“ทั้งหมดสองร้อยสิบสองก้วนกับอีกสามร้อยห้าสิบเหวินเจ้าค่ะ” พนักงานดีดลูกคิดเสร็จจึงแจ้งราคา
“เถ้าแก่เนี้ยร้านท่านรับซื้อแบบเครื่องประดับหรือไม่”
“แบบเครื่องประดับ?” สีหน้าฉงนกับคำถาม ไม่เคยมีผู้ใดถามนางเช่นนี้มาก่อน
“ใช่ขอรับ” จ้าวลู่ชิงดึงแผ่นกระดาษออกมาจากหน้าอกจำนวนสองแผ่น จากนั้นก็คลี่แผ่นกระดาษออกให้เห็นแบบปิ่นปักผมที่นางออกแบบยามว่าง
นางตั้งใจตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วว่าจะนำแบบมาขายแล้วซื้อปิ่นปักผมใหม่ให้ท่านย่ากับท่านแม่ นางเห็นพวกท่านทั้งสองปักปิ่นเงินสลับกับปิ่นไม้ที่ท่านปู่ทำขึ้นให้แล้วหดหู่ใจ มารดาของนางเกิดมาเคยแต่งกายเรียบง่ายไร้เครื่องประดับเสียเมื่อไหร่ แต่ก่อนวันที่ท่านแต่งกายเรียบง่ายที่สุดบนข้อมือยังมีกำไลหยก ศีรษะปักปิ่นทองอันเล็ก
เถ้าแก่เนี้ยมองดูแบบที่ถูกวาดขึ้นตาเป็นประกาย ยกมือขึ้นเพื่อต้องการลูบไล้ แต่ขณะที่กำลังจะลูบไล้แบบก็ถูกจ้าวฮูหยินตีมือเสียก่อน
“ท่านอย่าได้จับภาพวาดของผู้อื่น” ดึงภาพวาดมากอดเอาไว้ นี่มันเป็นภาพปิ่นงดงามที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา เพียงภาพวาดยังงดงามหากทำของจริงขึ้นมานางไม่อยากจะคิดเลยว่าผู้คนต่างต้องแย่งกันซื้อ
“ท่านแม่” แกะมือมารดาที่กอดแผ่นกระดาษแน่น นางกลัวว่ามันจะยับจนขายไม่ออก
“เพียงสองร้อยสิบสองก้วนกับอีกแค่ไม่กี่เหวิน พวกเราจ่ายเงินไปเถิด ไม่ต้องขายภาพพวกนี้หรอก” แบบที่วาดออกมาหากนำวัสดุชั้นเลิศมาทำ ปิ่นอันนี้อาจมีมูลค่าเป็นพันก้วน ทำปิ่นขึ้นมาขายสักสองสามอันก็ร่ำรวยแล้ว
“ใช่ ย่าก็คิดเหมือนแม่เจ้า จ่ายเงินไปเถิด มิต้องขายแบบ” พยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสะใภ้
“ฮูหยินอย่าได้ใจร้อน พวกเราสามารถเจรจากันได้” เถ้าแก่เนี้ยยื่นมือมาเกาะกุมแขนจ้าวฮูหยิน
“ปล่อยข้า” สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม ใบหน้าเชิดตั้งอย่างเหนือกว่า
จ้าวลู่ชิงก้มลงไปกระซิบข้างหูมารดาสักพัก จากนั้นท่านก็ยอมปล่อยมือจากแผ่นกระดาษ แล้วหันไปกระซิบข้างหูแม่สามี
“เถ้าแก่เนี้ย ท่านต้องการรับซื้อแบบที่ข้าวาดหรือไม่” ไม่ยอมกางแบบออก จนกว่าจะได้คำตอบที่พึงพอใจ
“ซื้อสิ เชิญคุณชายและทุกท่านเข้ามาในห้องเพื่อพูดคุยกันก่อน”
“พวกเจ้าไปเถิด แม่จะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง” ผลักบุตรสาวกับสาวใช้ข้างกายตามเถ้าแก่เนี้ยไป ส่วนนางกับแม่สามีก็เลือกของตามที่ชอบ
“ข้าขอดูกำไลข้อมืออันนั้นหน่อย อันนี้ด้วย แล้วก็อันนี้” จ้าวฮูหยินชี้นิ้วไปยังกำไลข้อมือที่ทำจากหยก
“ท่านแม่คิดว่าชิงเอ๋อร์จะชอบไหมเจ้าคะ” หยิบกำไลหยกขึ้นมาส่อง
“ชอบสิ”
“ท่านแม่ก็ควรเลือกผ้าคาดศีรษะบ้างนะเจ้าคะ”
“เจ้าก็เลือกต่างหูบ้างเถิด”
แม่สามีกับลูกสะใภ้ต่างเลือกของกันอย่างเมามันจนพนักงานในร้านเก็บใส่กล่องให้แทบไม่ทัน
หลังจากเลือกจนเหนื่อยทั้งสองก็นั่งจิบชารอบุตรสาวอย่างสบายใจ พนักงานในร้านรีบดีดลูกคิดแล้ววิ่งไปบอกเถ้าแก่เนี้ย
รอสักพักจ้าวลู่ชิงก็เดินออกมาจากห้องรับรอง “ท่านย่า ท่านแม่ ไปกันเถิด”
“แล้วของพวกนี้ล่ะ” จ้าวฮูหยินมองตามกล่องเครื่องประดับ
“คนของร้านจะนำไปส่งให้ที่ภัตตาคารหย่งเล่อ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้พนักงานจดรายการสินค้าที่พวกเราซื้อ จะได้รู้ว่าสินค้าไปส่งครบหรือไม่” จ้าวฮูหยินรอบคอบอยู่เสมอ หากขาดไปชิ้นเดียวนางไม่ยอมเด็ดขาด
“พวกเจ้าช่วยจดรายการเครื่องประดับที่ข้าเลือกให้ด้วย”
“ท่านแม่จะรอเอาใบรายการเครื่องประดับใช่ไหมเจ้าคะ” กระซิบถามารดา
“ใช่ พวกเราต้องมีใบรายการสินค้า จะได้ตรวจสอบของถูกต้อง”
จ้าวลู่ชิงเดินไปกระซิบข้างหูสาวใช้ข้างกาย นางสั่งให้ทั้งสองอยู่คอยช่วยเหลือท่านย่ากับท่านแม่ ส่วนนางจะเดินหาร้านหนังสือเพื่อค้นหาตำราเกี่ยวกับสมุนไพรหายากในปฐพี
“ท่านแม่ ท่านย่า ข้าอยากไปซื้อตำราบางอย่าง ข้ากำชับให้ทั้งสองคอยอยู่รับใช้ข้างกายพวกท่าน เชิญพวกท่านเลือกซื้อของได้ตามสบาย พอเที่ยงข้าจะกลับไปทานมื้อกลางวันที่หย่งเล่อ”
“เจ้าไปเถิด ระวังตัวด้วย อย่าเถลไถลล่ะ”
จ้าวลู่ชิงรีบมุ่งตรงไปยังร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอชิงเหอหลังจากนางถามเถ้าแก่เนี้ยร้านเครื่องประดับ
ซูเซียงกับซูเจินพาผู้อาวุโสทั้งสองไปยังร้านขายผ้าหลังจากได้รับใบรายการเครื่องประดับที่ทำการซื้อ
“ชิงเอ๋อร์ ขายแบบปิ่นปักผมได้เงินเท่าไหร่ เหตุใดถึงพอจ่ายค่าเครื่องประดับที่พวกข้าเลือก” ก่อนเข้าไปในห้อง บุตรสาวของนางกระซิบข้างหูว่าให้นางเลือกเครื่องประดับได้ตามสบาย อยากได้อันใดก็ให้เลือกอันนั้น หากไม่ยอมเลือกพวกนางจะถูกเถ้าแก่เนี้ยเอาเปรียบ แม้ลึก ๆ จะสงสัยก็ตามที แต่กลัวว่าจะถูกเอาเปรียบจึงทำตามที่บุตรสาวบอก
“คุณหนูขายแบบไปทั้งหมดสี่แบบเพื่อจ่ายค่าเครื่องประดับที่พวกฮูหยินเลือก เถ้าแก่เนี้ยให้ค่าแบบคุณหนู แบบละห้าร้อยก้วนเจ้าค่ะ”
คุณหนูของนางอยากให้ฮูหยินทั้งสองเลือกของตามที่อยากได้จึงโกหกออกไปว่าหากไม่เลือกจะเสียเปรียบ ของที่ฮูหยินทั้งสองเลือกมีหลายอย่างรวมมูลค่าแล้วสองพันก้วน คุณหนูจึงต่อรองราคากับเถ้าแก่เนี้ยจนตกลงกันได้อยู่ที่แบบละห้าร้อยก้วน
“เหตุใดถึงมีสี่แบบ เท่าที่เห็นมีกระดาษแค่สองแผ่นมิใช่หรือ”
“คุณหนูยัดแบบบางส่วนไว้ในด้านในเสื้อเจ้าค่ะ”
“เถ้าแก่เนี้ยคนนั้นได้กำไรแล้ว” ลวดลายปิ่นงดงามถึงเพียงนั้นทำออกมาฮูหยินสูงศักดิ์ต่างต้องแย่งกัน หากร้านเครื่องประดับมีสาขาตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ นางไม่อยากจะคิดเลยว่าจะทำเงินได้มากเท่าใด
“คราแรกเถ้าแก่จะให้แค่แบบล่ะสามร้อยก้วน แต่คุณหนูเป็นคนช่างเจรจาจึงต่อรองได้ถึงแบบละห้าร้อยก้วนเจ้าค่ะ”
“หลานสาวข้าเจรจาว่าอย่างไร เถ้าแก่เนี้ยคนนั้นถึงยอมควักเงินจากกระเป๋า” เฝิงเหล่าฮูหยินต้องการทราบ นางคิดต่างจากลูกสะใภ้ว่าแบบละห้าร้อยก้วนไม่ใช่เงินน้อย ๆ ขายได้เท่านี้ก็ดีมากโข
“คุณหนูพูดโน้มน้าวจนเถ้าแก่เนี้ยคล้อยตาม บ่าวจำได้ว่าแบบที่เป็นเฟิ่งหวงสองตัวเคียงคู่ มีไข่มุกเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจะงอยปากคุณหนูกล่าวว่าหากผู้ใดได้ครอบครองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของทวยเทพและไข่มุกล้ำค่า อายุจะยืนยาวดุจดั่งขุนเขาทางใต้ สุขไหลหลั่งดุจดั่งทะเลตะวันออก และเฟิ่งหวงยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการเคียงคู่ของชายหญิงอันเป็นที่รัก คุณหนูบอกให้เถ้าแก่เนี้ยกล่าวประโยคพวกนี้ยามขายด้วยเจ้าค่ะ”
“บุตรสาวของข้าช่างเฉลียวฉลาดนัก ขายเรื่องราวเพิ่มเข้าไปด้วยมูลค่าของปิ่นก็จะเพิ่มขึ้น” จ้าวฮูหยินตีความที่บุตรสาวต้องการสื่อได้อย่างชัดแจ้ง แตกต่างจากเฝิงเหล่าฮูหยินที่คิดว่าหลานสาวหมายความตามที่พูดอย่างแท้จริง
“ข้าเสียดายยิ่งนัก พวกเราน่าจะนำเงินสองพันก้วนกลับบ้าน ไม่น่ามาเสียให้กับพวกเครื่องประดับ”
“ฮูหยินเจ้าคะ ท่านยังไม่รู้สิ่งที่คุณหนูต้องการทำอีกหรือ คุณหนูเตรียมพร้อมนำแบบมาด้วยก็เพื่ออยากพาพวกท่านมาซื้อเครื่องประดับ คุณหนูมิได้ต้องการเงิน แต่สิ่งที่ต้องการคือทำให้พวกท่านมีเครื่องประดับเป็นของตนเองเหมือนแต่ก่อน
คุณหนูชอบบ่นกับบ่าวว่าสงสารพวกท่านที่มีเครื่องประดับแค่ปิ่นเงินกับปิ่นไม้อย่างละอัน สตรีต้องควรคู่กับเครื่องประดับสวยงาม พวกท่านมิต้องเสียดายเงิน หากไม่มีเงินพวกเรายังสามารถนำพวกมันไปขายได้ ด้วยความสามารถของคุณหนูพวกท่านก็ประจักษ์แก่ตาแล้วว่าพวกเรามิมีวันอดตาย ภายภาคหน้าสกุลจ้าวอาจรุ่งเรืองมากกว่าเดิมหลายเท่า”
ซูเจินกล่าวตามสิ่งที่สมควรกล่าว คุณหนูของนางคิดรอบคอบและนึกถึงจิตใจของผู้อาวุโสในตระกูลเสมอ คุณหนูยึดถือหลักกตัญญูควบคู่ไปพร้อมกับความเหมาะสม พวกนางติดตามคนเช่นนี้ย่อมมีแต่ความผาสุก
“ชิงเอ๋อร์ของย่า”
“บุตรสาวข้ากตัญญูถึงเพียงนี้ ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องรีบไปเลือกผ้าลายสวย ๆ ไปตัดเย็บชุดให้กับนาง ข้าจะตัดเย็บให้พวกเจ้าสองคนด้วย ในฐานะที่พวกเจ้าติดตามรับใช้ข้างกายชิงเอ๋อร์ไม่ห่าง”
“ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ”
สองพี่น้องกล่าวขอบคุณพร้อมกัน ฝีมือเย็บปักของฮูหยินสวยงามผู้ใดบ้างจะไม่ดีใจ แต่ก่อนพวกนางได้รับอาภรณ์ที่มาจากบ่าวฝ่ายเย็บปักของจวนเป็นคนทำขึ้นจึงไม่เคยสวมใส่อาภรณ์ฝีมือฮูหยิน