หลังจากที่มีความคิดว่าจะทำบ่อปลา หลี่อันหรานก็มุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังเรื่องนี้ ท่าทีที่นางจดจ่อกับการทำสิ่งต่างๆ นั้นดึงดูดความสนใจของเจียงเฉิงได้อย่างง่ายดาย
ตัวนางที่ทำสิ่งต่างๆ อย่างจริงจังมีแรงดึงดูดที่อธิบายไม่ถูก นอกจากนี้ ทุกครั้งที่นางจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด กลับมีแรงดึงดูดบางอย่างออกมา นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นจากสตรีคนอื่น
เขาต้องตกตะลึงกับความคิดอันเลิศล้ำของนางอยู่หลายครั้งหลายครา ไม่รู้ว่าในหัวนางมีอะไรอยู่กันแน่ หลังจากที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน นับวันเจียงเฉิงก็ได้ค้นพบว่านางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเองมาก
เทียบกับสตรีที่เอาแต่คิดเรื่องแต่งงานมีลูกสาวแล้ว มันเป็นเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์
ในวันนี้ หลี่อันหรานนั่งอยู่ข้างบ่อน้ำภายในลานบ้าน ขณะที่นางกำลังยุ่งกับการทำน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดนี้เอง เจียงเฉิงที่เดินออกมาจากในบ้านต้องผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพที่นางก้มตัวเช็ดเหงื่อ
นางบอกว่าวันนี้จะนำของพวกนั้นไปส่งให้ภัตตาคารในตัวเมืองอีก เขาเคยลองชิมเครื่องปรุงรสที่นางทำออกมา ต้องยอมรับว่ารสชาติของมันจัดจ้านมาก และเขาเองก็ชอบมากเช่นกัน
เขาเคยคิดด้วยซ้ำว่าวันใดที่ต้องไปจากที่นี่ หากพกติดตัวไปด้วยได้ก็คงดีไม่น้อย
ระหว่างที่กำลังคิด อยู่ๆ หลี่อันหรานก็ตะโกนมาทางเขา “มัวยืนทำอะไรอยู่ มาช่วยข้าหน่อย”
เจียงเฉิงกลับมามีสติทันที เขารีบปรี่เข้าไปช่วยนางขนโถเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกลงในตะกร้าสานและสะพายขึ้นบ่า รูปร่างที่เดิมทีก็ผอมบางอยู่แล้วของนางถูกกดจนดูตัวเล็กลงอีกหลายส่วน
เขาปวดใจเล็กน้อย “เหตุใดวันนี้จึงขนไปเยอะนัก?”
ขณะที่หันกลับมามองเขา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้ขายดีจึงสั่งเยอะขึ้น นี่เป็นข่าวดีสำหรับข้า ได้เงินมาไม่น้อยเลยทีเดียว”
นางเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากด้วยรอยยิ้ม จากนั้นใช้เชือกผูกตะกร้าเข้ากับตัวเองไปด้วย กำชับเขาไปด้วยว่า “กว่าข้าจะกลับมาก็คงช่วงบ่าย เข้าไปในตัวเมืองแล้วต้องซื้อของเพิ่มด้วย รบกวนช่วยดูแลน้องชายน้องสาวของข้าให้ที”
“เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะดูแลพวกเขาให้เอง” แต่แล้วเขาต้องรีบตามไปช่วยประคองตะกร้าสานเมื่อเห็นนางเดินตัวสั่น “ข้าเข้าไปในตัวเมืองกับเจ้าด้วยดีกว่า จะได้ช่วยแบกของพวกนี้”
ครั้นได้ยินดังนั้น นางหันขวับกลับมาทันที “ไม่เป็นไร ข้าทำเองได้ อีกอย่างทางก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น”
แม้จะบอกว่าไม่ไกล แต่การต้องแบกของเยอะขนาดนี้เดินเท้าไปจนถึงตัวเมืองก็ไม่ใช่งานง่ายๆ เลย เดิมทีรูปร่างนางก็ผอมบางอ่อนแอ ที่ผ่านมาแบกครั้งละสามถึงห้าโถยังต้องกัดฟันฝืน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวันนี้ที่แบกเยอะกว่าเดิมมาก
เจียงเฉิงไม่ค่อยวางใจนัก หลี่อันหรานเห็นเขาเป็นห่วงก็ยิ้มให้อีกครั้ง แผลเป็นบนใบหน้ายืดออกตามรอยยิ้มของนาง แต่เขาไม่รู้สึกว่ามันอัปลักษณ์แม้แต่น้อย
“ข้าจะกลับมาตอนบ่าย! วางใจเถิด” นางพูดจบแล้วเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองทันที
เจียงเฉิงขมวดคิ้วมองแผ่นหลังอันผอมบางของนาง หากมีเกวียนหรือม้าสักตัวก็น่าจะช่วยนางได้ไม่น้อย นางจะได้ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ทุกครั้งที่นำของไปส่ง
แต่ในใจเขารู้ดีว่าเพื่อความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวแล้ว นางมีแต่ต้องลำบากแบบนี้เท่านั้น
หลังจากที่นำเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกไปส่งที่ภัตตาคาร เถ้าแก่หวางทำการสั่งเพิ่มอีกอย่างละสิบโถ และยังต้องการด่วนมาก
หลี่อันหรานลังเลเล็กน้อย นางไม่ได้รังเกียจที่กิจการของตัวเองไปได้ด้วยดี แต่จะให้ทำออกมาเยอะขนาดนี้ภายในเวลาสิบวันนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก “ช่วงนี้ขายดีขนาดนั้นเชียวหรือ? เหตุใดอยู่ๆ จึงสั่งเพิ่มมากนัก?”
ก่อนหน้านี้นางตกลงกับเถ้าแก่หวางไว้ว่าจะนำเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกจำนวนหนึ่งมาส่งให้ทุกๆ ครึ่งเดือน ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถตอบรับต่อความต้องการของภัตตาคารได้ นางตั้งใจไว้ว่าจะค่อยๆ เก็บเงินด้วยวิธีนี้ รอให้มีเงินทุนจำนวนหนึ่งค่อยขยายกิจการ นึกไม่ถึงว่าอยู่ๆ เถ้าแก่หวางจะสั่งเพิ่มเยอะขนาดนี้
“กำลังจะมีคนใหญ่คนโตมาวัดเทียนหยวนที่อยู่ใกล้ๆ นี้ น้อยมากที่พื้นที่ห่างไกลของเราจะมีโอกาสแบบนี้ ถึงเวลาต้องมีคนมาเยอะมากแน่นอน เป็นธรรมดาที่ต้องเตรียมไว้เยอะหน่อย อย่าบอกนะว่าเจ้าทำไม่ได้!”
หลี่อันหรานมีท่าทีตกใจ นางจำได้ว่ามีวัดที่ชื่อเทียนหยวนอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล ได้ยินว่าภายในวัดมีเทพเจ้าองค์ใหญ่มากประดิษฐานอยู่ แต่เนื่องจากตัววัดตั้งอยู่ในป่าลึก พวกคนใหญ่คนโตจากเมืองใหญ่น้อยครั้งที่จะมาสักการะบูชา ส่งผลให้ตัววัดไม่ค่อยเจริญเฟื่องฟูนัก
หลี่อันหรานเห็นพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ขนาดนี้ก็เกิดความสงสัย เพราะนี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจอย่างหนึ่งเช่นกัน นางถามเถ้าแก่หวางว่า “คนใหญ่คนโตท่านใดจะมาที่นี่หรือ?”
เถ้าแก่หวางยังไม่ทันตอบ พนักงานที่อยู่ด้านข้างก็ชิงพูดอย่างมีเลศนัยก่อนว่า “ได้ยินว่าเป็นขุนนางใหญ่จากเมืองหลวง เหมือนว่าจะเดินทางกลับเมืองหลวงแต่ผ่านที่นี่พอดีจึงอยากขึ้นเขาไปสักการะ”
“ขุนนางใหญ่จากเมืองหลวง? ตำแหน่งใหญ่เท่าใดกัน?” นางรีบถามต่อ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ไม่แน่ว่านี่จะเป็นโอกาสหาเงิน
พนักงานอ้าปากกำลังจะตอบแต่ถูกเถ้าแก่หวางผลักไปด้านข้างเสียก่อน “หลบไปเลย ไม่ทำงานแล้วหรือ? ไม่รับลูกค้าแล้วหรืออย่างไร?”
พนักงานคนนั้นเบะปากแล้วยอมเดินจากไปในที่สุด หลี่อันหรานจึงหันไปถามเถ้าแก่หวางอีกครั้ง “คนใหญ่คนโตท่านใดหรือ ต้องจัดใหญ่โตขนาดนั้นเชียว?”
“ได้ยินว่าเป็นขุนนางใหญ่จากเมืองหลวง พวกข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นผู้ใด อีกฝ่ายไม่ยินดีบอกข้อมูลกับพวกข้า เอาเป็นว่าเวลานั้นจะมีคนมาทานอาหารที่นี่เยอะมากก็พอ เจ้าเตรียมน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดให้มากหน่อย นี่ถือเป็นโอกาสที่เจ้าจะได้ร่ำรวยเช่นกัน”
เถ้าแก่หวางพูดจบแล้วไม่คิดจะบอกอะไรนางมากกว่านี้ เขาหันไปทำงานของตัวเองต่อ แต่ยังไม่ลืมที่จะกำชับนางก่อนไปว่า “อย่าลืมน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดอย่างละสิบโถ! นำมาส่งให้ตรงเวลาด้วย”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วทันที ทว่าในใจรู้สึกมีความสุข อย่างน้อยการเหนื่อยขึ้นก็ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ น้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของนางจะได้เป็นที่รู้จักเช่นกัน
เมื่อออกจากภัตตาคาร นางไปซื้อวัตถุดิบจำนวนหนึ่ง แต่กว่าจะซื้อได้ครึ่งหนึ่งก็เลยเวลาเที่ยงมาแล้ว มีเสียงโครกครากดังมาจากท้อง หลี่อันหรานก้มหน้าลูบท้องตัวเองแล้วมองไปรอบๆ เพื่อหาอะไรกิน
นางเห็นแผงขายบะหมี่ร้านหนึ่งจึงเดินไปนั่งทันที ทำการสั่งบะหมี่หนึ่งชามและวางของลงบนโต๊ะนั่งรอเงียบๆ
นางรอไปด้วย มองดูสภาพแวดล้อมแถวนี้ไปด้วย ถึงแม้เมืองแห่งนี้จะไม่ได้ใหญ่ แต่หากเทียบกับหมู่บ้านภูเขาของนางแล้วถือว่าไม่เลว เจริญรุ่งเรืองกว่ามาก
หากวันใดได้มาเปิดร้านของตัวเองที่นี่ก็คงดี! ท่านแม่กับน้องชายน้องสาวจะได้ไม่ต้องอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลแบบนั้นอีก ถึงเวลานั้น การเดินทางไปเรียนที่สำนักศึกษาของน้องชายจะได้สะดวกขึ้นมากเช่นกัน
นางก้มหน้านับนิ้วคิดคำนวณเมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ดูจากความเร็วในการหาเงินตอนนี้ ต้องอีกนานเพียงใดกันนะจึงจะทำแบบนั้นได้ แม้การคำนวณจะไม่ได้ละเอียดพอแต่ก็พอจะคำนวณได้คร่าวๆ นางต้องใช้เวลาสิบปีจึงจะมาเปิดร้านที่มีขนาดไม่ใหญ่ในตัวเมืองได้
สิบปีเชียวนะ!
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมื่อนึกถึงตรงนี้ ตอนนั้นหลี่อันหลินก็คงเข้าร่วมการสอบเข้ารับราชการได้แล้ว ช่วงเวลาสิบปียาวนานเกินไป ขนาดแค่จะย้ายออกจากหมู่บ้านยังต้องใช้เวลาขนาดนี้ เช่นนั้นหากจะทำให้เป็นจริงต้องใช้เวลาอีกเท่าไร?