โจรแพ้พ่าย- ฮาแตกกระจุย
การต่อสู้อันดุเดือดยังไม่จบง่ายๆแม้ว่าเสี่ยวชีจะรับมือกับกลุ่มโจรได้สบายๆ ราวกับซ้อมรบในสนามเด็กเล่น แต่เมื่อหัวหน้าโจรเห็นลูกน้องของตนล้มระเนระนาดร้องครวญครางราวกับเข้าค่ายฝึกทหารวันแรก มันก็เริ่มรู้สึกเสียหน้าจนทนไม่ไหว
“เ้าหนู!เ้ากล้าเหยียดหยามข้า ขุนโจรสือเฮ่า ผู้เคยล้มแม่ทัพมาแล้วเจ็ดคน!”
หัวหน้าโจรกู่ร้องเสียงดังสะท้านป่า
เสี่ยวชีหรี่ตา“แม่ทัพที่เ้าพูดถึง เป็แม่ทัพของหมู่บ้านเด็กดีรึไม่?”
“เ้า!”สือเฮ่าหน้าแดงก่ำ ทั้งจากความโกรธและความอับอาย
“อย่าคิดว่าแค่เด็กผู้หญิงหน้าหวานจะทำอะไรพวกข้าได้!”มันะโสั่งลูกน้องที่ยังไม่ล้มตาย “รวมตัว! ตั้งวงล้อม จับนางให้ได้!”
ทันใดนั้นโจรที่เหลือรีบล้อมเป็วงกลมรอบเสี่ยวชี มีบางคนยกหอก บ้างชักดาบบ้างถือไม้พลองที่ดูเหมือนตัดมาจากรั้วบ้านชาวบ้านเมื่อเช้า เสี่ยวชีหัวเราะเบาๆขณะตั้งท่าเตรียมรับมือ
“จะล้อมข้าแบบนี้ก็เตรียมตัวล้มกันเป็กองไปเลยเถอะ!”
ทันทีที่หนึ่งในโจรเงื้อมือจะฟาดนางก็หมุนตัวะโขึ้นกลางอากาศ หมุนกระบี่เมฆาเขียวเป็วง
เสียง“ฉวับ!” แผดดังพาดผ่านลมก่อนปลายกระบี่จะปัดหอกของศัตรูออกด้านข้าง
โจรอีกคนพุ่งเข้าหาพลางะโ “จับตัวนางให้ได้! ข้าอยากได้รางวัล!”
เสี่ยวชีหัวเราะร่วน“รางวัลอะไร? ได้ซี่โครงหักแถมไปไหม?”
สิ้นเสียงกระบี่ของนางพุ่งปะทะกับดาบของอีกฝ่ายด้วยแรงที่รุนแรงจนมือโจรสั่นระริก
จากนั้นนางเตะเข้าที่กลางลำตัวอย่างแม่นยำโจรผู้นั้นตัวงอเหมือนกุ้งต้มก่อนจะล้มลงไปกับพื้น ปากพะงาบๆพึมพำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “แม่จ๋า…”
เสียงเชียร์เงียบหายไปชั่วขณะมีแต่เสียงหอบหายใจของโจรที่ยังพอเหลือแรง ฮวาเสี่ยวชีชี้กระบี่ไปยังหัวหน้าโจร
“เอาล่ะเ้าหัวโล้นหน้าบาก! เ้ายังจะกล้าสู้ต่อ หรือจะถอยไปหัดทำนากับชาวบ้านดี?”
สือเฮ่ากัดฟันกรอดแววตาโลภละโมบของมันยังไม่ยอมแพ้
“แม่นางเ้าจะกล้าสู้ตัวต่อตัวกับข้าหรือไม่ ถ้าชนะ ข้ายอมถอย!”
พ่อค้าคนหนึ่งที่แอบมองจากหลังเกวียนสะอื้นออกมาเบาๆ“อย่าทำเลยแม่นาง…เ้าหัวโล้นนั่นเขาว่ากระบี่คมเหมือนมีดปลอกผลไม้ของแม่ข้า…”
แต่เสี่ยวชีไม่ฟังหันไปยิ้ม “ได้สิ ถ้าข้าชนะ ข้าจะเรียกเ้าว่า ‘หัวเถิกแพ้า’ไปตลอดทางจนถึงเมืองหลวงเลยเอาไหม?”
เสียงฮาจากพวกพ่อค้าดังขึ้นมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่ขณะเดียวกันหัวหน้าโจรก็ฟาดดาบเข้ามาทันที นางไม่รอให้ถึงสามวินาทีะโหลบอย่างเบาหวิว ก่อนตวัดกระบี่ใส่ข้อศอกของมันจนดาบหลุดจากมือ
“โอยยยย!เจ็บนะเว้ย!”
“ยังจะพูดอีกเหรอ?”เสี่ยวชีพูดพลางเตะซ้ำอย่างไม่ปรานี
โจรคนอื่นที่เหลือเห็นหัวหน้าตัวเองล้มคว่ำทั้งเืกำเดาไหล ทั้งข้อมือบวม ก็ะโพร้อมกันว่า “ถอย! วิ่งงงง!”
ทันทีที่คำว่า"ถอย" หลุดออกมา เหล่าโจรพากันแตกตื่นวิ่งหนีเข้าไปในป่าแบบไม่หันหลังกลับ บ้างสะดุดรากไม้ บ้างหกล้มเอง บ้างถึงกับร้อง“ข้าอยากกลับบ้าน!” ขณะพยายามลากขาอันาเ็กลับรังโจรที่ไหนสักแห่ง
เสี่ยวชีถอนหายใจฟาดฝุ่นออกจากเสื้อคลุมของตนอย่างงามสง่า “เฮ้อ…พวกนี้ไม่ถึงขั้นเป็คู่ซ้อมที่ดีเลยนะเนี่ย”
กลุ่มพ่อค้าต่างโผล่ออกมาทีละคนราวกับดอกเห็ดหลังฝนต่างคนต่างหน้าตาตื่น บางคนถึงกับปาดเหงื่อพรืดด้วยความใปนโล่งอก
ชายชราที่ดูเป็หัวหน้าคณะเดินออกมาพร้อมดวงตาที่ฉายความซาบซึ้งและน้ำตาคลอเบ้า
“แม่นางผู้กล้าข้าขอคารวะท่าน! ท่านราวกับเทพธิดาจุติลงมาโปรดพวกเรา!”
“เทพธิดาอะไรล่ะท่านลุง…”เสี่ยวชียิ้มเขิน “ข้าแค่ไม่ชอบให้พวกขี้ขลาดทำร้ายชาวบ้านเท่านั้นเอง”
พ่อค้าอีกคนหนึ่งเดินมาพร้อมผ้าไหมผืนงามในมือ“แม่นางช่วยชีวิตพวกเราจริงๆ ขอรับ! หากท่านไม่รังเกียจรับผ้าไหมผืนนี้ไว้เป็ของตอบแทนเล็กน้อยเถิด”
“นั่นสิขอรับ!หรือจะให้พวกเราทำป้ายเขียน ‘วีรสตรีแห่งด่านเหนือ’ แล้วแห่ไปทั่วเมืองดีขอรับ?”พ่อค้าอีกคนพูดพลางหัวเราะ
“ถ้าเ้าทำจริงข้าจะปลอมชื่อเป็ ‘นางสาวลู่จิ้ง’ แล้วเดินทางกลับจวนทันที!”เสี่ยวชีตอบพลางยกมือกุมขมับ
เสียงหัวเราะกึกก้องดังกระหึ่มทั่วป่าความเคร่งเครียดแปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่น
ก่อนแยกทางพ่อค้าชรากล่าวเสียงหนักแน่น “แม่นาง หากท่านไปเยือนเมืองหยางโจวโปรดแวะร้านของพวกเราชื่อ ‘เมฆาล่องไหม’ ที่ตลาดฝั่งตะวันออกข้าจะรอต้อนรับอย่างสมเกียรติ!”
ฮวาเสี่ยวชีพยักหน้า“แน่นอนเ้าค่ะ ข้าจะจำไว้ หากมีไหมลวดลายใหม่ๆ ก็อย่าลืมเก็บไว้ให้ข้าด้วยล่ะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งขณะที่เสี่ยวชีขึ้นม้า มองดูพ่อค้าเดินทางต่ออย่างปลอดภัย
กลางแดดยามบ่ายเสียงกระบี่ในฝัก “ฉึบ” ดังขึ้นเบาๆ
เสี่ยวชีพูดกับม้าคู่ใจ “เสี่ยวฮวา…ดูท่าเราจะไม่เหงาในการเดินทางนะ”
ม้าส่งเสียง“ฮี้!” ตอบกลับอย่างมีจริต
และการเดินทางของเสี่ยวชีก็ยังอีกยาวไกลเต็มไปด้วยการผจญภัย ความมันส์ และมิตรภาพที่คาดไม่ถึง!
วีรสตรีมือใหม่vs ปรมาจารย์ลวงโลก
หลังจากเสี่ยวชีปราบโจรกลางป่าไปได้แบบเทพธิดาลงมาช่วยเองนางก็กลายเป็ดาวเด่นของขบวนพ่อค้าทันทีถึงขั้นที่พ่อค้าบางคนจ้องนางตาเป็มันอย่างกับเห็นเ้าแม่กวนอิมติดตั้งสกิลหมัดเทพสลาตัน
เสี่ยวชีส่ายหน้าเบาๆขณะควบม้าผ่านทุ่งดอกเฟิ่งฮวานางกำลังจะเดินทางต่อไปยังชายแดนเพื่อหาบิดาและพี่ชายให้หายคิดถึง
“เสี่ยวฮวา”ม้าคู่ใจของนางส่งเสียง “ฮี้~” แบบมีจังหวะนางแกล้งหันไปพูดกับมัน
“เ้านี่ชักจะเหลิงนะพอช่วยข้าส่งกระบี่ทีเดียวก็อารมณ์ดีไม่หยุด”
ทันใดนั้น...เสียงะเิ“ตุ้ม!” ดังลั่นออกมาจากด้านหน้า เสี่ยวชีรีบหยุดม้าแล้วขมวดคิ้ว
กลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งแตกตื่นวิ่งหนีออกมาจากวัดเก่าใกล้ๆะโลั่น
“ผีหลอก!”
“มีปีศาจในวัด!”
“ชายแก่หัวขาวนั่นปล่อยเปลวเพลิงจากมือ!”
เสี่ยวชีเอียงคอ“ชายแก่หัวขาว… เปลวเพลิง… หรือว่าจะเป็… ปรมาจารย์?!”
ความอยากรู้อยากเห็นระดับหายนะของนางพลุ่งพล่านทันทีนางจูงเสี่ยวฮวาเข้าไปใกล้วัดเก่าโดยไม่สนคำเตือนจากชาวบ้านแม้แต่นิด
วัดแห่งนี้มีป้ายไม้ผุพังเขียนว่า“สำนักเซียนเมฆาล่อง” ด้านหน้าเป็ลานฝึกยุทธ์เก่าๆมีควันลอยจากกองะเิสีม่วง น่าจะเป็ดอกไม้ไฟ หรือของเลียนแบบกระบี่เพลิงในตำนาน
และกลางลานนั้นมีชายแก่ผมขาว หนวดเฟิ้ม ใส่ชุดคลุมสีเงินวิบวับ ยืนกอดอกพร้อมท่า ‘เทพเ้ามาโปรด’เขาหัวเราะเสียงต่ำอย่างภูมิใจในตนเอง
“ฮ่า ๆ ๆ!ผู้ใดอยากเรียนพลังลมปราณ ข้าคือ ‘ปรมาจารย์เหิงซาน’ แห่งหุบเขาหมอก์!วิชาเปลวเพลิงของข้าแยกูเาได้ แหวกแม่น้ำได้ และ...แสดงโชว์ในตลาดนัดก็ยังได้!”
เสี่ยวชีหลุดหัวเราะพรืด“ขออภัย ข้าไม่ทันตั้งใจหัวเราะนะเ้าค่ะ... แต่นี่มันอะไรกันแน่? วิชาเซียนหรือวิชาแสดง?”
ปรมาจารย์เหิงซานหันมาเห็นสาวน้อยหน้าตาสะสวยแต่แววตาแสบทรวงก็ยกพัดพู่หยกขึ้นพัดเบาๆ พยายามรักษาฟอร์ม
“อะแฮ่ม!ข้าเป็เซียนผู้สละโลกีย์ เหล่าชาวบ้านอ้อนวอนให้ข้าสอนวิชา...ก็เลยจำใจรับ!”
“แล้วทำไมชาวบ้านถึงวิ่งหนีเ้ากันหมดล่ะ?”เสี่ยวชีเดินเข้าไปอย่างมั่นใจกระบี่เมฆาเขียวสะท้อนแดดแวววาวพาดอยู่บนสะโพก
ปรมาจารย์หน้าเหวอแต่ยังรักษามาด“เอ่อ... พวกเขาอาจจะกลัวพลังข้าแรงเกินไป!”
“หรือกลัวกลิ่นะเิกำมะถันที่เ้าแอบใส่ในพัดเพื่อสร้างควันกันแน่?”เสี่ยวชีหยิบซองเล็กๆ จากพื้นขึ้นมาอ่านออกเสียง“ผลิตโดยร้านตงเป่าซิน เคล็ดลับสำหรับการแสดงมายากล...”
“อะ...อ๊าา!”เหิงซานหน้าเสียเหมือนเด็กถูกจับได้ว่าโกงสอบ เขายิ้มเจื่อนๆ “เอ่อ... ข้าก็แค่...สร้างบรรยากาศให้ดูขลัง!”
เสี่ยวชีเท้าเอวหรี่ตามองเขา “แล้วเ้าหลอกชาวบ้านว่าเป็ปรมาจารย์ไปเพื่ออะไร?”
“ก็...ก็เพื่อ... เก็บค่าเรียนเล็กน้อยน่ะสิ!”
เสียงแมลงในป่าเงียบกริบเหล่าชาวบ้านเริ่มทยอยแอบโผล่หัวดูจากหลังพุ่มไม้ เพราะเห็นมีคนกล้าท้าแฉ‘ปรมาจารย์ลวงโลก’
เสี่ยวชีถอนหายใจ“เ้ารู้ไหมว่าคนแบบเ้านี่น่ะ ทำให้ชื่อเสียงของผู้ฝึกยุทธ์จริงๆ เสียหายขนาดไหน?”
“ข้าไม่สน!ข้าแค่ไม่อยากจน! ข้าเคยเป็นักดาบอันดับ 57 ของเมืองหยุนไห่!แต่ไม่มีใครสนใจข้าเลย! ข้าเลย...หันมาทำงานสายเวทย์ปลอมบ้าง!”
เสี่ยวชีขำออกมา“อันดับ 57 นี่เจ็บกว่าไม่ได้อันดับซะอีก”
ทันใดนั้นเหิงซานก็ะโ “ถ้าเ้ามองว่าข้าเป็ตัวตลก งั้นมาสู้กันสักกระบวนท่าไหมล่ะ!ถ้าเ้าชนะ ข้าจะเลิกหลอกชาวบ้าน! แต่ถ้าข้าชนะ... เ้าต้องชมข้าดังๆ ว่า‘หล่อเหมือนเทพเซียน!’”
เสี่ยวชีเบิกตา“เดิมพันประหลาดสุดในชีวิตข้าแล้ว…”
นางถอนหายใจยกกระบี่ขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ตกลง! ข้าจะสอนให้เ้ารู้ว่า โลกของยุทธ์แท้ๆมันต้องเล่นของจริง!”
เสียงเคร้งดังขึ้นเมื่อกระบี่ของเสี่ยวชีพุ่งเข้าใส่พัดของเหิงซานที่เขายกมาป้องกันทว่า…
“เฮ้ย!พัดข้า!” มันหลุดมือปลิวละลิ่ว ตกไปในบ่อน้ำข้างวัด “ฉับ!” เสียงจมแบบไม่มีเยื่อใย
“อะไรกันเ้าไม่ได้จับพัดเป็อาวุธ? แล้วตั้งท่าทำไมฟะ?” เสี่ยวชีถาม
“ก็...ข้าดูในนิยาย เขาบอกว่าคนเก่งต้องถือพัดไง...”
เสี่ยวชีไม่ตอบแต่เหวี่ยงด้ามกระบี่เข้ากลางหน้าผากเหิงซานเบาๆ “โป๊ก!”
“โอ๊ยยยย!”
“นี่เรียกว่าสอนแบบอ้อมๆว่าอย่าเป็นักต้มตุ๋น”
ชายแก่ล้มลงนั่งแหมะแต่กลับยิ้มออกมาอย่างน่าแปลกใจ “ข้ายอมแพ้... แต่นี่เป็ครั้งแรกในรอบสิบปีที่มีคนสู้ข้าโดยไม่หลงกลลูกเล่นข้าเลย”
“แสดงว่าเ้าหลอกแต่เด็กหรือคนแก่สิ?”เสี่ยวชีถามพลางเก็บกระบี่เข้าฝัก
“ฮ่า ๆ ๆใช่เลย! เ้าเก่งมาก... ข้าไม่มีอะไรจะพูดนอกจาก...ขอบใจเ้าที่กระตุกข้าให้ตื่นจากฝันลวงๆ นี้”เขาหยิบถุงเงินทั้งหมดที่หลอกชาวบ้านมา แล้วยื่นให้คนในหมู่บ้าน
“ข้าจะไปฝึกจริงแล้ว!จากนี้ไป... ข้าจะเป็ปรมาจารย์ของจริง!” เขาชูหมัดขึ้นฟ้า
เสี่ยวชีหันหลังจะไปแต่ยังหันมายิ้มปิดท้าย
“แล้วคราวหน้า...ถ้าจะสร้างควันะเิให้ดูขลังล่ะก็... อย่าลืมใส่ถ่านพอด้วยล่ะเดี๋ยวควันจะหมดตอนโชว์กลางเวที!”
เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังลั่น
ขณะที่เสี่ยวชีควบ“เสี่ยวฮวา” ออกจากวัด นางก็มองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงเบาๆ
“การเดินทางนี้...สนุกกว่าที่ข้าคิดนะ”
เสี่ยวฮวาส่งเสียง“ฮี้!” เหมือนเห็นด้วย
และเบื้องหน้า...ยังมีอีกหลายปริศนา รอให้ฮวาเสี่ยวชีผู้อยากรู้อยากเห็นไปค้นพบด้วยตัวเอง!