นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 182 มื้ออาหารและป่าใต้พิภพ

        ตอนที่ 182 มื้ออาหารและป่าใต้พิภพ

         

         

        “ยิ่งเข้ามาข้างในถึงได้รู้นะครับว่าป่านี้แทบจะไม่ต่างจากป่าปกติเลย” อิซึมิผู้รับหน้าที่ถางป่ามาตลอดทางถอนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย

         

        กลุ่มขุดค้นทุกคนต่างเคยทำภารกิจที่ยากลำบากมามาก และการเดินป่าก็เป็นอย่างหนึ่งที่พวกเขาแม้จะไม่เชี่ยวชาญแต่ก็มีประสบการณ์มาบ้าง ความแตกต่างครั้งนี้คือพวกเขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับป่าใต้พิภพแห่งนี้เลยนอกจากเรื่องที่มันมีสัตว์อสูรระดับนักสลักโทอยู่ยั้วเยี้ยและป่าแห่งนี้มืดสุด ๆ

         

        พวกเขาไม่อาจใช้ลูกกลมแสงของเลโอได้เนื่องจากจะโดดเด่นสะดุดตาเกินไป พวกเขาจึงได้เพียงแต่ค่อย ๆ เดินทางในความมืด

         

        การเดินทางในความมืด ป่าที่รกชัก สัตว์อสูรร้ายกาจมากมายรอบตัว การขาดความรู้เรื่องพื้นที่ ทั้งหมดนี้ทำให้นักสลักเอกมากประสบการณ์อย่างอิซึมิเหนื่อยอ่อน

         

        “ถ้าไม่นับพวกสัตว์ป่าข้ามสายพันธุ์พวกนั้นล่ะนะครับ” โฮโจถอนหายใจ

         

        ตลอดการเดินทางวันนี้พวกเขาต้องรับมือกับปัญหาที่เยอะจนน่ารำคาญ แม้พวกเขาจะหลบเลี่ยงสัตว์อสูรอันตรายจำนวนมากได้ไม่ยาก แต่สัตว์มีพิษตัวเล็ก ๆ นั้นเป็นคนละเรื่องกัน อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมอันแสนพิเศษนี้ที่ทำให้พวกมันมีความสามารถในการพรางตัวสูงจนน่ากลัว

         

        มีหลายครั้งที่พวกมันเข้าใกล้ในระยะไม่กี่เมตรจากกลุ่มขุดค้น ไม่ว่าจะเป็นอสรพิษที่มีลวดลายเหมือนกับผืนดิน หนูที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ นกสีแปลกตาที่ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ หากไม่มีการดมกลิ่นของคีตาแล้ว ถึงจะให้เดินประชิดตัวกับพวกมันพวกเขาก็อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป

         

        ข้อดีคงมีเพียงการที่พวกมันแทบทั้งหมดระดับพลังอยู่เพียงแรกเกิดเท่านั้น ขาดแคลนสติปัญญาที่จะทำให้พวกมันทำพิธีสลักคำสำเร็จ ความสามารถในการพรางตัวของพวกมันนั้นเกิดมาจากสายพันธุ์ที่ถูกผสมรวมกัน

         

        หากไม่นับที่ว่าพวกมันแทบทั้งหมดนั้นดูพิกลพิการจากการผสมพันธุ์สัตว์หลายชนิด พวกมันก็สมควรถูกนับเป็นสัตว์ป่าธรรมดา ๆ เท่านั้น ไม่ได้รับมือยากลำบากแต่อย่างไร เพียงน่ารำคาญมากเท่านั้น

         

        มีครั้งหนึ่งที่ฟาง หมิงเดินตัดผ่านป่าแล้วโดนใบหญ้าใบเล็ก ๆ เกี่ยวเข้า น่าแปลกที่ใบหญ้าธรรมดา ๆ สามารถเกี่ยวร่างกายของนักสลักเอกให้เป็นแผลได้ แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือการที่แผลของเธอเปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างรวดเร็ว ลำบากเลโอต้องรีบร้อนรักษา

         

        ความสามารถในการรักษาของเธอนั้นสูงส่งดั่งเช่นที่หลายคนยอมรับ แม้จะเป็นพิษที่ไม่รู้จักแต่เธอก็สามารถรักษาได้อย่างง่ายดาย แต่แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครอยากลองเสี่ยงไปเจอพิษที่ประสิทธิภาพร้ายแรงกว่านี้ การเดินทางของพวกเขาจึงช้าลงอีกแทบจะเท่าตัวจากการที่ต้องระมัดระวังกิ่งไม้ใบหญ้า

         

        “จริงเหรอคะคุณนิทานที่เราหลบสัตว์อสูรระดับนักสลักโทมาแล้ว 12ตัว” เลโอเริ่มจุดลูกกลมแสงของตนขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่จัดวางข่ายอาคมปิดบังการมองเห็น น้ำมันหยดน้อย ๆ ถูกหยดลงเป็นวงกลมที่ล้อมเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ใช้ควบคู่กับกระจกและเทียนไขที่ถูกวางไว้ 4มุม ของเหล่านี้คือสมบัติวิเศษระดับต่ำที่มีความสามารถในการปกปิด

         

        ความสามารถของพวกมันไม่ได้สูงมาก ผลกระทบที่ได้รับจากตัวสุสานจึงไม่มากนัก เลโอจึงใช้งานทับซ้อนกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยปริมาณและการใส่พลังจิตวิญญาณเช่นนี้ เว้นแต่จะมีสัตว์อสูรระดับนักสลักโทเข้ามาใกล้ ๆ มากแสงและเสียงจากการพูดคุยย่อมไม่มีวันหลุดออกไป

         

        “ใช่ครับ ป่านี้เหมือนจะกว้างแต่ปริมาณสัตว์อสูรนั้นหนาแน่นมากทีเดียว เหมือนว่าเขตแดนของแต่ละตัวจะไม่กว้างมากนักก็เลยมีปริมาณเยอะเป็นพิเศษ” นิทานพยักหน้าตอบ

         

        “อาจจะรวมถึงเรื่องที่ผมยังไม่เจอร่องรอยของสัตว์อสูรระดับอริยะด้วยครับ อาจเพราะมีไม่มากนักก็เลยไม่มีนักล่าที่สามารถจัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักได้แบบเป็นระบบนัก” เขาวิเคราะห์ต่อ

         

        ตามปกติแล้วป่าขนาดใหญ่เช่นนี้จะมีสัตว์อสูรอยู่มากก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แปลกคือการที่พวกมันนั้นอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้มากกว่า

         

        “ระบบนิเวศแบบปิดที่ไม่ค่อยมีการสูญเสียมาก สัตว์ป่าระดับต่ำก็มีมาก ส่วนระดับสูงนั้นมีน้อย พวกระดับนักสลักก็เลยมีจำนวนเยอะเป็นพิเศษสินะครับ แต่เราเดินทางมาคร่าว ๆ ก็น่าจะเกือบ 8กิโลแล้วยังไม่เจอร่องรอยของระดับอริยะเลย ป่านี้จะกว้างไปไหนเนี่ย” เพชฌฆาตบ่น

         

        “อย่าว่าแต่ระดับอริยะเลยครับ จะหาร่องรอยของห้องทดลองเจอมั้ยก็ไม่รู้ ยิ่งถ้าทางไปยังส่วนลึกสุดนั้นถูกออกแบบเป็นทางลับด้วยละก็ลำบากแน่” โฮโจถอนหายใจอีกครั้ง ภารกิจครั้งนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ

         

        “แต่ก็สบายใจได้อย่างหนึ่งตรงที่ไม่ต้องกังวลเรื่องกับดักเท่าไหร่นะคะ ไม่มีร่องรอยของสิ่งก่อสร้างเลยแบบนี้ฉันคิดว่าที่นี่จะเป็นแค่ทางเชื่อมไปยังส่วนหลักเท่านั้นค่ะ” เลโอพยายามให้กำลังใจ

         

        ทั้งกลุ่มเริ่มประชุมกันอีกครั้งถึงข้อมูลที่พวกเขาได้ตลอดการเดินทางหนึ่งวันนี้ การสรุปข้อมูลในแต่ละวันเป็นเรื่องจำเป็น

         

        นิทานไม่ได้เข้าร่วมการประชุมด้วยมากนัก เขานั้นก่อไฟได้อย่างสบายใจหลังจากกางข่ายอาคมแล้ว นอกเหนือจากนั้นยังมีพลังจางหายที่เขากางทับอีกชั้นหนึ่ง ระหว่างทางมาเขาค่อนข้างผ่อนคลายเป็นพิเศษ

         

        ป่าใต้พิภพแห่งนี้แม้จะดูแปลกและอันตราย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังเป็นป่าทั่ว ๆ ไป เขาพบเจอพืชหลายชนิดที่กินได้ เห็ดบางอย่างที่เขาคุ้นเคย รวมถึงผลไม้สดที่แปลกไปแค่สีด้วย

         

        หลังจากเขาตรวจสอบง่าย ๆ ว่าไม่มีพิษโดยการเอายัดปากกระต่าย 2หัวที่เขาจับมาได้และลองทดสอบกับน้ำบริสุทธิ์จนมั่นใจแล้วเขาจึงได้ลองนำมาเข้าปากตน

         

        อาจเป็นเพราะระบบนิเวศที่แปลกไปของที่นี่ หลาย ๆ อย่างที่เขาคุ้นหน้าค่าตากลับมีรสชาติที่แปลกไปเล็กน้อย เช่นเห็ดที่มีรสเข้มข้นขึ้น ผลส้มที่ไม่มีความสดชื่นแต่กับให้รสหวานปะแล่ม ๆ ผักหลาย ๆ อย่างก็สูญเสียกลิ่นไปแต่ไร้รสขมโดยสิ้นเชิง

         

        นอกจากหน้าที่ตรวจจับแล้วเขาจึงค่อนข้างสนุกกับการดูแหล่งของกินใหม่ ๆ และเมื่อในตอนนี้ถึงเวลาพักแล้ว เขาจึงเริ่มประกอบอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบใหม่ที่เขาเจอมา

         

        หม้อขนาดใหญ่ถูกนำเอามาวางตั้งบนกองไฟ นิทานบรรจงเทน้ำบริสุทธิ์ลงไปผสมกับหัวน้ำแกงที่ทำจากการต้มไก่ดาวตกสูตรของร้านภารตา คีตาชื่นชอบรสชาติของไก่ดาวตกเป็นพิเศษเขาจึงได้ซื้อหัวเชื้อน้ำแกงมาเก็บไว้

         

        เมื่อเริ่มเดือดและเข้ากัน จึงตามลงไปด้วยเห็ดกลมอ้วนแต่เป็นสีดำลงไป เห็ดเหล่านี้เมื่อโดนน้ำร้อนก็มีสีซีดลงอย่างเห็นได้ชัด นิทานบรรจงตักคราบสีดำ ๆ ที่ลอยขึ้นมาออกแล้วจึงใส่ขมิ้นยาที่มีสรรพคุณล้างพิษลงไป

         

        น้ำแกงกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงเป็นตาของผักที่เทาซีดที่ไร้กลิ่นและรสขม ผักเหล่านี้มอบความหวานให้แกงนั้นกลมกล่อมมากขึ้น คีตาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กระดิกหางไปมาอย่างมีความสุขขณะที่มันมองนิทานเติมเนื้อไก่ดาวตกชิ้นใหญ่หลายชิ้นลงไปเคี่ยวในหม้อ

         

        นิทานเร่งพลังของตนเล็กน้อย เชื่อมน้ำแกงเข้ากับเนื้อไก่ในหม้อ แล้วจึงออกแรงใช้แรงดึงดูดศูนย์กลางกดทับน้ำแกงในหม้อให้เกิดแรงดัน น้ำแกงจำนวนหนึ่งหายไปอย่างรวดเร็ว พวกมันทั้งหมดซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อไก่หมดแล้ว

         

        เมื่อเคี่ยวจนได้ที่ นิทานจึงปิดท้ายด้วยการนำส้มที่หน้าตาเป็นสี่เหลี่ยมมากกว่าทรงกลมมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ บีบเติมน้ำส้มลงไป รสหวานปะแล่ม ๆ ของส้มช่วยเสริมให้แกงหม้อนี้กลิ่นหอมฟุ้งจนลอยไปเตะจมูกคนอีก 5คนที่กำลังนั่งประชุมกันอย่างเคร่งเครียด

         

        เพชฌฆาตเป็นคนแรกที่ตาลุกวาว รีบมานั่งข้างนิทานโดยไว นัยน์ตาจับจ้องไปที่หม้อแกงและเนื้อไก่ดาวตกชุ่มฉ่ำไม่วางตาเช่นเดียวกันกับคีตา

         

        คนที่เหลือกลืนน้ำลายเล็กน้อย พวกเขามองหม้อนั้นอย่างสนอกสนใจ พวกเขาแต่ละคนล้วนมีเสบียงที่ตนพกพามา การเตรียมเสบียงเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับภารกิจระยะยาวเช่นนี้ ดังนั้นแต่ละคนจึงมักกินอาหารที่ตนเตรียมมา

         

        นิทานเห็นดังนั้นก็หัวเราะน้อย ๆ เขากวักมือเรียกทุกคนมานั่งด้วยกันพร้อมทั้งหยิบชามจำนวนมากมาจากกระเป๋าบรรจุวัง

         

        “กินด้วยกันมั้ยครับ ผมกินคนเดียวไม่หมดหรอก”

         

        รอยยิ้มของนิทานทำให้ทั้งกลุ่มเดินไปรวมกันอย่างรวดเร็ว นิทานบรรจงตักแกงและเนื้อไก่พูน ๆ ให้แก่ทุกคน ส่วนหม้อที่ใหญ่ที่สุดเป็นของคีตา

         

        ทั้งหมดมองถ้วยแกงในมือด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม การได้กินอาหารดี ๆ เช่นนี้กลางป่าใต้ดินในสุสานของผู้แสวงวิถีจากร้อยปีก่อนนั้นเป็นเรื่องแปลกปานไหน

         

        “จะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหรอคะ” ฟาง หมิงถามขึ้นแม้เธอจะมองถ้วยไม่วางตา

         

        “ไม่มีปัญหาครับ” นิทานตอบเพียงง่าย ๆ เท่านั้น เขาไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเรื่องพลังจางหายแต่อย่างใด เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวขอบคุณนิทานโดยพร้อมเพรียงกัน

         

        รสชาติของแกงที่ทำจากวัตถุดิบแปลกตาเหล่านี้ต้องบอกว่าอร่อยกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้มาก แม้จะไม่ได้ถึงระดับของร้านอาหารดัง ๆ ที่มีคนครัวฝีมือฉกาจ แต่หัวแกงจากร้านภารตาและการเลือดวัตถุดิบของนิทานก็ทำให้แกงถ้วยนี้อร่อยน่าพึงพอใจ

         

        “รสชาติเข้มข้นของเนื้อไก่ดาวตก ข้างในอัดแน่นไปด้วยน้ำแกงที่มีความหวานกลมกล่อมของผักต่าง ๆ เสริมด้วยรสหวานปะแล่มจากน้ำส้ม นอกนั้นยังมีการกรองส่วนไขที่ไม่ดีออกและใส่ขมิ้นยาเพิ่มกลิ่นและรสชาติ เป็นอาหารที่ดีมาก ๆ ครับ” อิซึมิกล่าวชม ท่าทางของเขาในยามนี้ดูต่างจากคนจริงจังก่อนหน้ามาก ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสนใจในอาหารเลิศรสเป็นพิเศษ

         

        “ผักนี้ถ้านำไปทอดผมคิดว่าจะมีรสชาติที่น่าสนใจมากเลยนะครับ มันไม่ขมเลยแถมรสชาติเข้มข้น ส่วนส้มนี้ด้วยความหวานประมาณนี้หากได้นำไปผสมเข้ากับแป้งทำขนมละก็จะต้องอร่อยมากแน่ ๆ ยังมีเห็ดนี้อีก…” อิซึมิยังคงมีความสุขกับอาหารตรงหน้า

         

        ทุกคนมองอิซึมิด้วยแววตาขบขัน ไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นเขาในแง่มุมนี้ เป็นความรู้สึกที่พวกเขานั้นสนิทกันมากขึ้น เลโอหัวเราะกับความคิดของอิซึมิแล้วจึงช่วยกล่าวเสริมเรื่องที่ว่าเห็ดเหล่านี้เหมาะมากจะนำไปหมักกินคู่กับสุรา

         

        “พรุ่งนี้ระหว่างทางคุณนิทานช่วยผมเก็บผลไม้พวกนี้หน่อยได้มั้ยครับ ผมอยากเอาไปให้เฮเลนได้ชิมบ้าง ผมมั่นใจว่าเธอต้องชอบแน่ ๆ จริงด้วย ระหว่างทางมามีแอปเปิลด้วยนะครับ เก็บไปฝากองค์หญิงไพลินกันดีกว่า องค์หญิงชอบกินของหวานอยู่แล้ว บางทีคุณยายเอมิลี่อาจจะเอาไปทำขนมอร่อย ๆ ใหม่ ๆ ได้ก็ได้นะครับ” เพชฌฆาตหันมาพูดยิ้มแย้มกับนิทาน

         

        “ร้านขนมอบของคุณยายเอมิลี่ใช่มั้ยครับ ผมเคยได้ยินชื่อมานานแล้ว อร่อยมั้ยครับ ผมอยากหาโอกาสไปสักครั้ง” โฮโจเข้าร่วมการสนทนา ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้จะชอบกินขนมหวานเช่นกัน

         

        “องค์หญิงไม่ได้แวะไปร้านนั้นบ่อย ๆ นะคะคุณโฮโจ” ฟาง หมิงกล่าวแซว ดูเหมือนว่าแม้แต่เธอก็พอจะรู้เรื่องความรู้สึกของโฮโจ

         

        โฮโจตั้งท่าจะเถียงแต่ก็ไม่อาจพูดอะไรได้ เพียงก้มหน้างุดกินอาหารของตนต่อไปเท่านั้น เรียกเสียงหัวเราะจากหลายคนรอบข้าง ทั้งเลโอและเพชฌฆาตแม้จะหัวเราะแต่ก็แอบลอบมองโฮโจอย่างใกล้ชิด

         

        นิทานหัวเราะให้กับบรรยากาศอันอบอุ่นง่าย ๆ นี้ การได้เข้าป่าสำหรับเขาก็เหมือนการได้กลับคืนรังของตน แค่วันนี้รังของตนจะโหวกเหวกโวยวายไปหน่อยก็เท่านั้น