอะมันจะเหม็น”
ชายร่างอ้วนคล้ายกับยกหินออกจากอกทรุดลงกับพื้น หมอบกราบแทบเท้าของโรล์ฟ ร้องไห้ด้วยความตื้นตันพลางโขกหัวซ้ำ ๆ“ขอบพระคุณท่านหัวหน้า..! ขอบพระคุณ!”
“เออไปได้แล้ว” โรล์ฟปัดมือเหมือนไล่แมลง กล่าวต่อไปว่า “เก็บกวาดตรงนี้ด้วยเห็นแล้วรกหูรกตา”
ชายอ้วนพยักหน้าระรัวรีบลากศพของชายหนุ่มผู้โชคร้ายออกไป เหลือเพียงรอยเืที่ถูกลากเป็ทางยาว
โรล์ฟทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าทางทิศใต้เห็นเมฆทะมึนสีดำก่อตัวลอยนิ่งอยู่กลางท้องฟ้าสีสันสดใส สีสันบนท้องฟ้าดูตัดกันอย่างน่าประหลาดเขาบ่นพึมพำ “ทะเลทรายทิศใต้... ยุ่งยากจริง ๆ พับผ่าเถอะ” ก่อนจะหันไปออกคำสั่งเสียงดังฟังชัด“สั่งการทุกคน เตรียมออกเดินทางเดี๋ยวนี้ มุ่งหน้าไปทิศใต้..!”
ชายฉกรรจ์ร่างหมีก้าวออกมากล่าวด้วยความลังเลว่า “แต่ว่าทิศใต้ตอนนี้...”
ยังไม่ทันจบประโยคโรล์ฟพูดแทรกขึ้น “ก็เดินทางเดี๋ยวนี้เลยสิวะ ก่อนที่มันจะเกิด ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็ถอย”เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่งเสริมว่า “และั้แ่นี้ไปหากทาสจะขี้จะเยี่ยวต้องทำที่โล่ง และต้องมีคนคุมอย่างน้อยสองคน..!”
ชายฉกรรจ์ร่างหมียืดอกแน่วแน่กล่าวเสียงดังฟังชัด “รับทราบ!” แล้วเดินจากไปพร้อมกับชายอีกสองคน
โรล์ฟเดินกลับมายังเก้าอี้อาบแดดแต่ไม่ได้เอนนอนลง
เขาเดินตรงมาหาหญิงสาวที่ยืนรออยู่ใบหน้าของเธอซีดเผือด ร่างบางสั่นเทิ้มจนเห็นได้ชัด ความหวาดผวายังคงฉายชัดในดวงตา
โรล์ฟถือสิทธิ์โอบรอบเอวเธอโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูว่า “บอกแล้วไงว่าไม่ต้องกลัวถ้าไม่อยากจบเหมือนมัน อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสอง”
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวก่อนจะพยักหน้าถี่ ๆ ราวกับกลัวว่าเขาจะไม่เห็น
โรล์ฟยิ้มอย่างพึงพอใจพาหญิงสาวในอ้อมกอดเดินเข้ากระโจมผืนใหญ่ใจกลางค่าย
......
รถบ้านแล่นลัดเลาะผ่านป่าโปร่งภายในรถเงียบสงัด บรรยากาศตึงเครียดคล้ายอากาศก่อนพายุจะมา
ณัฐธัญเหล่มองสามสาวที่นั่งเบียดกันอยู่ข้างๆ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรสักคำ
ความเงียบทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวจำต้องทำลายมันทิ้ง “นี่เธอ...”
“ลีโอนี”หญิงสาวผมแดงพูดเสียงห้วนตัดบท
“อ๊ะ..ส่วนดิฉันชื่ออลิเซียค่ะ” อลิเซียพูดแทรกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
มาน็องเป็คนสุดท้ายเอ่ยชื่อตัวเองสั้น ๆ
ณัฐธัญยิ้มแห้งพลางกล่าวว่า“พวกเธอเป็ใคร มาทำอะไรในป่านี้ แล้ว.. ทำไมถึงแต่งตัวอย่างนั้นกัน?”
ลีโอนีชักสีหน้าราวกับไม่สบอารมณ์ “คิดว่าพวกเราอยากแต่งตัวล่อยุงนักหรือไง?พวกเราหนีมาจากพวกค้าทาสต่างหาก”
ณัฐธัญประหลาดใจค้าทาส..? ไม่ใช่พวกลักลอบล่าสัตว์ แต่เป็พวกค้ามนุษย์..?
อลิเซียกล่าวด้วยแววตาสำนึกขอบคุณ“ใช่ค่ะ พวกเราหนีมาจากคนไม่ดี ต้องขอบคุณคนดีอย่างคุณจริง ๆ ที่ช่วยพวกเราไว้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็...”
ณัฐธัญยิ้มเจื่อนหยอกกลับว่า “แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็คนดี?”
อลิเซียหน้าเสียกล่าวเสียงหลงว่า “เอ๋..?!คุณคือคนไม่ดีหรือคะ?”
“อย่าไปหลงกลอลิเซีย หมอนั่นมันล้อเธอเล่น” ลีโอนีพูดเปิดโปง
ณัฐธัญหัวเราะแห้งเหล่ตามองหญิงสาวทั้งสามอีกครั้ง
ลีโอนีดูเป็สาวห้าว พูดจาไม่มีหางเสียง แต่บางครั้งก็ััได้ถึงความอ่อนโยนอลิเซียเป็สาวอ่อนหวานน่ารัก สุภาพ ดูเงอะงะไม่มีพิษไม่มีภัย ส่วนมาน็อง... นั่งเงียบไม่พูดไม่จาสีหน้าอ่านยาก ราวกับห่อหุ้มตัวเองด้วยบาเรียที่ยากจะเจาะเข้า
“ว่าแต่พวกเธอมาจากประเทศไหนเหรอ?พูดไทยได้คล่องเชียว” ณัฐธัญถามอย่างอดสงสัยไม่ได้
ลีโอนีหรี่ตามองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ “ภาษาไทยอะไร พวกเราพูดกันด้วยภาษาลิกเนียต่างหากแล้วภาษาไทยคือภาษาอะไร ไม่เห็นเคยได้ยิน”
ณัฐธัญเจ็บช้ำใจเขาอยากจะเถียงว่า ‘พวกเธอมาอยู่กลางป่าประเทศไทยแต่บอกไม่รู้จักภาษาไทยเนี่ยนะ..!?’
แต่พอฉุกคิดดูแล้วพวกเธอก็ไม่ได้พูดภาษาไทยจริง ๆ แล้วทำไมเขาถึงเข้าใจทุกคำที่พวกเธอพูด? กลับกันเขาพูดภาษาไทยแต่พวกเธอกลับบอกว่าภาษาลิกเนีย มันอยู่ส่วนไหนของโลก ยุโรป..?
ขณะที่ณัฐธัญกำลังครุ่นคิดอลิเซียก็พูดขึ้นว่า “พวกฉันมาจากลิกเนียค่ะ ระหว่างอพยพเข้าเขตปลอดภัยโซนเจ็ดก็ถูกโจรดักปล้นและถูกจับมาเป็ทาสค่ะ พวกเราหนีออกมาได้เมื่อเช้านี้เองค่ะ”
ทุกถ้อยคำที่ได้ฟังเหมือนกับผลักเขาออกจากโลกที่คุ้นเคยรู้สึกเหมือนคุยกันคนละเื่
ณัฐธัญกำลังจะถามต่อแต่ลีโอนีแทรกขึ้นว่า“เลิกถามแล้วก็ตั้งใจขับรถไปเถอะ อุตส่าห์หนีมาได้ทั้งทีไม่อยากรถคว่ำตาย”
ประโยคนั้นแทงใจเขาอุตส่าห์ช่วยพวกเธอ ขอบคุณสักคำยังไม่มี พวกตะวันตกนี่มันแล้งน้ำใจจริง ๆ อ๊ะ.. ยกเว้นอลิเซียนะ
เวลาผ่านไปอีกราวครึ่งชั่วโมงรถบ้านก็ค่อย ๆ แล่นออกจากแนวป่า แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาณัฐธัญตะลึงตาค้าง
เพราะข้างหน้าคือทะเลทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาท้องฟ้าไกล ๆ เป็เมฆดำทะมึน ราวกับกำลังก่อตัวเป็พายุทอนาโดตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสดใสที่อยู่เหนือศีรษะ
“บ..บ้าอะไรเนี่ย..!?” เขาร้องเสียงหลงก่อนเหยียบเบรก เอี๊ยด! อย่างไม่รู้ตัว
แรงเฉื่อยทำเอาสามสาวตัวเอนไปข้างหน้าจนเกือบหน้าคะมำลีโอนีพูดเสียงดุว่า “ทำบ้าอะไรเนี่ย บอกให้ขับดี ๆ!”
ณัฐธัญไม่ตอบเขาเหม่อมองทะเลทรายเบื้องหน้า ในสมองครุ่นคิดปะติดปะต่อ เหตุการณ์ปริศนาเมื่อคืน...คำพูดของลุง... หญิงสาวปริศนาสามคนที่พูดคนละภาษาแต่ดันฟังเข้าใจ และยังมีทะเลทรายที่ไม่มีวันใช่ประเทศไทยเด็ดขาด
เขาประมวลข้อมูลทั้งหมดในหัวสรุปจนเหลือเพียงสองคำตอบให้เลือก
คำตอบหนึ่งเขาทะลุมิติมายังทะเลทรายโกบีหรือที่ไหนสักแห่งบนโลก
คำตอบสองเขาไม่ได้อยู่โลกเดิมอีกต่อไปแล้ว...!