บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 ความโกรธ

                หลังจากได้ยินสิ่งที่หมิงเฉินเหยียนพูด หมิงอวี่ที่อารมณ์ไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วตอนนี้จึงยิ่งโกรธมากขึ้น!

                “พระองค์ทรงหมายความเช่นไร?”

               “เจ้ากำลังถามข้าว่าหมายความว่าอย่างไรนั้นหรือ?”

               “ใช่ ข้าถามท่านว่าทรงหมายความเช่นไร”หมิงอวี่พูดออกมาชัดถ้อยชัดคำว่า “ตั้งแต่เมื่อครู่ ท่านทรงย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าองค์ชายเก้านั้นสำคัญแค่ไหน ข้าไปล่วงเกินเขา ทำให้เขาขายหน้ามากแค่ไหนแต่วันนี้ทรงถามข้าสักคำหนึ่งไหม? ไม่มีเลย ไม่มีอะไรเลยสิ่งที่ข้าคิด มันไม่ได้สำคัญสำหรับท่านเลยแม้แต่น้อย”

               หมิงเฉินเหยียนพูดเสียงเข้มว่า “เจ้าไม่เข้าใจเจตนาดีของข้าเลยอย่างนั้นหรือ?ข้ากำลังรักษาชีวิตของเจ้าอยู่นะ”

               “ดังนั้นท่านก็เลยทรงจำไม่ได้แม้แต่อายุของลูกชายตัวเองท่านไม่ทรงถามไถ่เลยว่าลูกชายของพระองค์จะเป็นหรือตายตอนที่ประลองยุทธ์คำพูดปลอมประโลมสักคำก็ไม่มีเลย เช่นนั้นน่ะหรือ?”

               “ทุกคนเห็นว่าเยี่ยซีคิดอยากจะฆ่าข้า ผู้หญิงใจคอโหดเหี้ยมแบบนั้นท่านกลับบอกให้ข้าไปขอโทษนางเพียงเพราะว่านางคือผู้หญิงของลูกชายสุดที่รักของท่านถึงแม้ข้าจะทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ แต่ศักดิ์ศรีของข้าล่ะอยู่ที่ไหน ความยุติธรรมมันอยู่ที่ไหน!”

                “บังอาจ”

               หมิงเฉินเหยียนตะคอก ลมปราณที่แก่กล้าแผ่ออกมาจากร่างกายและพุ่งเข้าใส่ร่างกายของหมิงอวี่

               มันกะทันหันมาก หมิงอวี่ไม่อาจรับพลังอานุภาพที่รุนแรงแบบนี้ได้เขาถอยหลังไปห้าก้าว และกระอักเลือดออกมา!

                ต่อให้หมิงอวี่จะมีเกราะจักจั่นปีกบางแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่มีพลังความสามารถที่น่ากลัวอย่างถึงที่สุดอย่างหมิงเฉินเหยียนร่างกายที่ผิดแปลกของเขาก็ไม่ต่างจากกระดาษเปล่า เขาไม่มีพลังการต้านทานใดๆ เลย!

                “นี่คือท่าทีที่เจ้าปฏิบัติกับข้าหรือ หากเพราะเรื่องแค่นี้ก็ไปอิจฉาเสวียนเอ๋อร์เจ้าก็ใจแคบเกินไปแล้ว ต่อไปเจ้าจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร!” หมิงเฉินเหยียนจ้องไปที่หมิงอวี่ เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่านของลูกชายคนนี้มาก

               “ได้ ได้เลย”

               พอได้ยินคำพูดแสลงหูแบบนี้แล้ว หมิงอวี่กลับใจเย็นลงแต่น้ำเสียงของเขาเย็นชาจนน่ากลัว “ท่านอยากให้ข้าแสดงท่าทีใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกท่านเอาไว้ตรงนี้เลย ต่อให้ข้าตายข้าก็ไม่มีทางขอโทษเยี่ยซีเด็ดขาด!”

                “หากท่านรู้สึกว่าข้าล้ำเส้นอำนาจของท่าน บารมีของท่าน ก็ทรงฆ่าข้าได้เลย”

               เยี่ยซีต้องการสังหารหมิงอวี่ให้ตาย การที่หมิงอวี่ปราณีไว้ชีวิตนางก็ถือว่าใจดีกับนางมากแล้วหากยังให้เขาไปขอโทษนางอีก แล้วเขาล่ะ? เขาไม่มีศักดิ์ศรีหรืออย่างไร?

               ผู้กล้าที่ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีสิทธิท่องไปในใต้หล้านี้แล้วยิ่งไม่คู่ควรจะเป็นผู้กล้าด้วย!

                ปมเล็กๆ ในใจอาจกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ในการทะลวงระดับของผู้ฝึกยุทธ์อีกทั้งความอัปยศที่ใหญ่แบบนี้ หากหมิงอวี่ยอมทำตามความเชื่อมั่นของเขาก็จะสั่นคลอนมันยากยิ่งกว่าที่จะสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการฝึกฝนในอนาคต!

                หากแม้แต่ศักดิ์ศรีเขาก็ยังไม่มี แล้วจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไรฆ่าเขาทิ้งไม่ดีกว่าหรือ!

                เห็นชายหนุ่มหัวรั้นที่อยู่ตรงหน้า หมิงเฉินเหยียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆเขาไม่มีทางลงมือ ต่อให้หมิงอวี่จะไม่เอาไหนแค่ไหนเขาก็ไม่มีทางฆ่าลูกชายของตัวเองแน่นอน

               เพียงแต่การกระทำของหมิงอวี่ในวันนี้ มันทำให้เขาผิดหวังอย่างมาก

               “ไสหัวไป”

               หมิงเฉินเหยียนสะบัดชายเสื้อลมปราณจากตัวของเขามันซัดเข้าไปที่ตัวของหมิงอวี่ร่างกายของหมิงอวี่ปลิวกระเด็นออกนอกตำหนักหมิงหุนไปจนตกลงไปอยู่ที่ขั้นบันได

               จากนั้นประตูของตำหนักหมิงหุนก็ปิดลงดัง “ปัง”

               ตรงขั้นบันได หมิงอวี่ลุกขึ้นมาแล้วเช็ดเลือดที่มุมปากเขามองไปยังตำหนักหมิงหุนที่อยู่บนขั้นบันไดกว่าเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นดวงตาแดงก่ำ

               หลังจากยืนนิ่งอยู่นานหมิงอวี่ก็กระตุกจมูกเล็กน้อย จากนั้นก็หันหลังจากไปด้วยความเศร้าหายไปจากตำหนักหมิงหุน

               เดิมทีการที่หมิงอวี่ได้อันดับหนึ่งท่ามกลางผู้ชมกว่าสามหมื่นคนถือเป็นเรื่องที่มีเกียรติอย่างมากแต่ว่าคำพูดของหมิงเฉินเหยียนในวันนี้ และการโดนซัดจนตกลงมาจากขั้นบันไดหยกมันทำให้หมิงอวี่รู้สึกผิดหวังอย่างมาก

               หมิงเฉินเหยียนโปรดปรานองค์ชายเก้า เดิมก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรแต่ว่าความลำเอียงนี้ทำให้คนอื่นไม่ได้รับความเป็นธรรมมันทำให้หมิงอวี่รู้สึกหดหู่มาก

               แล้วหมิงอวี่ก็คิดได้ ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าหมิงความสามารถของเขาถือได้ว่าแข็งแกร่ง แต่ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าของยอดฝีมือจริงๆ แล้วเขาก็เป็นแค่เนื้อที่รอถูกเชือดเท่านั้น!

                “ข้าจะต้อง ... แข็งแกร่งกว่านี้!”

                หมิงอวี่เก็บความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ สายตาของเขาแน่วแน่แล้วเดินกลับไปยังตำหนักลั่วฮวา

               ตลอดทาง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ลมเริ่มโชยมา อากาศที่ร้อนอบอ้าวค่อยๆเย็นขึ้น

               ตอนที่หมิงอวี่กลับไปถึงตำหนักลั่วฮวาก็เห็นหยางเสวี่ยหรงกับบ่าวไพร่ในตำหนักมารอรับอยู่หน้าประตู ไม่ใช่แค่หยางเสวี่ยหรงเท่านั้นที่มีรอยยิ้มพวกบ่าวไพร่เองพอเห็นหน้าหมิงอวี่ก็เหมือนกับเจอเนื้อคู่ กระโดดดีใจกันยกใหญ่

               “ฮ่าฮ่า องค์ชายสิบเจ็ดของเรากลับมาแล้ว!”

                บ่าวไพร่ทุกคนเดินออกมาต้อนรับถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เห็นหมิงอวี่ขึ้นประลองในวันนี้ แต่ได้ยินมาว่าเขาได้อันดับหนึ่งในการประลองโดยเอาชนะเยี่ยซีได้พวกเขาก็รู้สึกว่ามันเหมือนฝันไปเลย!

                “องค์ชาย เพราะว่าเวลามันกะทันหันมาก เราไม่ทันได้เตรียมการอะไรเลยเร่งทำอันนี้มามอบให้กับท่าน”

               นางกำนัลเสี่ยวซวงเดินก้าวเข้ามา ก้มหน้าลงแล้วยื่นแผ่นไม้สี่เหลี่ยมมาให้กับหมิงอวี่

               หมิงอวี่รับมันมาดูพบว่าบนไม้กระดานนั่นมีกลีบดอกไม้ที่ตกอยู่ในตำหนักมาประกอบกันจนเป็นคำว่า “ยินดี”

               ถึงแม้มันจะไม่ใช่งานฝีมืออะไร แต่ก็ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของคนในตำหนักลั่วฮวา

               มันทำให้หมิงอวี่รู้สึกดีขึ้นไม่น้อยเลย เขายิ้มแล้วพูดว่า“ขอบใจทุกคนมากนะที่แสดงความยินดีกับข้าแบบนี้ คืนนี้ทุกคนกินกันให้เต็มที่ใครไม่อิ่มห้ามทำงานเด็ดขาด”

               “ฮ่าฮ่า!”

                ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข ตั้งแต่สามเดือนก่อนจนถึงตอนนี้องค์ชายสิบเจ็ดเปลี่ยนไปมาก ในใจของพวกเขารู้สึกเคารพและนับถืออย่างถึงที่สุด

               หมิงอวี่สั่งการบ่าวไพร่เล็กน้อยจากนั้นก็เดินตามหยางเสวี่ยหรงเข้าไปในห้อง

               เสี่ยวซวงเห็นหมิงอวี่หายไปแล้ว สายตาของนางก็รู้สึกเหงาเล็กน้อย นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาดูเมื่อมองเห็นภาพที่อยู่บนกระดาษก็ทำให้นางอดยิ้มไม่ได้

               “เอ๊ะ เสี่ยวซวง เจ้าดูอะไรอยู่น่ะ?” บ่าวไพร่อีกคนแอบเดินมาด้านหลังของเสี่ยวซวงแล้วชิงเอากระดาษไป

               เสี่ยวซวงร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ นางเริ่มร้อนใจ แล้วพยายามชิงกระดาษกลับมาด้วยความโมโหว่า“อาฉวน เจ้าเอากระดาษคืนมานะ!”

                อาฉวนหันหลังให้แล้วเอากระดาษมาเปิดออกดูเขาพบว่าในกระดาษเป็นภาพของชายหนุ่มรูปงาม ไม่ใช่องค์ชายสิบเจ็ดแล้วจะเป็นใคร?

               “ฮ่าฮ่า เสี่ยวซวง ที่แท้เจ้าก็ชอบ ... ”

               “ชู่” เสี่ยวซวงรีบเอามือไปปิดปากของอาฉวนแล้วชิงเอากกระดาษกลับมา รีบพับกระดาษเก็บไปอย่างระมัดระวังจากนั้นก็พูดว่า “อาฉวนเจ้าอย่าพูดอะไรเหลวไหลนะ ข้าแค่ ...ข้าแค่ไม่เห็นหน้าองค์ชายเลยตลอดสองเดือน ดังนั้นข้าถึง ... ”

               “เหรอ!” อาฉวนกระพริบตา“ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ แฮะๆ”

               เสี่ยวซวงแลบลิ้น ใบหน้าของนางแดงขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่หมิงอวี่ช่วยนางกลับมาจากหมิงเฟิงได้เสี่ยวซวงก็รู้สึกดีกับหมิงอวี่มาก หลังจากไม่เจอหน้าสองเดือนวันนี้หมิงอวี่กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ทำให้นางดีใจอย่างมาก

               เสี่ยวซวงรู้ดีว่านางไม่คู่ควรกับหมิงอวี่แค่ได้ยืนอยู่ด้านหลังของผู้ชายคนนี้แล้วมองดูเขาเติบโตอย่างยิ่งใหญ่นางก็พอใจมากแล้ว

               สู้ๆ นะองค์ชาย เสี่ยวซวงเชื่อว่าท่านน่ะเก่งที่สุด!

                ในห้องนอนของตำหนักลั่วฮวา

               หมิงอวี่พยุงหยางเสวี่ยหรงมาถึงเตียงจากนั้นก็นั่งลง ตั้งแต่กลับมาหยางเสวี่ยหรงชื่นชมเขาอยู่ตลอด ปกติหยางเสวี่ยหรงแทบไม่พูดเลยแต่วันนี้พูดเยอะมาก

               “ท่านแม่ ข้าขอดูหัวเข่าของท่านหน่อย” หมิงอวี่สังเกตเก่งมาก เมื่อครู่ตอนที่เดินมาหยางเสวี่ยหรงเดินช้ามากแล้วยังเดินกะเผลกด้วย

               “ไม่ต้องหรอก แม่ ... โอ้ย เจ็บ!”

                พูดยังไม่ทันจบ หมิงอวี่ก็แตะไปที่หัวเข่าของหยางเสวี่ยหรงนางก็ร้องเพราะความเจ็บขึ้นมาแล้ว

               หมิงอวี่ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ถกกางเกงของหยางเสวี่ยหรงขึ้นมาดูเขาพบว่าที่หัวเข่าของหยางเสวี่ยหรงมีรอยจ้ำเขียวอมม่วงอยู่

               “เกิดอะไรขึ้น?”

               “ไม่ ... ไม่มีอะไร ... แม่ ... ” หยางเสวี่ยหรงกระอึกกระอักแต่พอเห็นท่าทางของหมิงอวี่จริงจังมากนางก็เลยเล่าเรื่องที่นางไปคุกเข่าหนึ่งวันหนึ่งคืนที่หน้าตำหนักหมิงหุนให้หมิงอวี่ฟัง

               หยางเสวี่ยหรงร่างกายอ่อนแอ ไปคุกเข่าอย่างนั้นทั้งคืนนางจะรับไหวได้อย่างไรกัน!

                หมิงอวี่รู้สึกหดหู่ใจ หมิงเฉินเหยียนไม่เพียงไม่ห่วงใยลูกชายอย่างเขา แต่ยังไม่สนใจใยดีอะไรหยางเสวี่ยหรงด้วยมันทำให้ภาพความประทับใจในใจของเขานั้นไม่เหลือชิ้นดีเลย!

                การพิชิตใต้หล้านี้ต้องใช้ความสามารถ แต่ถึงขนาดไม่สนใจอะไรคนใกล้ตัวแบบนี้มันถูกแล้วหรือ?มันถูกต้องแล้วจริงหรือ!

                ในสายตาของหมิงเฉินเหยียน ต่อให้หมิงอวี่จะโดดเด่นแค่ไหนก็ยังสู้หนึ่งในสามอัจฉริยะปีศาจอย่างองค์ชายเก้าไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียวเมื่อเทียบกับองค์ชายเก้าแล้ว เขากับหยางเสวี่ยหรงก็เป็นแค่อากาศเท่านั้นเอง           

               “อวี่เอ๋อร์ ไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอกนะ เจ้าดูนี่สิ แม่ไม่ไอแล้วนะไม่รู้ว่าทำไมอาการป่วยของแม่จู่ๆ ก็หายดีซะอย่างนั้น เจ้าต้องดีใจกับแม่ถึงจะถูก”

               หยางเสวี่ยหรงยังคงดีใจที่หมิงอวี่มุมานะ นางยิ้มแล้วพูดว่า “จริงสิวันนี้ฝ่าบาทพาเจ้าไปได้พูดอะไรกับเจ้าบ้าง เขามองเจ้าใหม่แล้วหรือยัง?”

               “ใช่แล้วท่านแม่ เสด็จพ่อชมข้าด้วย”

               หมิงอวี่ยิ้มแล้วตอบเขาไม่มีทางเล่าความจริงทั้งหมดของหมิงอ๋องให้นางฟัง ความสุขของหยางเสวี่ยหรงต่างหากที่สำคัญที่สุด

               ในเวลานี้เองก็เกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังขึ้นมาดูท่าฝนกำลังจะตกแล้ว

               เขาห่มผ้าให้กับหยางเสวี่ยหรง จากนั้นก็พูดว่า “ท่านแม่อากาศเริ่มเปลี่ยน ท่านนอนพักเถอะนะ เดี๋ยวข้าจะให้คนเอายานวดมาให้ท่านนวดนะ”

               “ไม่เป็นไร แม่อยากคุยกับเจ้าอีกหน่อย จะว่าไปแล้วอวี่เอ๋อร์ของแม่เก่งจริงๆ เลยนะ”

               เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนพวกเขาคุยกันชั่วยามกว่า หมิงอวี่เฝ้าจนหยางเสวี่ยหรงนั้นหลับไป

               ในหนึ่งชั่วยามนี้ ด้านนอกห้องเริ่มจากมีฝนตกเล็กน้อย แต่จากนั้นก็ตกหนักและสุดท้ายก็กลายเป็นพายุฝน

               จนกระทั่งยามเย็น พายุฝนก็ยังตกอยู่

               หมิงอวี่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูพายุฝนอย่างเหม่อลอยสายฟ้าสีครามผ่าลงมาตรงเส้นขอบฟ้า ส่องสายฝนเป็นภาพสีขาวสว่างตาตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าอย่างรุนแรงราวกับว่าจะทำลายโลก

               หมิงอวี่เงยหน้าขึ้นไปมอง เขาพบว่าสายฟ้าวันนี้รุนแรงมาก บนท้องฟ้ามีสายฟ้าม้วนเป็นพายุหมุนราวกับว่ากำลังม้วนเป็นวงกลม

               สายฟ้านั้นมันประหลาดมากราวกับเป็นเป็นลวดลายที่ถูกจัดวางเอาไว้แล้ว เมฆหมอกสีดำขึ้นๆ ลงๆ ดูสวยงามและตระการตาเป็นพิเศษ

               “ธรรมชาตินี่มันสวยมากจริงๆ ดูประณีตละเอียดอ่อน”

               หมิงอวี่ถอนหายใจ แต่หลังจากนั้นเขาก็พบว่าสายฟ้าพายุหมุนนั้นกำลังค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ... จนกลายเป็นวงกลม ...

               หมิงอวี่รู้สึกว่ามันผิดปกติ แล้วเขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้!

                “นี่มัน ... ลายเส้นอักขระ!”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน