โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 52 จุดเปลี่ยนของสงคราม

    “ฉึกๆ”

    มีดทั้งสองเล่มของดุ๊กนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับเล่นกล พร้อมกับสังหารทหารของกองทัพเซนทอร์ไปสองนาย รูปแบบและการต่อสู้ของเขานั้นมีความคล้ายคลึงกับน้องชายอย่างโดโนแวนอย่างมาก อย่างไรก็ตามความเฉียบคมและความเร็วนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    ในขณะเดียวกันร่างเงานับไม่ถ้วนนั้นราวกับทหารที่บ้าคลั่ง พวกมันต่างสามารถสังหารทหารคนแล้วคนเล่าไปได้อย่างง่ายดาย โดยที่กองทัพของฝ่ายศัตรูนั้นไม่สามารถที่จะต่อต้านได้เลย

    “สงครามครั้งนี้ดูเหมือนจะง่ายกว่าที่คิด…”

    แม่ทัพดีโก้ได้กล่าวขึ้น เขานั้นไม่ได้กระหายสงคราม และเขาหวังว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงได้โดยที่เขาไม่ต้องลงมือ อย่างไรก็ตามทันใดนั้นแววตาของเขาก็ปรากฏถึงความประหลาดใจ เมื่ออยู่แม่ทัพและราชาของฝ่ายเซนทอร์อย่างคริสกลับเลือกที่จะเข้าจู่โจมดุ๊ก

    “มาดูกันหน่อยว่าศาสตราวิญญาณจะแน่สักแค่ไหน!”

    ดีโก้กล่าวขึ้น ในขณะเดียวกันดุ๊กที่ยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบและปรากฏตัวเหมือนกับภูตผีตามเงาของทหารฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับสังหารศัตรูในพริบตาก็รู้สึกถึงอันตรายที่อยู่เบื้องหลังของเขา ชายหนุ่มรีบหันกลับไปและพบกับลำแสงสีแดงดั่งโลหิตรูปจันทร์เสี้ยวกำลังพุ่งเข้ามาหาเขา ในขณะเดียวกันจันทร์เสี้ยวสีแดงนั้นในขณะที่มันพุ่งผ่านพวกทหารมันล้วนแล้วแต่บดขยี้ทุกสรรพสิ่งไปได้อย่างง่ายดาย

    “บึ้ม!”

    จันทร์เสี้ยวสีแดงได้ปะทะเข้ากับภูเขาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณเบื้องหลังของดุ๊กและสามารถบดขยี้ให้มันหายไปในพริบตา ทันใดนั้นดุ๊กที่มีสีหน้ายิ้มแย้มต้องเปลี่ยนมาตึงเครียดเล็กน้อย แม้ว่าความเร็วของจันทร์เสี้ยวสีแดงนั้นจะไม่เร็วมากและเขาสามารถหลบมันได้อย่างง่ายดาย แต่ทหารคนอื่นนั้นไม่สามารถหลบหลีกมันได้

    คริสปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับดาบที่พาดอยู่บนบ่าในขณะเดียวกันรอบตัวเขานั้นเต็มไปด้วยกองซากศพที่มีสภาพการตายที่น่าหวาดกลัว ทั้งสองต่างสบตากันเพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่คริสจะสะบัดดาบอีกครั้งทำให้เกิดคลื่นดาบสีแดงขนาดใหญ่พุ่งเข้าจู่โจมดุ๊กและกองทัพทหารฝ่ายประเทศนัวร์

    “อ้ากกกกกกกก!”

    เหล่าทหารกล้าที่ไม่สามารถหนีชะตากรรมพ้นต่างร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด บางคนนั้นไม่มีโอกาสได้ร้องด้วยซ้ำพวกเขาได้ตายไปในทันทีแม้แต่ซากศพก็ไม่อาจหาพบได้

    ดุ๊กนั้นหายตัวไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่เบื้องหลังของคริส ในขณะที่มีดทั้งสองเล่มของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยออร่าสีดำ

    “บึ้ม!”

    เกิดระเบิดอย่างรุนแรงเมื่อดุ๊กโจมตีด้วยมีดทั้งสองเล่มเข้าที่จุดตายของคริส อย่างไรก็ตามคริสนั้นกลับไม่ได้รับผลอะไร ตรงกันข้ามเขากลับยืนหยัดและแสดงท่าทางไม่ร้อนทุกข์ใดๆ เลย

    ก่อนที่การโจมตีของดุ๊กจะเข้าจุดตายของอีกฝ่ายนั้นมันได้ถูกขัดขวางด้วยโล่สีแดง อย่างไรก็ตามโล่สีแดงของคริสนั้นไม่ได้เกิดจากออร่าในตัวของเขา คริสนั้นยังไม่สามารถใช้ศิลปะแห่งออร่าได้แม้แต่นิดเดียว พลังทั้งหมดของเขานั้นมาจากดาบปีศาจที่ถืออยู่นั่นเอง

    “กระจอก!”

    คริสกล่าวขึ้นทำให้สีหน้าของดุ๊กเปลี่ยนไป คริสฟันดาบไปเบื้องหน้าในจุดที่ดุ๊กอยู่ทำให้เกิดคลื่นดาบจำนวนมากนับสิบระลอก

    “บึ้มๆๆๆๆๆๆๆ”

    คลื่นดาบเหล่านั้นได้ทำลายกองทัพแถวหน้าของประเทศนัวร์จนไม่เหลือซาก อย่างไรก็ตามสงครามครั้งนี้นั้นประเทศเซนทอร์ไม่สามารถเปลี่ยนกระแสมันได้อย่างง่ายดายเพียงการสะบัดดาบไม่กี่ครั้งของคริส เวลาผ่านไปเพียงไม่นานกองทัพนับหลายหมื่นของประเทศเซนทอร์ก็ได้ถูกกำราบจนเกือบจะหมดสิ้น ด้วยผลของเวทมนตร์และกองทัพเงาของดุ๊ก

    “มันจบแล้ว ตัวเจ้าคนเดียวที่มีศาสตราวิญญาณเปลี่ยนแปลงอะไรมิได้หรอก…”

    ดุ๊กกล่าวขึ้นในขณะที่ยืนกอดอก คริสนั้นมีท่าทางผิดปกติจากสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างมาก แม้ว่าทหารของเขาจะตายมากมายและเหลือเพียงแต่ตัวเขาที่มีชีวิตรอดแต่เขากลับไม่ได้ร้อนรนอะไรกลับกันใบหน้าของชายหนุ่มกลับประดับไว้ด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา

    “มันจะแน่เหรอ?”

    คริสกล่าวขึ้น พร้อมกับชูดาบปีศาจขึ้นเหนือศีรษะของตนพร้อมกับปลดปล่อยพลังมหาศาลออกมาทำให้รอบๆ บริเวณนั้นเกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

    “มันจะทำสิ่งใดกัน?”

    แม่ทัพดีโก้ และคาร์ลอสนั้นเตรียมจะลงสู่สนามรบด้วยตนเอง หลังจากที่พวกเขาได้เห็นพลังของศาสตราวิญญาณและประเมินพลังของมันแล้ว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าดุ๊กนั้นไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย และหากปล่อยให้คริสทำอะไรไปมากกว่านี้บางทีมันอาจจะทำให้เกิดการสูญเสียมากมาย

    ในขณะที่ทั้งสองนั้นจะเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นที่สนามรบ ศพของทหารที่ตายไปอยู่ๆ ก็ขยับขึ้นอีกครั้งพร้อมเพรียงกัน ในขณะที่ออร่าสีแดงที่ดาบปีศาจก็ได้กระจายไปทั่วทั้งสนามรบ

    “รีบหยุดเขาเร็วเข้า!”

    ผู้อำนวยการเห็นท่าไม่ดีก็รีบเคลื่อนไหวทันที พร้อมๆ กับคาร์ลอส ดุ๊กที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามคริสนั้นกลับกล่าวบางอย่างขึ้นดับความหวังของพวกเขา

    “มันสายเกินไปแล้ว…จงตื่นขึ้นนักรบแห่งความตาย! จงรับใช้ราชาของพวกเจ้า!”

    คริสคำรามออกมาในขณะเดียวกันซากศพมนุษย์จำนวนมากต่างพากันลุกขึ้น ก่อนที่พวกมันจะถูกออร่าสีแดงจากดาบปีศาจอาบย้อมและเปลี่ยนพวกมันกลายเป็นนักรบโครงกระดูกนับหมื่นๆ การเพิ่มขึ้นของจำนวนศัตรูในสนามรบนั้นทำให้กองทัพของนัวร์เหมือนถูกเขย่าขวัญ

    “นี่มันเวทมนตร์อันใดกัน เหตุใดคนตายถึงได้ฟื้นคืนชีพ”

    เหล่าทหารของกองทัพนัวร์ต่างสับสนและถามกับสหายของตนเองที่อยู่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นกองทัพกระดูกจำนวนมากที่สวมชุดเครื่องแบบเดียวกับพวกเขาฟื้นคืนชีพมาจากความตาย

    ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากกำจัดศัตรูของพวกเขา อย่างไรก็ตามการจะกำจัดพวกโครงกระดูกนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเขาคิด มันไม่ได้แตกต่างอะไรจากร่างเงาของดุ๊กเลยเมื่อมันถูกทำลายมันยังสามารถคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้ตราบใดที่ออร่าสีแดงที่ปกคลุมทั่วทั้งสนามรบยังคงอยู่

    “เป็นทริคที่วิเศษจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าจะสามารถเอาชนะสงครามที่ผ่านมาได้อย่างง่ายดาย หากเพียงสามารถปลุกกองทัพกระดูกพวกนี้ขึ้นมาได้กระแสของสงครามก็จะเปลี่ยนไปทันที…”

    ดีโก้และคาร์ลอสต่างมาถึงเบื้องหน้าของคริสและทั้งสองก็ได้หยุดลงทันที และเป็นดีโก้ที่กล่าวขึ้น

    “แต่จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ หากว่าเจ้าถูกกำจัด?”

    ดีโก้กล่าวจบเขาก็เคลื่อนไหวทันที พร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันอันมหาศาลออกมา การเคลื่อนไหวของแม่ทัพดีโก้นั้นเปรียบเสมือนกับการปรากฏตัวขึ้นของภูเขาลูกใหญ่เลยก็ว่าได้ แม้ว่าคริสจะมีศาสตราวิญญาณปกป้องเขาอยู่แต่เขายังรู้สึกกดดันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายชราคนนี้ตรงๆ

    “ออร่าปฐพี!”

    ดีโก้คำรามขึ้นก่อนที่จะปลดปล่อยหมัดที่ห่อหุ้มด้วยออร่าสีเทาออกมา

    “บึ้มมมมมมมมมม!”

    หมัดของแม่ทัพดีโก้นั้นปะทะเข้ากับโล่ที่คุ้มกันร่างกายของคริสอย่างเต็มๆ อย่างไรก็ตามครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เพียงหมัดๆ เดียวของดีโก้นั้นทำให้พื้นของสนามรบยุบลงไปเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่นั้นมันยังสร้างรอยร้าวให้กับโล่ป้องกันของคริสได้ด้วย

    “เป็นกระดองที่แข็งจริงๆ คาร์ลอสจัดการซะ!”

    ดีโก้ตวาดสั่งสหายของตนเอง ทำให้คนแก่ที่ดูหัวรั้นอีกคนแสดงออกท่าทางไม่พอใจ อย่างไรก็ตามเขายังเคลื่อนไหวตามที่อีกฝ่ายกล่าว

    “อย่ามาสั่งข้าตาเฒ่า!”

    คาร์ลอสคำรามออกมาก่อนที่จะปรากฏกลุ่มเปลวเพลิงขนาดใหญ่ มันคือออร่าเปลวเพลิงที่ร้อนแรงจนสามารถหลอมละลายพื้นที่ภูมิประเทศของสนามรบได้

    “บึ้มมมมมม!”

    เปลวเพลิงพุ่งทะยานไปที่คริสและชายหนุ่มก็ได้รับมันเต็มๆ

    “เวรเอ้ย!”

    คริสเริ่มที่จะรู้สึกถึงความหวาดกลัวเมื่อต้องประมือกับผู้แข็งแกร่งเบื้องหน้าทั้งสองคน อย่างไรก็ตามในเวลานั้นดาบปีศาจในมือของเขาก็ได้ปรากฏประกายสีเลือดออกมาพร้อมกับป้องกันการโจมตีของเปลวเพลิงได้อย่างง่ายดาย

    “อย่าได้หวาดกลัว…พลังของพวกเขายังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะเจ้าและข้าได้….”

    เสียงโบราณได้ดังขึ้นในหัวของคริสทำให้ชายหนุ่มสงบลงอย่างรวดเร็ว มันคือเสียงของดาบปีศาจนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน