เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 69 รอยยิ้มที่ขัดกับประสงค์ของสวรรค์

    ลวี่เยาถูกตบจนหน้าหัน เสียงตบดังมากจนชวีหนานอีตัวสั่น เขาเหลือบมองไป๋จื่อชี พลางกล่าวอย่างเย็นชา “เรี่ยวแรงเยอะดีนี่ นี่อะไร คิดใช้อำนาจบีบบังคับเหยียดหยามไม่พอ ยังจะลงมือเข่นฆ่าต่อหน้าข้าอีก?” 


    ไป๋จื่อชีออกมาจากรถม้า จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะโค้งคำนับชวีหนานอี “แค่รสนิยมเท่านั้น ใต้เท้าอย่าใส่ใจเลยขอรับ” 


    ชวีหนานอียืดตัวตรง เดินไปด้านหน้าไป๋จื่อชี และกล่าวในลักษณะกึ่งยิ้ม “เจ้าใช้อำนาจบีบบังคับชิงตัวลวี่เยาสาวใช้ของถังโยวมาถึงป่าลึกเช่นนี้ด้วยเหตุใด? หากนี่เป็นเพียงรสนิยมส่วนตัวจริง ๆ เช่นนั้นไป๋เม่าฉายก็มีความชอบพิเศษที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ”


    ไป๋จื่อชียืนนิ่งด้วยท่าทางสง่าและสุภาพของเขา รูปลักษณ์ที่หล่อเหลานั้นยากจะเทียบได้กับความเหี้ยมโหดที่ตบหน้าลวี่เยาไปเมื่อครู่ เขาตอบ “เรื่องความชอบส่วนตัวของจื่อชีข้าน้อยไม่สะดวกพูด แต่กลับเป็นใต้เท้าที่ไล่ตามรถม้าของจื่อชีมาตลอดทาง หรือว่าท่านตัดใจทิ้งลวี่เยาที่อยู่ในรถไม่ลง? หากใต้เท้าชอบ ก็เพียงกล่าวออกมาให้ชัดเจน จื่อชีโง่เขลา จะบังอาจเอาตัวสาวงามในใจของใต้เท้าไปได้เช่นไร?” คำพูดเท่านี้เพียงพอทำให้เขาสำลักได้แล้ว ไป๋จื่อชีกำลังคาดเดา ว่าเหตุใดชวีหนานอีจึงไล่ตามเขา? หากเพราะถังโยวรายงานเรื่องนี้ เช่นนั้นการกระทำของเขาก็เห็นทีจะรวดเร็วเกินไป ทว่าในเมื่อีอีกฝ่ายกล้าใส่ร้ายเรื่องรสนิยมของเขา เช่นนั้นเขาก็กล้าที่จะเล่นตามน้ำ ทำให้ชวีหนานอีรู้สึกขยะแขยงเสียหน่อย 


      ความจริงแล้ว ชวีหนานอีมักจะกระทำการเข้มงวดและเฉียบขาด เนื่องจากเข้าใจผิดและสงสัยว่าไป๋จื่อชีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเด็กสาว จึงได้ส่งคนมาจับตาดูความเคลื่อนไหวของไป๋จื่อชีอย่างลับ ๆ  คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะจับตัวคนและตรงมาที่เขาเยี่ยนซานจริง ๆ ในเวลาเดียวกันก่อนหน้านั้น ถังโยวก็มารายงานว่าลวี่เยาสาวใช้ของนางได้หายตัวไป


    ชวีหนานอีมิอาจเพิกเฉยโดยไม่กระทำการใด ๆ เช่นนั้นเขาจึงนำหยาอีกลุ่มหนึ่งควบม้าไล่ตามไป๋จื่อชี ตามหลักแล้ว เสียงควบม้าของชวีหนานอีไม่เบาเลย ไป๋จื่อชีและคนขับควรได้ยินเสียงกีบเท้าม้าเสียด้วยซ้ำ ทว่าการต่อสู้ระหว่างไป๋จื่อชีและลวี่เยานั้นเสียงดังไม่น้อย อีกทั้งลวี่เยายังยืดคอกรีดร้องเอะอะเสียงดัง จนทำให้ไป๋จื่อชีสติไม่อยู่กับตัว คนขับรถก็ตื่นตระหนก จึงไม่มีใครสังเกตเสียงฝีเท้าม้า


    เมื่อคนขับสังเกตเห็นชวีหนานอี ร่างกายของเขากลับขยับไม่ได้อย่างน่าประหลาด! ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ชัดเจน ราวกับแค่ดีดนิ้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ มิอาจรู้ได้ว่าการดีดนิ้วครั้งนี้ใช้เวลานานเท่าใด ในระหว่างนี้คนขับก็กล่าวพึมพำ 


    เมื่อชวีหนานอีได้ยินคำพูดของไป๋จื่อชี เขาจึงยิ้มพลางกล่าว “ไป๋เม่าฉาย ความบันเทิงของข้าก็ให้ความสุขกับข้า แต่ความบันเทิงของเจ้ากลับทำให้ข้าไม่มีความสุข เจ้าว่า ข้าควรทำเช่นไรดี? เฮ้อ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ข้าเป็นคนของทางการ แล้วเจ้าเป็นชาวบ้านล่ะ” เขาหันตัวกลับ ก่อนจะเดินวนรอบรถม้าหนึ่งรอบ “พูดมาเถอะ ฟ้าก็มืดแล้ว บอกซิว่าเจ้าจับตัวลวี่เยามาเพื่อการใด? ข้ามองท่าทีของเจ้าแล้ว ดูเหมือนเจ้าต้องการฆ่าปิดปากมากกว่า”


    ไป๋จื่อชีบอกได้หรือ ว่าเพราะนางขัดหูขัดตาจึงอยากทำให้นางหายไป? ไม่ได้! ดังนั้น เขาจึงยืนยันในสิ่งที่กล่าวไปก่อนหน้า “จื่อชีก็แค่ถูกตาต้องใจลวี่เยา เลยคิดจะพาออกมาเที่ยวชมภูเขาเยี่ยนซานในคืนนี้” เขาแสดงท่าทีตกใจราวกับนึกบางอย่างออก “จื่อชีได้ให้คนไปบอกกล่าวคุณหนูถังแล้ว หรือว่า ขอทานผู้นั้นคงจะไม่ได้รับเงินแล้วหนีไปหรอกนะ? เฮ้อ ช่างมีใจคิดคดทรยศ ไม่ซื่อสัตย์เหมือนคนรุ่นก่อนเอาเสียเลย”


    ชวีหนานอีรับฟังด้วยรอยยิ้ม พลางพยักหน้ากล่าว “ไม่อยากเชื่อเลย ว่าไป๋เม่าฉายจะมีอารมณ์สุนทรีย์ได้ถึงเพียงนี้ เพียงแต่ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงต้องมัดลวี่เยา? หากทั้งสองฝ่ายรักกัน ก็ไม่ควรใช้กำลังทุบตี ถ้าทำร้ายร่างกาย มิใช่ว่าเป็นการดูหมิ่นสตรีหรอกหรือ?”


    ไป๋จื่อชีหลุบตา กวาดตามองพื้นสำรวจตนเองอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะกล่าวอย่างไม่จริงใจ “เป็นเพราะจื่อชีบุ่มบ่ามเกินไป ใต้เท้าก็ทราบว่าลวี่เยานั้นออกจะโง่เขลา อารมณ์และนิสัยของนางแตกต่างจากคนทั่วไป หากไม่มัดไว้ เกรงว่านางจะก่อเรื่องจนทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ” ไป๋จื่อชีเงยหน้า สบตาชวีหนานอี “อีกประการหนึ่งใต้เท้า ลวี่เยาเป็นเพียงทาส เป็นสินค้า ไม่นับเป็นอิสตรี ตราบใดที่คุณหนูใหญ่ตระกูลถังไม่ไต่ถาม ใต้เท้าชวีก็ไม่ควร...เข้ามาวุ่นวายจะดีกว่านะขอรับ”


    ชวีหนานอีและไป๋จื่อชียืนเผชิญหน้ากัน กระแสน้ำดำทะมึนระหว่างชายรูปงามสองคนที่มีความชอบต่างกัน ทำเอาทุกคนตระหนกจนไม่กล้าหายใจ จู่ ๆ ลมก็พัด แสงไฟบนคบเพลิงวูบไหว แสงและเงาส่องกระทบบนหน้าคน ดูราวกับผี  


    หลี่ต้าจ้วงคร่ำครวญอยู่ในใจ มิกล้าขยับ แต่เขาจำได้ว่ายังมีหญิงสาวที่อ่อนแออยู่ในรถ จึงค่อย ๆ ยกม่านขึ้นอย่างเบามือ เพื่อคลายเชือกให้กับลวี่เยา


    ลวี่เยาเอาแต่ก้มศีรษะ จึงเห็นใบหน้าและอารมณ์ของนางไม่ชัดเจน


    หลี่ต้าจ้วงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะถอยออกมาจากตัวรถ


    ลวี่เยาขยับแขนขา พลางสัมผัสใบหน้าด้านซ้ายที่บวม ประกายในดวงตาของนางสั่นไหว และดูไม่เป็นมิตรนัก นางแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะดึงม่านออกและมองบุรุษทั้งสองที่กำลังยืนจ้องกันอยู่เงียบ ๆ นางจงใจกระแอมแสร้งทำเป็นโง่เขลา พลางถามอย่างงุนงง “พวกเจ้ายืนใกล้กันขนาดนั้น จะจูบกันหรือ?”


    ชวีหนานอีและไป๋จื่อชีผงะออกพร้อมกัน จากนั้นผงะอีกครั้งเมื่อหันไปมองลวี่เยา ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวถอยออกมาในทิศทางตรงข้ามกัน การเคลื่อนไหวนั้นประสานกลมเกลียวราวกับเคยผ่านการฝึกฝนมาเป็นร้อยรอบอย่างไรอย่างนั้น 


    ทันทีที่ชวีหนานอีเห็นลวี่เยา สายตาของเขาสว่างขึ้นอย่างน่ากลัวภายใต้แสงไฟ


    ลวี่เยาแอบตกใจ นึกว่าตนเองเผลอเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกไปแล้ว แต่ก็คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ นางกะพริบตาและรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้า จึงพบว่าเปลือกตาด้านซ้ายที่ติดกาวเข้าด้วยกันถูกไป๋จื่อชีตบจนมันเปิดออก!


    จินตนาการได้เลยว่า ตอนนี้ใบหน้าด้านซ้ายของนางบวม ตาข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่งโต บนจมูกมีไฝสีดำเม็ดใหญ่ ผมเผ้ายุ่งเหยิง นางกำลังยืนอยู่ต่อหน้าทุกคนด้วยสภาพนี้ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ที่สำคัญคือ...ดวงตาข้างหนึ่งของนางถูกเปิดเผยแล้ว เวลานี้นางอาจต้องขอบคุณไป๋จื่อชีสำหรับการลงมือที่รุนแรงมากพอ ไม่เพียงเปิดเปลือกตาที่นางตั้งใจปกปิด แต่ยังลงมือเสียจนเปลือกตาของนางบวมช้ำ กระทั่งมองเห็นรอยเลือดในตาขาว


    ชวีหนานอีรู้สึกว่ารูปลักษณ์ของลวี่เยาค่อนข้างแปลก แต่ในความแปลกนั้นยังมีความคุ้นเคยที่เลือนราง เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าจะจัดมันให้อยู่ในประเภทใด เพียงแต่ดวงตาคู่นั้น...


    ลวี่เยายื่นมือไปสัมผัสตาซ้ายของตน จู่ ๆ ก็โผเข้าหาชวีหนานอี พลางร้องไห้คร่ำครวญ “ใต้เท้า ใต้เท้า เขาทุบตีข้า! ตีจนตาของข้าบาดเจ็บ! ตาของข้าเกือบหลุดออกมาแล้ว!” 


    ชวีหนานอีตกใจมาก เขารีบหลบออกมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจความคุ้นเคยที่คลุมเครือนั่นอีกต่อไป เขาเพียงต้องการหลบไปไกล ๆ เขาหลบหลีกพลางปลอบใจ “ลวี่เยา อย่าได้ลนลานไป รอให้ข้าดูก่อน ไม่แน่ว่าที่ไป๋เม่าฉายตบ อาจจะทำให้เจ้างดงามขึ้นก็เป็นได้ ”


    ลวี่เยาหยุดไล่ตาม นางยืนนิ่ง พลางถามกลับ “จริงหรือ?”


       


    ชวีหนานอีหยุดนิ่ง เขาไม่อยากหันกลับไปแต่ก็จำต้องทำ เขาหันไปมอง... ใบหน้าของลวี่เยา พินิจดูอย่างละเอียดสองสามครา ก่อนจะพยักหน้าและชื่นชม “งดงามขึ้นจริง ๆ ด้วย”


      ลวี่เยาชอบใจ ยิ้มอย่างมีความสุข 


    ชวีหนานอีจ้องใบหน้าลวี่เยา พลางถาม “ลวี่เยา ข้าถามเจ้าหน่อยสิ เหตุใดเจ้าจึงถูกไป๋เม่าฉายมัดไว้ในรถม้า? หรือว่าเจ้ายินดีมาชื่นชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนของภูเขาเยี่ยนซานกับเขา?”  


    ไป๋จื่อชีแย่งกล่าวโดยไม่รอให้ลวี่เยาตอบ “ใต้เท้า ลวี่เยาเป็นคนโง่เขลา ท่านถามนาง นางจะคิดได้เยี่ยงไร?”


    ชวีหนานอีเยาะเย้ย พลางกล่าว “โง่เขลา? แต่ข้าว่าลวี่เยาไม่โง่ มิเช่นนั้น...” เขาเหลือบมองไป๋จื่อชีด้วยสายตาคลุมเครือแวบหนึ่ง  มิเช่นนั้นคงไม่ต้องตาต้องใจใครบางคนหรอก”


    ไป๋จื่อชีถึงกับพูดไม่ออก


    ชวีหนานอีจึงกล่าวกับลวี่เยาอีกครั้ง “ลวี่เยา ตอบคำถามข้าสิ”


         ลวี่เยาพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง พลางมองไปทางไป๋จื่อชีด้วยตาสองข้างที่มีขนาดต่างกัน ก่อนจะเลียนแบบรอยยิ้มของเขา และยิ้มออกมาอย่างหม่นหมอง อันที่จริง สภาพของลวี่เยาในตอนนี้ควบคู่กับรอยยิ้มเช่นนั้น ยิ่งทำให้รอยยิ้มนั่นดูอันตรายกว่ารอยยิ้มของไป๋จื่อชีมหาศาล มันทำให้เหล่าหยาอีต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว คบเพลิงในมือก็ยิ่งสั่นมากกว่าเดิม 


    ชวีหนานอีชอบสังเกตคำพูดและสีหน้าของผู้คนมาแต่ไหนแต่ไร แน่นอนว่าเขาไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ ดังนั้น เขาจึงมองไปทางลวี่เยาและไป๋จื่อชี ขณะเดียวกันก็ “นับถือ” ในรอยยิ้มของลวี่เยา พลางแอบกล่าวในใจ ‘รอยยิ้มนี้ช่างขัดกับประสงค์ของสวรรค์จริง ๆ!’


    เสน่หาชั่วกัลป์ เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้า ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***