ตอนที่ 45 องค์หญิงไพลิน อัคนี ไฟกัลป์
สตรีที่พึ่งก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในชุดสีแดงสดกำลังก้าวลงมาจากบันไดอย่างสง่างาม เธอไม่มีพลังใดแผ่ออกมาจากร่าง เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง หากบรรยากาศรอบตัวเธอกลับให้ความรู้สึกอันสูงศักดิ์
ใบหน้าของเธอนั้นได้รับการแต่งเติมอย่างพอเหมาะ ขับความงามของเธอให้เด่นขึ้นมา สตรีผู้นี้อาจไม่ได้โดดเด่นจนน่าตกตะลึง หากให้ความรู้สึกรักใครน่าเอ็นดูขัดกับบรรยากาศอันสูงศักดิ์รอบตัวเธอ ใบหน้า รอยยิ้ม กิริยาท่าทางของเธอให้ความรู้สึกเข้าถึงง่าย ไม่ถือตัว ไม่เหมือนกับองค์หญิงผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์ผู้เป็นดั่งอนาคตของอาณาจักร
ผมสีแดงเพลิงและเนตรสีชมพูอ่อนของเธอเป็นสัญลักษณ์ของสายเลือดอัคนี ไฟกัลป์ ลักยิ้มเล็ก ๆ 2ข้างยิ่งขับให้เธอดูน่าเอ็นดู
นิทานประเมินจากใบหน้า เขาคาดว่าองค์หญิงผู้นี้อายุสมควรไม่ห่างจากเขามากนัก สมควรมากกว่าเขาเพียงไม่กี่ปี
องค์หญิงไพลินส่งยิ้มทักทายแขกทุกฝ่ายอย่างไม่ถือตัว หากปฏิกิริยาตอบสนองจากอีกสองฝักฝ่ายกลับมีเพียงท่าทางอันสุภาพเท่านั้น แม้แต่นิทานยังรู้สึกได้ว่าแขกส่วนใหญ่วางท่าทางเคารพเท่านั้น แต่กิริยาเล็กน้อยบนใบหน้าและร่างกายกลับแสดงถึงความดูถูก และพวกเขาไม่ซ่อนมันแม้แต่น้อย
หากจะพูดให้ถูกต้องยิ่งกว่า คนหลายคนในที่นี้ต่างแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัดเลยมากกว่า
เพียงทักทายส่ง ๆ ไป บางคนที่ดีหน่อยก็แลกเปลี่ยนบทสนทนาสองสามคำ หากบางคนเพียงพยักหน้าเล็กน้อยอย่างถือดียามเมื่อองค์หญิงก้าวผ่าน
การเมืองภายในมันเดือดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย นิทานเหงื่อตก
องค์หญิงกวาดสายตามองไปทั่วงานจนมาบรรจบกับผู้พันลาลันตาและนิล สองตาของเธอทอประกายสดใสราวกับหลานผู้หนึ่งที่ได้กลับบ้านมาเจอญาติผู้ใหญ่หลังจากตรากตรำทำงานหนัก
"ถวายความเคารพ องค์หญิงไพลิน อัคนี ไฟกัลป์" ผู้พันลาลันตาและนิลคุกเข่าลงไปอีกครั้งเมื่อองค์หญิงเดินมาถึงข้างกาย แม้ท่าทางจะนอบน้อม แต่ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มไม่เสื่อมคลาย
"ยืนขึ้นเถอะ" องค์หญิงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
นิทานที่คุกเข่าด้านข้างลอบชำเลืองมอง ยิ่งพอมาอยู่ใกล้ ๆ นิทานยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น องค์หญิงผู้นี้ไม่มีคุณลักษณะของราชวงศ์และผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่งเลย แม้การวางตัวและกิริยามารยาทจะไร้ที่ติ มีบรรยากาศอันสูงส่ง แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์มากกว่าราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักร
"องค์หญิง สบายดี?" นิลถามด้วยรอยยิ้ม
"สบายดีค่ะ เพียงแต่ยุ่ง ๆ กับหลาย ๆ เรื่อง เลยไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคุณตานิลบ่อยนัก" องค์หญิงไพลินตอบ ถอนหายใจบาง
"แต่ที่แน่ ๆ ตระกูลท่านขุนเอกพิษรับคำจะสนับสนุนเราแล้วค่ะ" องค์หญิงฉีกยิ้มชูสองนิ้ว ราวกับหลานสาวที่ต้องการคำชม
"โฮ่ โฮ่ ยอดเยี่ยมมากครับองค์หญิง การจะชักชวนยายแก่หัวดื้อนั่นไม่ง่ายเลยจริง ๆ"
“ทางข้าเองก็ไม่มีอะไรพิเศษ คนแก่ ๆ เช่นข้าวัน ๆ ไม่มีอะไรให้ทำมากนักหรอก” นิลหัวเราะร่วน
"แล้วฝั่งผู้พันลาลันตาเป็นยังไงบ้างคะ" องค์หญิงไพลินหันไปคุยกับผู้พันลาลันตาที่มีรอยยิ้มบาง
"เหนื่อยเลยล่ะค่ะ งานยุ่งวุ่นวายไปหมด ยิ่งใกล้ถึงวันเท่าไหร่คลื่นใต้น้ำก็ยิ่งทับกันมากขึ้นเรื่อย ๆ" ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า
“แถมพวกโจรก็เยอะขึ้นอีก ไม่ได้พักเท่าไหร่”
“ทางองค์หญิง กระหม่อมได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าท่านเข้าเมืองแทบทุกวัน ต้องระวังตัวมาก ๆ นะคะ หากไม่มีเหตุจำเป็นก็อย่าไปที่ที่คนพลุกพล่านเลยดีกว่า”
"ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงฉันก็ต้องแวะเข้าเมืองเพิ่มขึ้นอีก ครั้งก่อนยังสัญญากับคุณยายเอมิลี่ร้านขนมอยู่เลยว่าจะไปลองขนมตัวใหม่ ยังมีที่สัญญากับย่านหลากเผ่าพันธุ์ไว้ด้วยค่ะว่าจะไปปลูกต้นไม้บริเวณนั้นเพิ่มให้" องค์หญิงไพลินยิ้ม
“โฮ่ โฮ่ องค์หญิงยังคงขยันขันแข็งเช่นเดิมจริง ๆ กระหม่อมได้ยินแล้วก็อดนับถือใจไม่ได้” นิลหัวเราะ
นิทานที่เป็นบุคคลที่ 3ไม่ต้องการจะเข้าไปแทรกใด ๆ ยิ่งเป็นการพูดคุยระหว่างบุคคลระดับนี้ด้วยแล้ว แต่แน่นอนว่าเขาต้องตั้งใจฟัง จะอย่างไรนี่ก็เป็นการสนทนาของแวดวงชนชั้นสูงที่เขาเข้าร่วม
แต่ยิ่งนิทานฟังมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นเท่านั้น
องค์หญิงไพลินนั้นต่างกับภาพที่นิทานคิดไว้ขององค์หญิงโดยสิ้นเชิง
แม้องค์หญิงจะรักษากิริยามารยาทเป็นอย่างดีกับบุคคลสำคัญ แต่กับคนที่องค์หญิงสนิท เธอกลับปล่อยตัวอย่างสบายใจ
ไม่สิ ไม่ใช่ปล่อยตัวตามสบาย แค่เหมือนลอกหน้ากากแผ่นหนาออกไปแผ่นหนึ่ง นิทานคิด
เขาพลันเห็นภาพของตัวเองยามพยายามเข้าสังคมและยามที่เขาคุยกับหัวหน้าสิงค์และพี่ภู
คล้ายกันเลยแฮะ เพียงแต่เขาทำไปเพราะนิสัยของเขา เขาเน้นวางตัวให้คนรอบข้างสบายใจ แต่องค์หญิงกลับสร้างความรู้สึกสบายใจให้แก่คนรอบข้างมากกว่า
คล้ายกับลูกสาวของเพื่อนข้างบ้านที่ใครเห็นก็เอ็นดู นิทานสรุปภาพลักษณ์ขององค์หญิงไพลินในหัวตน
ระหว่างที่กำลังหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน องค์หญิงก็ทักนิทานขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
"ผู้พันลาลันตาพาใครมาด้วยคะเนี่ย หรือเป็นตัวแทนจากตระกูลใหญ่ตระกูลไหน" องค์หญิงมองนิทานหัวจรดเท้า
ภาพลักษณ์ของนิทานในเวลานี้ก็ชวนให้คิดเช่นนั้นจริง ๆ นิทานแต่งกายอย่างดูดีด้วยชุดสุภาพ สีหน้านิ่งเฉยแต่ประดับรอยยิ้มบางเบา กิริยามารยาทเรียบร้อย ชวนให้นึกถึงบุตรชายตระกูลใหญ่
"ไม่ใช่หรอกค่ะ เป็นหัวกะทิของหน่วยพิทักษ์เมือง ชื่อนิทานค่ะ" ผู้พันลาลันตาหัวเราะ
นิทานก้มลงคุกเข่า ทักทายองค์หญิงด้วยท่าทางที่เหมือนกับผู้พันโดยไม่ผิดเพี้ยน
องค์หญิงพยักหน้าน้อย ๆ มอบรอยยิ้มพลางบอกให้ลุกอย่างไม่ถือตัว ก่อนดวงตาจะแวววับเมื่อเห็นคีตาที่นั่งอยู่ด้านข้าง
"สัตว์คู่หูของคุณเหรอคะ น่ารักมากเลย" องค์หญิงดวงตาแวววับ สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าอยากเล่นด้วย แต่ยังคงรักษากริยา
"ชื่อคีตาครับ" นิทานเหมือนมีคนยื่นขนมให้ พลันหลุดออกจากสภาวะสวมหน้ากาก กลายเป็นยิ้มอย่างสดใส เขาชอบที่สุดเวลามีคนชมคีตาจากใจจริง เขายิ้มอย่างมีความสุขพลางเรียกคีตาขึ้นมาอุ้ม
“เป็นสัตว์คู่หูของผมครับ เห็นตัวใหญ่อย่างนี้แต่ขนนุ่มมากเลยนะครับ แล้วก็ไม่กัดด้วย องค์หญิงลองลูบดูสิครับ โอ้ คีตาชอบให้ลูบหัวกับท้องที่สุดนะครับ” นิทานอธิบายรัวเร็ว
องค์หญิงนั้นต่างจากฟาง หมิงหรือผู้พันลาลันตา ฟาง หมิงเพียงชมด้วยมารยาท ส่วนผู้พันลาลันตานั้นรักสัตว์ทุกชนิด แม้แต่ตอนพวกไพรชมคีตานิทานก็ลอบดีใจ แต่พวกเขาชมคีตาเพราะชื่อเสียงในเมืองศิลาลัยเสียมากกว่า
ดังนั้นพอนิทานเห็นสายตาเป็นประกายขององค์หญิงเขาจึงอดดีใจไม่ได้ จะอย่างไรคีตาก็เป็นหมาป่าสีดำตัวใหญ่ หลายคนจึงมักกลัวคีตามากกว่าชื่นชอบ
องค์หญิงผงะไปเล็กน้อยเมื่อเด็กหนุ่มสุขุมคมคายตรงหน้าตนพลันสลัดใบหน้านิ่งเปื้อนรอยยิ้มบางกลายเป็นเหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีคนชมยามตนสอบได้ที่หนึ่ง ฉีกยิ้มอย่างสดใส อธิบายเรื่องสัตว์คู่หูแสนรักของตนอย่างเบิกบาน
องค์หญิงอมยิ้มพลางเอื้อมมือไปลูบหัวคีตาอย่างแผ่วเบา ยิ้มนุ่มนวลอย่างมีความสุข
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะพูดอะไรต่อ หญิงชราที่ชื่อสาลิกาก็เดินมาทางพวกเขาอีกครั้ง ด้านข้างมีชายร่างสูง กล้ามเนื้อปริแน่น ใบหน้าประดับเครา ด้านหลังตามมาด้วยขบวนของคนหนุ่มสาวมากมายที่บ้างประดับตราของเช่นเดียวกับสาลิกา บ้างใส่เครื่องแบบคล้ายกับชายร่างสูง
องค์หญิงเห็นใบหน้าของทั้งสองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตีสีหน้ากลับไปเป็นยิ้มนุ่มนวลมากมารยาทเช่นเคย
"สวัสดีค่ะ ท่านหญิงสาลิกา วิรุปักษา ท่านอาบรรพต คชสาร" องค์หญิงค้อมตัวเล็กน้อย หากทั้งสองไม่เพียงทำความเคารพตอบ แม้แต่การทักทายก็ไม่มี เพียงยิ้มด้วยสายตาราวกับดูคนที่ต่ำชั้นกว่า
"ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับที่องค์หญิง 4 ผู้เป็นที่รัก มาร่วมงานแสดงความยินดีแก่องค์ชาย 2 เนื่องในโอกาสขึ้นเป็นอริยะด้วยวัยเพียง 45 ปี" หญิงชราที่ชื่อสาลิกายิ้มพร้อมก้มตัวเล็กน้อย
ถึงขนาดเดินมาแขวะองค์หญิงกันได้โต้ง ๆ อย่างงี้เลยเหรอ นิทานหางคิ้วกระตุก
"เสด็จพี่บรรลุได้ถึงระดับนักสลักไตรย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี ตัวเราย่อมมาร่วมแสดงความยินดีในฐานะของน้องสาวค่ะ" องค์หญิงตอบด้วยรอยยิ้ม
"สมแล้วที่เป็นองค์หญิงอันเป็นที่รัก ไม่ว่ากับเหล่าประชาชนหรือเครือญาติก็ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน" ชายร่างสูงที่ชื่อบรรพตพูด
“กระหม่อมไม่แปลกใจเลยที่เหล่าประชาชนจะรักองค์หญิง องค์หญิงที่ทุ่มเวลาให้พวกเขามากมายจนแทบไม่เหลือเวลาฝึกฝนตนเอง” บรรพตยิ้มเยาะ
"แน่นอนว่าองค์ชาย 1 และองค์ชาย 2 ย่อมไปเยือนองค์หญิงเพื่อกล่าวชื่นชมด้วยตัวเองยามที่องค์หญิงค้นพบคำแห่งพลังคำแรกของตน" ชายชราที่ชื่อบรรพตกล่าวอย่างยิ้มแย้มหากความนัยนั้นเสียดสี
นิทานที่ตอนนี้ถอยออกมาจากวงสนทนาอันดุเดือดเข้ามารวมกลุ่มกับผู้มีตราตระกูลทมิฬมัจฉาทางด้านหลังพลันฉงนขึ้นมา
คำแห่งพลังคำแรก? นิทานฉงน ในตอนแรกเขาไม่อาจจับสัมผัสพลังใด ๆ ขององค์หญิงได้ เขานั้นนึกว่าเป็นเพราะเป็นราชวงศ์ จึงมีสมบัติประเภทปกปิดเสียอีก
องค์หญิงยังไม่ค้นพบคำแห่งพลัง เป็นแรกเกิด 0คำ? นิทานคิด แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนอายุ 20กว่าจะยังไม่พบคำแห่งพลังแม้เพียงสักคำ แต่ด้วยฐานะของเธอและการมีพี่ชายอัจฉริยะให้เปรียบเทียบทำให้เธอดูด้อยลงไป
"เมื่อเราพบเสด็จพี่ทั้งสองเราย่อมกล่าวขอบคุณด้วยตนเองอย่างแน่นอนค่ะ เมื่อไหร่ที่เราบรรลุอริยะเราย่อมไปเยี่ยมชมตระกูลวิรุปักษาและตระกูลคชสารเพื่อพูดคุยเรื่องการปกครองอาณาจักรในอนาคตแน่นอน" องค์หญิงไพลินพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หากกลับไร้ซึ่งความอ่อนแอใด ๆ
รอยยิ้มนุ่มนวลและนัยน์ตาอันแข็งแกร่งขององค์หญิงไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆ เพียงจ้องมองกลับไปตรง ๆ บอกกับอีกฝ่ายว่าผู้ชนะย่อมเป็นตน
"น่าเสียดายที่เวลานั้นคงยังอีกห่างไกลนัก ประชาชนคงไม่พอใจหากหนึ่งในผู้สืบทอดผู้ประคองบัลลังก์จะเป็นเพียงแรกเกิด" สาลิกาพูดอย่างยิ้มแย้ม
"การเลือกตั้งจะจัดขึ้นในอีก 3ปี อนาคตเป็นเรื่องยากจะระบุค่ะ" องค์หญิงไพลินกล่าว
นิทานลอบพยักหน้าในใจ ความกดดันที่องค์หญิงต้องแบกรับนั้นหนักหนา หากกลับไม่ปรากฏความอ่อนแอใด ๆ เพียงยึดมั่นในตนและก้าวเดินต่อไป ความยอมรับเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นในใจ
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นิทานไม่มี เขานั้นยอมก้มหัวได้อย่างง่ายดายหากนั่นหมายความว่าเขาจะถอนตัวจากปัญหาได้
"บรรพต แล้วตระกูลคชสารเป็นอย่างไรบ้าง ยังคงมีแต่ชนรุ่นหลังไร้ประโยชน์เหมือนเมื่อ 5ปีก่อนหรือเปล่า" ตานิลที่ยืนอยู่ด้านหลังขององค์หญิงไพลินพลันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"เหอะ วิธีการอบรมชนรุ่นหลังย่อมเป็นความลับของตระกูล ไม่ใช่กงการอันใดของเจ้า" บรรพตพ่นลมออกจากจมูก
ยิ่งสองฝั่งโต้เถียงกันมากขึ้นเท่าไร คนรอบนอกต่างก็หันมาลอบมองดูมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้พวกเขาจะเป็นจุดสนใจหลักอยู่แล้วก็ตาม 3ตัวแทนจากมหาตระกูลและองค์หญิง ทุกความสนใจย่อมจับจ้องมาที่พวกเขา
"งั้นรึ แสดงว่ายังคงมีแต่พวกไม่เอาอ่าวสินะ หากความจำข้าไม่ผิดพลาด ปีนี้ชนรุ่นหลังที่มีพรสวรรค์สูงสุดของตระกูลคชสารสมควรอายุครบ 40ปีแล้ว หากยังมีคำแห่งพลังเพียง 3คำใช่มั้ย แถมยังมีแค่คนเดียวอีก" ตานิลพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตากลับแสดงถึงรอยยิ้มเยาะเย้ยอย่างไม่มีปิดบัง
อินจันทร์หมายถึงตระกูลคชสารเองเหรอ? นิทานพลันนึกถึงบทสนทนาระหว่างอินจันทร์กับเขา
ระดับ 3คำที่เขาเคยเจอมานั้นถือว่าค่อนข้างเยอะ หลาย ๆ คนก็ทำพิธีสลักคำยามที่มีคำถึง 3คำ แต่นั่นก็เพราะเขานั้นขลุกอยู่ในแวดวงนั้นเอง นักผจญภัยระดับมรกตที่เขาเจอผ่านการคัดสรรจากอินจันทร์โดยเฉพาะ ในหน่วยพิทักษ์เมืองก็เป็นการรวบรวมหัวกะทิจากทั่วอาณาจักร ในสังคมปกติ ระดับ 3คำย่อมไม่มากมายเช่นนั้น
แม้ระดับ 3คำจะหายาก แต่ในสายตาของนิทาน ทายาทของมหาตระกูลกลับเป็นเพียงระดับ 3คำ ออกจะดูอ่อนด้อยเกินไปหน่อยจริง ๆ
มหาตระกูลกลับมีแต่ชนรุ่นหลังที่พอผ่านเป็นนักผจญภัยระดับมรกตแค่คนเดียว?
ไม่แปลกเลยที่จะถูกหยิบยกเอาเรื่องนี้มาพูดข่ม นิทานคิด
"โอ้ พรสวรรค์ไม่ธรรมดาจริง ๆ สามารถทำพิธีสลักคำด้วยคำได้ถึง 3คำ คุณบรรพตได้เตรียมสมบัติสำหรับพิธีสลักคำครั้งที่ 2 3 4 ไว้พร้อมรึยังคะ" ผู้พันลาลันตากล่าวแดกดัน
ผู้เรียนรู้ระดับ 3คำนั้นมีพรสวรรค์จริงเพราะอาจขึ้นเป็นอริยะได้ในอนาคต แต่ในสายตาเธอผู้ออกรบมามากมายแล้ว ผู้เรียนรู้ 3คำนั้นดาษดื่นทั่วไปยิ่ง หากผู้เรียนรู้ 3คำคนนั้นขึ้นเป็นนักสลักเอกได้ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีผู้เรียนรู้ 3คำมากมายเท่าใดที่ไม่อาจแม้แต่จะขึ้นเป็นนักสลักเอก
"เหอะ ยังเป็นพวกจุ้นจ้านเหมือนเคย หน่วยพิทักษ์เมืองของเจ้าเป็นยังไงบ้างล่ะลาลันตา ยังเต็มไปด้วยพวกคนแก่ที่ไม่อาจก้าวหน้ากับคนหนุ่มสาวที่ท่าดีทีเหลวอยู่มั้ย" สาลิกาออกปากพูด
นิทานพลันคิดไปถึงสถานการณ์ของสมาชิกหน่วยพิทักษ์เมือง หัวหน้าหน่วยล้วนเป็นนักสลักที่มีคำแห่งพลัง 1-2 คำเท่านั้นจริง แถมจำนวนก็ไม่มาก แม้จำนวนผู้เรียนรู้ระดับ 3คำจะสูง แต่ด้วยอายุของแต่ละคนที่เข้า 50-60กันแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขานั้นชะงักกับการเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้ ไม่อาจขึ้นเป็นนักสลักเอกได้ง่าย ๆ
กำแพงของการขึ้นเป็นนักสลักเอกที่เรียกว่าการเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้นั้นเป็นปราการสูงใหญ่ด่านแรกที่ขัดขวางคนหนุ่มสาวผู้มีอนาคตไม่ให้ก้าวต่อไป
"ไม่จำเป็นต้องห่วงไป หน่วยพิทักษ์เมืองยังเต็มไปด้วยอัจฉริยะมากมาย เพียงพริบตาก็มีนักสลักรุ่นใหม่เกิดขึ้นเต็มไปหมด" ผู้พันลาลันตายิ้ม
"อัจฉริยะงั้นเหรอ งั้นดีเลย เพื่อนข้าในกลุ่มการค้าเชียนเป่าแนะนำชนรุ่นหลังฝีมือดีให้ข้าพอดี" บรรพตหัวเราะ
ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากฝูงชนด้านหลัง อายุสมควรอยู่ในวัย 30กลาง ๆ ใกล้เคียงกับนภา หากพลังที่แผ่ออกมากลับไม่ด้อยไปกว่าหัวหน้าเมย์เลย
"เชียนเป่า เยว่ ทำความเคารพองค์หญิงไพลิน อริยะตะวันจำแลง และ อริยะห้วงลึก" เชียนเป่า เยว่ก้มลงคุกเข่า
"เชียนเป่า เยว่นั้นรู้สึกได้ถึงทางตันเมื่อค้นพบคำแห่งพลังคำที่ 3 ตอนอายุ 34 จึงตัดสินใจทำพิธีสลักคำ ปัจจุบันเป็นนักสลักเอกด้วยวัยเพียง 37 แม้จะถึงทางตันในด้านการค้นพบคำแล้ว แต่การขึ้นเป็นอริยะนั้นมีสิทธิ์สูงมากทีเดียว" บรรพตพูดด้วยสีหน้าอย่างผู้มีชัย
"แม้อัจฉริยภาพจะยังห่างไกลองค์ชาย 1 และ 2 แต่ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นในรุ่นราวคราวเดียวกัน" สาลิกายิ้มพลางมองไปที่องค์หญิงไพลิน
"หากเจ้าต้องการ ข้าสามารถย้ายเชียนเป่า เยว่ให้เข้าไปอยู่ในสังกัดหน่วยพิทักษ์เมืองได้ ข้ามั่นใจว่าเชียนเป่า เยว่สามารถช่วยอุดช่องโหว่มากมายในหน่วยพิทักษ์เมืองได้ ถึงแม้หน่วยพิทักษ์เมืองอาจจะเล็กไปสำหรับเชียนเป่า เยว่ก็ตาม" บรรพตแดกดัน
องค์หญิงไพลินแม้สีหน้าเรียบเฉย แต่นิทานกลับสังเกตเห็นมือสองข้างที่กำแน่น
นางเป็นตัวแทนของฝักฝ่ายนี้ แต่กลับไม่อาจพูดอะไรได้เลย เรื่องของพรสวรรค์เป็นเรื่องที่นางไม่อาจออกปากพูดจริง ๆ ได้แต่ให้คนอื่นพูดแทน
นางไร้พลัง!
"ขอบคุณสำหรับความหวังดีมากค่ะ แต่บุคคลระดับนี้ หน่วยพิทักษ์เมืองของเราไม่ขาดแคลน" ผู้พันลาลันตายิ้ม
สาลิกาเลิกคิ้วเล็กน้อย แน่นอนว่าเธอไม่คิดว่าลาลันตาจะตอบรับอยู่แล้ว เธอเพียงพาเชียนเป่า เยว่มาแดกดันอีกฝั่งเท่านั้น แต่การตอบรับของสตรีตรงหน้าเธอกลับแปลกยิ่ง จากที่เธอสืบมา สมควรไม่มีผู้ใดในหน่วยพิทักษ์เมืองที่เทียบเคียงเชียนเป่า เยว่ได้ เขาเป็นถึงนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 3คำ
แล้วทำไมเธอถึงท่าทางมั่นใจขนาดนั้น?
"โอ้ ข้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าหน่วยพิทักษ์เมืองจะมีชนรุ่นหลังที่ยอดเยี่ยมเช่นเชียนเป่า เยว่ด้วย" บรรพตพูดด้วยรอยยิ้ม พลันหันมามองที่นิทานท่ามกลางฝูงชน สายตาแกร่งจดจ้องไปที่ร่างของนิทาน
นิทานที่สัมผัสได้ถึงรังสีอันแข็งแกร่งจากบรรพตทำเอาเขาขนลุกชูชัน พลังอันแข็งแกร่งกดทับลงใส่ร่างของนิทานอย่างรุนแรง
เขาเหงื่อซึมกาย หากฝืนยืนหยัดต้านรับแรงกดดันระลอกแรกด้วยรอยยิ้ม ห้วงจิตที่สั่นไหวได้รับการสนับสนุนด้านพลังจิตจากคีตา
นี่เป็นพลังระดับเดียวกันกับที่บุกเข้าจู่โจมเมืองศิลาลัยเมื่อครั้งนั้น พลังกดดันระดับอริยะ!
เพียงไม่นานรังสีพลังก็จางหายไปเมื่อสองตาของนิลเรืองแสงเบาบาง
“โฮ่ สมแล้วที่ลาลันตาพามาด้วย เป็นเพียงผู้เรียนรู้กลับสามารถรับแรงกดดันทางจิตของข้าได้” บรรพตเลิกคิ้ว
"ข้าบังเอิญไปได้ยินที่พวกเจ้าคุยกันก่อนหน้า ไอ้หนูนี่คืออัจฉริยะของหน่วยพิทักษ์เมืองใช่มั้ย" บรรพตพูดพลางมองที่นิทาน มือแกร่งกวักเล็กน้อย ร่างของนิทานก็พลันมาปรากฏข้างกายผู้พันลาลันตาอย่างไร้ทางขัดขืน
"ดูจากรัศมีพลังสมควรอายุไม่ถึง 25 แต่พลังอยู่ในระดับผู้เรียนรู้ ทำพิธีสลักคำตั้งแต่ยังเด็กรึ หึ ไร้อนาคต" สาลิกาพูดขึ้นขณะส่งพลังกวาดเข้าใส่นิทาน
“พวกเจ้าเตรียมสมบัติเพื่อพิธีสลักคำครั้งต่อไปให้เจ้าหนูนี่รึยังล่ะ ดูจากท่าทางแล้ว ถึงทำพิธีสลักคำครั้งที่สองสำเร็จก็คงติดขัดอยู่แค่นักสลักเอกเท่านั้นล่ะ” สาลิกาหัวเราะ มองดูนิทานหัวจรดเท้า
นิทานไม่ตอบคำ เพียงยืนนิ่งเฉย คุกเข่าทักทายผู้ทรงพลังทั้งสองดั่งที่ผู้เยาว์ควรทำ
“นิทานแสดงความเคารพ อริยะเคลื่อนภูผา อริยะหัตถ์ขนนก” นิทานเพียงทักทายด้วยความเคารพ หากสีหน้าไม่ปรากฏความเกรงกลัวใด ๆ
ทั้งสองส่งพลังกดดันโถมเข้าใส่นิทานอีกครั้ง หวังให้นิทานแสดงท่าทางอันน่าอับอาย หากม่านพลังอีกสายหนึ่งกลับซัดกวาดเข้าตรงหน้าของนิทาน ขวางม่านพลังทั้งสองไว้ แม้สีหน้านิ่งเฉย แต่นิทานรู้ว่าผู้ออกตัวช่วยไว้คือนิล
"คิดจะลงมือกับผู้เยาว์รึไง บรรพต" ผู้พันลาลันตาขมวดคิ้ว
"เหอะ ข้าแค่ทดสอบระดับพลัง อย่ามาป้ายสีข้าเช่นนั้น" บรรพตหัวเราะ
"งั้นให้ผู้เยาว์ทดสอบกันเองเหมาะสมที่สุด" สาลิกาที่เหมือนรออยู่แล้วรีบพูดขัดออกมา
องค์หญิงไพลินพลันขมวดคิ้ว
"เดียวข้าจะผนึกพลังให้เชียนเป่า เยว่สามารถใช้คำแห่งพลังได้แค่ในระดับผู้เรียนรู้ ว่ายังไงอยากทดสอบหน่อยมั้ยล่ะ" บรรพตพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ
อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้นเล็กน้อย พลังกดดันจากตัวผู้พันลาลันตาเริ่มแผ่กระจาย นิทานสัมผัสได้ว่าผู้พันลาลันตาเริ่มมีน้ำโหแล้ว
"อะไร ข้าเพียงเสนอการประลองกระชับมิตรระหว่างตระกูลคชสารกับหน่วยพิทักษ์เมืองเท่านั้น หรือเจ้าจะบอกว่าผู้ติดตามขององค์หญิง 4 นั้นขลาดเขลาปานนั้น? ไหนเจ้าชมนักชมหนาว่าเป็นอัจฉริยะ" บรรพตเริ่มกล่าวยั่วเย้า ใบหน้ายิ้มยียวน
นิลสีหน้าเรียบเฉยมือหนึ่งยกขึ้นห้ามผู้พันลาลันตาพลางหันมามองหน้านิทาน ลอบส่งกระแสจิตให้ในทางลับ
เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้ามาถลำลึกถึงขั้นนี้ เพียงปฏิเสธไปก็พอ พวกข้ารับหน้าเอง
นิทานไม่ได้ส่งเสียงใดตอบกลับไป เพียงขบคิดเงียบ ๆ
องค์หญิงไพลินหันมามองที่นิทาน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล แต่นิทานกลับสัมผัสได้ว่าองค์หญิงเพียงต้องการให้เขาปฏิเสธ ไม่ได้มีความกังวลเรื่องหน้าตาของเธอแม้แต่น้อย
หากเขาปฏิเสธก็เท่ากับการยอมรับเรื่องฝักฝ่ายขององค์หญิงด้อยกว่า แต่องค์หญิงกลับไม่สนใจ เพียงไม่ต้องการให้เขาซึ่งเป็นคนนอกต้องเข้ามาพัวพันจนมากเกินไป
นิทานลอบขอบคุณองค์หญิงในใจ หากเธอออกหน้าสั่งให้เขาประลองตอนนี้ เขาคงได้แต่ยอมรับ
ผู้พันลาลันตาไม่โต้ตอบบรรพตหรือยั่วยุใด ๆ กลับไป เพียงมองเขานิ่ง ๆ ราวกับให้เขาสามารถตัดสินใจเองได้เลย