11
มรสุม
ผมนั่งเสียวมานานเกินยี่สิบนาทีแล้ว คีย์จัดการกับมันโดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำสีหน้าเค้าบึ้งตึง ดวงตาเรียวหรี่ลง ริมฝีปากบางหุบประกบแน่นแถมยังเร่งจังหวะจนผมเสียวซ่านที่ท้องน้อยไปหมด
ผมว่าผมทนไม่ไหวแล้ว จึงร้องะโออกไป “เป็อะไรของคุณเนี่ย!”
เหมือนดึงสติั์ตาของเค้าเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคันเร่ง พร้อมเสียงถอนหายใจแล้วหันมามองผม “ผมขอโทษ”
“ไหน อาการมันเป็ยังไง บอกหมอซิ”ผมถามเสียงทะเล้น ยกนิ้วกลางขึ้นมาทำท่าเป็เข็ม “เดี๋ยวหมอฉีดยาให้”
คีย์หัวเราะในลำคอแล้วคว้านิ้วผมไปกัดอย่างมันเขี้ยว
“โอ๊ย! คุณกัดฉี่เ้าหมาดำคีย์อยู่นะ” ผมร้องบอก
เค้าปล่อยมือผมแล้วทำหน้างง ๆ
“ผมไปเล่นกับมันมาอะ ยังไม่ล้างมือเลย” ผมว่า
เ้าของคิ้วเข้มที่กำลังขมวดเข้าหากันส่ายหน้า“คุณตั้งชื่อมันว่าอะไรนะ?”
“เ้าหมาดำคีย์” ผมตอบ
เค้าแค่นหัวเราะ“เพราะคุณยังไม่เคยเจอเ้าหมาป่าดำคีย์ขย้ำนะสิ” ว่าพร้อมกัดริมฝีปาก
“ตอนนี้เลยมั้ยล่ะ!” ผมท้า แล้วก้มมุดลงไปที่หน้าตักคนขับ
“อย่าเพิ่ง ๆ!” คีย์ร้องเสียงหลง “ขับรถอยู่ อันตรายมาก” พร้อมกับดันหัวผมออกมา
ผมจ้องเค้า แล้วทำท่าจะมุดอีกเค้าเลยเอาข้อศอกหนีบหัวผมไว้
อยู่หมัด!
ผมค้างอยู่อย่างนั้นแหละ
คีย์เลี้ยวรถเข้ามาจอดที่คาเฟ่ลับแห่งหนึ่งซึ่งผมเป็คนหาในแอป แต่ก็แปลก ลับยังไงให้คนหาเจอ แถมคนเต็มร้านไปอีก
เราสั่งเครื่องดื่มร้อนมานั่งจิบ “สรุปหนีออกมาอย่างนั้นทำไม?”ผมถาม
“พ่อโมโหที่ผมบอกว่าไม่หมั้น”
“พ่อคุณดุขนาดนั้น คุณกล้าพูดตรง ๆเลยเหรอ?”
“อือ” คีย์พยักหน้า“ผมบอกไปแล้วด้วยนะ ว่าผมมีแฟนแล้ว” เค้าเล่าต่อ
“อย่าบอกนะ...!”
“ก็จะใครล่ะคร้าบ!” เค้าร้องพร้อมยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “ผมบอกว่าวันนี้ผมพาแฟนมาด้วยให้เห็นกับตาจะได้ล้มเลิกไปซะ อย่างกับละครเดี๋ยวนี้ละครก็ไม่เขียนบทแบบนี้กันแล้วป้ะวะ” เสียงทุ้มบ่นอุบ
“พูดไปอย่างนั้นทั้งที่มีครอบครัวมายด์อยู่ตรงนั้นด้วยอะนะ?”ผมถามต่อ นึกภาพแทบจะไม่ออก
“ใช่ รู้กันถ้วนทั่ว ชัดเจนเหลือแค่พาคุณไปยืนคู่กันข้าง ๆ นั่นแหละ”
“ได้รับเกียรติมากเลยนะเนี่ย”ผมแกล้งทำท่าดีใจ
“ขอโทษนะไวน์” คีย์รีบหันมา“ผมไม่ได้ตั้งใจให้คุณเป็เครื่องมือนะ”
ผมยักไหล่ มันไม่ใช่เื่สำคัญอะไร“ที่เป็อยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรอยู่แล้ว”
คีย์จิบกาแฟแล้วนิ่งฟัง
“แค่ทำยังไงก็ได้ให้ทุกวันเรายังมีกันอยู่... โดยไม่รู้สึกฝืน” ผมว่า
คนฟังไม่พูดอะไรเค้ามองหน้าผมไปทั่ว ๆ แล้วยิ้ม “เขินเองทำไมอะ?” คีย์แซว “แดงไปถึงหูแล้ว”
“แล้วคุณจะเอาไงต่อ?” ผมรีบสวนเพราะกำลังขนลุกตัวเอง ไม่ใช่พูดดีหรอกนะ แต่เวิ่นอะ เวิ่อเว้อ“พ่อคุณจะยอมให้ยกเลิกหมั้นเหรอ?”
“ก็ปล่อยไปอย่างนี้แหละ มายด์เลิกชอบผมเมื่อไหร่ทางโน้นก็คงเลิกพูดเื่นี้เองล่ะมั้ง”
เื่นี้ปิศาจขิงคือบิ๊กบอส ฉะนั้นตัวผมเองก็จะตกที่นั่งลำบากนางจะต้องราวีผมอยู่
่หนึ่งเลยทีเดียว
แต่มาสิ จะเอาคอลเลคชั่นไหนมาสู้ก็มา ซื้อเก่ง ช้อปเก่งมาก!
บ่ายวันนี้ฝนตกพรำ ๆ ฟ้าหม่นหน่อย ๆแต่ก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นสบายมากขึ้น เราขับผ่านตึกห้าชั้นของเราด้วยตอนนี้มันเศร้าหมองและดูเงียบเหงา มีเส้นพาดรุงรังป้องกันการลุกล้ำ
“ปิดพักผ่อนน่ะ” คีย์เกริ่น น่าจะเพราะเห็นว่าผมดูซึมลงหลังมองผ่านกระจกรถออกไปด้วยสายตาระห้อย ผมหันไปมองเค้าคีย์ยกมือข้างหนึ่งมาแตะแก้มผม “อีกไม่นาน... ก็จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมเชื่อผมมั้ย?”
ผมพยักหน้าช้า ๆ
หลังจากนั้นผมบอกให้คีย์พาขับรถเล่นทั่วกรุงเทพอยากได้ฟีลสโลว์ไลฟ์แบบใน MV เกาหลี
แต่บ้าเอ๊ยยย!
ติดแหง็กที่เพลินจิตมาสองชั่วโมงแล้วจ้า! หาเื่ใส่ตัวสุด ๆ ยิ่งฝนตกยิ่งเละเทะเข้าไปใหญ่
“ครั้งหน้าผมพาไปนอกเมืองไปต่างจังหวัดแล้วขับให้รอบเมืองเลย” คีย์หันมาปลอบใจผม แต่เอาตอนนี้ก่อนจะได้ถึงบ้านกี่โม๊งงง!
สามทุ่มมีจริง...คีย์มาส่งผมที่บ้านตอนสามทุ่มกว่า ๆ แล้ว ผมหลับไปตอนไหนไม่รู้เสียงทุ้มของคีย์ปลุกเบา ๆ “เธอ... ถึงบ้านแล้วครับ”
ผมบิดี้เีจนตัวเป็เกลียวเหมือนกางเกงในใช้แล้วก่อนจะหันไปหาคนที่มาส่ง “วันนี้เราอดไปเที่ยวด้วยกันเลย”
“แต่เราได้อยู่กับเธอทั้งวันเลย”เค้าว่า สรรพนามดูแปลก ๆ ไป “แค่อยู่กับเธอ เราก็แฮปปี้แล้ว ได้ดูเธอกรนใกล้ ๆ”
อ๋อ เล่นอย่างนี้ใช่มั้ยเธอ เดี๋ยวเราก็แดกหัวเธอซะเลย!
ผมลงจากรถก็พบว่ามีรถของเจ่เจ้มาจอดอยู่ พร้อมกับเ้าตัวที่ยืนชะเง้อชะแง้ที่หน้าบ้าน ผมหันมาโบกมือลาคีย์ก่อนเค้าจะขับออกไปจนลับตา ผมจึงหันกลับมาที่พี่สาวรูปร่างอวบอิ่มของเราอีกครั้ง“จะมาขโมยของเหรอ?” ผมร้องทัก
เ้าตัวรีบวิ่งเข้ามาหาผมอย่างรนรานทำหน้าตาตื่น แล้วก็ทำท่าใช้นิ้วปาดคอตัวเองพร้อมกับบุ้ยใบ้เข้าไปในตัวบ้าน
“พูดเอาคงไม่เหนื่อยเท่านี้มั้ง”ผมว่า ขำท่าทางที่ราวเล่นเกมใบ้คำของนาง
“ว้อย! อีนี่! ฉันอุตส่าห์ไม่อยากให้มีเสียงไม่ได้ยินเสียงในบ้านทะเลาะกันรึไง” เจ่เจ้แหวใส่ผม
คนในบ้านทะเลาะกันเนี่ยนะผมพยายามเงี่ยหูฟังตามคำบอกเล่า และก็พบดังนั้น เป็เสียงพี่วิน กับพี่วาโยดังลั่นจนผมใ
“ตอนแรกฉันก็เข้าไปด้วยกันนี่แหละ”เจ่เจ้เล่าต่อ “แต่พอแม่เริ่มคุยกับน้าวินปุ๊บ ระดับความรุนแรงก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆเว่ย ฉันก็เริ่มนั่งไม่ติดละทีนี้ นึกในใจเอาไงดีวะจะแกล้งทำเป็หลับป๊อกตรงนั้นก็ไม่เนียนละ ยายก็เลยบุ้ยใบ้ให้ฉันลี้ภัยมาอยู่ข้างนอก”
ผมมองเจ่เจ้สลับกับชะเง้อฟังเสียงสถานการณ์ภายในบ้าน
“อยู่ไม่ได้หรอก เดี๋ยวโดนลูกหลงลงใครไม่ได้ก็ลงชั้นอีกอะ!” คนเล่าทำท่าขยาดอย่างผู้มีประสบการณ์“แต่วันนี้น้าวินปรี๊ดแตกมาก เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน แม่ฉันอึ้งไปเลย”
“เค้าปรี๊ดกันเื่อะไรอะเจ่เจ้?”
“ก็คุยกันเื่สถานการณ์ของบริษัทนี่ล่ะหุ้นส่วนหลายคนกำลังอยากจะถอนหุ้น มาปรึกษาแม่ชั้น ฝากแม่ชั้นมาเป็ตัวกลางเจรจาแม่ก็เครียด แต่น้าวินคงเครียดกว่าอะ ฉันเห็นเมื่อกี๊ก็ใ เค้าผอมลงไปเยอะเลยนะ”
ยิ่งฟังหัวใจผมก็ยิ่งฟีบลง เหมือนเื่นี้กำลังจะส่งผลกระทบคืบคลานมาเรื่อยๆ แล้ว
เจ่เจ้ทำท่าทำทางพร้อมทำหน้ามู่ทู่อีก“มาแล้ว!” อ่านปากนางได้อย่างนั้นแล้วก็เป็พี่วาโยที่เดินหน้าไม่สบอารมณ์ออกมาจากประตูบ้าน
“พี่วา... สวัสดีครับ”ผมยกมือไหว้ทักทาย
พอเห็นผม สีหน้าที่ไม่สู้ดีอยู่แล้วก็ดูจะแข็งกร้าวขึ้นมาทันที เธอปรี่มาที่ผม เจ่เจ้เห็นอย่างนั้นก็หลับตาปี๋“เที่ยวเล่นสบายใจเลยนะ ป่านนี้เพิ่งจะกลับ” พี่วาโยโพล่ง น้ำเสียงเชิงเหน็บแนม “อยู่สุขสบายจนเคยตัวอีกหน่อย ไม่มีเงินให้ใช้จะอยู่ยังไง คิดเอาไว้ด้วยนะ” พูดจบก็สะบัดหน้า พรวดพราดขึ้นรถไปเจ่เจ้หน้าแหยะโขึ้นฝั่งคนขับตามไปติด ๆ
ทุกครั้งก็ไม่ค่อยจะพูดดีด้วยสักเท่าไรแต่วันนี้มันรุนแรงเกินไปรึเปล่านา... อย่างน้อยผมก็เป็น้องพี่นะ ไม่ใช่คนอื่น...
ผมไม่เก็บความน้อยใจเอาไว้หรอก มันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่หัวหน้าครอบครัวของเรากำลังเผชิญอยู่
พอเปิดประตูเข้าบ้านผมก็ตรงดิ่งเข้าไปหาพี่วินที่ห้องทำงาน ตอนประตูเปิดพี่วินสะดุ้งเล็กน้อยที่จริงเหมือนอาการผวามากกว่า
“หนักเลยสินะครับ” ผมว่า
พี่วินซึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานมองผม“ใครเป็อะไรเหรอไวน์?” ถามกลับเสียงปกติ แต่ผมฟังออกว่าพี่วินกำลังฝืน
“พี่วินนั่นแหละ”
“พี่? พี่ทำไม พี่สบายดี”พี่วินยิ้ม แต่รอบดวงตาดำคล้ำไปหมด
เห็นสภาพของพี่ชายเป็อย่างนี้ผมก็ได้แต่ทรุดลงกับพื้นอย่างยากจะควบคุม และแน่นอนผมกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ผมตัดสินใจปล่อยให้มันไหลโฮออกมาอย่างไม่อาย
“วะ ไวน์!” พี่วินเริ่มร้อนรน เค้าลุกขึ้นช้า ๆ คล้ายคนไร้เรี่ยวแรงปรี่มาหาผม“ร้องไห้ทำไม?” มือสั่นเทายื่นมาตรงหน้า “อย่าร้องสิไวน์”
“วันนี้ผมนั่งรถผ่านคลินิกเราแล้วใจก็โหวงเหวงมาก ทำไมมันถึงต้องมาอยู่ในสภาพนั้นด้วยพอกลับมาก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันอีก ผมโคตรเป็ห่วงพี่วินเลย!” ผมร้องบอกทั้งน้ำตา พี่วินโผเข้ามากอดผม และนั่งลงกับพื้นด้วยกัน
“พี่ไม่เป็ไรนะไวน์ พี่โอเค”เสียงพี่ชายสั่นพร่า ตัวเค้าก็สั่นเช่นกัน
“ไม่ต้องทำเข้มแข็งต่อหน้าไวน์หรอกไวน์รู้หมดแหละ ว่าวัน ๆ พี่วินเจออะไรบ้าง”
ใช่ ผมรู้ถึงไม่ต้องอยู่ด้วยกันผมก็รู้ บริษัทของตัวเองทำคนเสียชีวิตออกข่าวคึกโครมราวกับเป็ครั้งแรกในโลกที่มีเคสนี้ บริษัทถูกสั่งปิดไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ แฟนที่คบกันมานานกว่าห้าปีขอแยกทาง พี่สาวและหุ้นส่วนที่ร่วมลงทุนกันมาขอหนีตัดช่องน้อยแต่พอตัวไม่ขอรับผิดชอบร่วม
สุดท้าย... ผมคิดว่าพี่วินกำลังป่วยและอาการหนักด้วย
แค่นี้ก็เกินพอแล้วที่พี่ชายคนนี้ของผมต้องแบกรับทุกปัญหาเข้ามาพร้อมกันประเดประดังเป็คลื่นมรสุม ลำพังปัญหาหัวใจอย่างเดียว ก็ทำคนเจียนตายได้แล้วไม่ใช่เหรอ...
มีเสียงสะอื้นเบา ๆ จากพี่วินเค้ายอมปลดปล่อยมันออกมาแล้ว น้ำตาที่มันจุกรื้นอยู่ผมประคองกอดเค้าไว้อย่างทะนุถนอม
“ร้องออกมาเลยครับไวน์จะกอดพี่วินไว้เอง...”
พี่วินตัวสั่นเทาสั่นดิกไปทั่วสารพางค์กายราวกับกำลังหวาดกลัว ผมยิ่งโอบรัดเค้าไว้แน่นขึ้นอีก
“ไม่มีเงินให้ใช้จะอยู่ยังไงคิดเอาไว้ด้วยนะ”
บางทีนั่น... อาจไม่ใช่เพราะไม่ถูกชะตาหรอกแต่พี่วาโยกำลังสอนผมต่างหาก ถ้าเราตัดเอาอารมณ์และน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้นออกไปก็คือคำเตือนจากความหวังดี
ผมน่าจะต้องเริ่มคิดจริงจังแล้วว่าจะเป็ส่วนหนึ่งในการกู้สถานการณ์อันเลวร้ายของครอบครัวให้กลับมาปกติโดยเร็วยังไง
เพราะอย่าลืมนะว่า...ผมคือทายาทอันดับหนึ่งของ Didier Aesthetic Group!