การสอบดำเนินไปอย่างเข้มข้นและตึงเครียด คำถามแต่ละข้อคัดผู้เข้าสอบให้ลดน้อยลงตามลำดับ ผู้ชมต่างลุ้นกันตัวโก่งว่าใครจะเป็ผู้ชนะจนแทบลืมหายใจ
“นี่ ๆ เ้าว่าใครจะชนะ”
เมื่อคนหนึ่งตั้งคำถาม ผู้คนก็เริ่มถกเถียงกันยกใหญ่ทว่าในนั้นไม่มีชื่อขององค์หญิงอู๋ิรวมอยู่เลย จนกระทั่งเหลือผู้เข้าสอบเพียงสามคนคือองค์หญิงลู่เอิน องค์หญิงเจียวมี่และองค์หญิงอู๋ิทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากและถกเถียงกันอย่างออกรสก่อนจะเงียบเสียงลงเมื่อคำถามข้อต่อไปเริ่มขึ้น
“ข้อสุดท้ายนี้มีผู้ตอบถูกเพียงสองท่าน” ผู้ประกาศเงยหน้าจากกระดาษคำตอบและมองท่าทีมั่นใจขององค์หญิงอู๋ิอย่างลังเล หากเขาพลิกผลในมือต่อหน้าธารกำนัล คงจะเป็การรนหาที่ตายเพราะองค์หญิงอู๋ิในวันนี้มิใช่คนเดิมที่จะอยู่เฉยยอมให้ถูกโกงซึ่งหน้าอย่างแน่นอน
“เฉลยเร็วเข้าท่านอาจารย์ ข้าแทบทนรอเห็นคนตกรอบไม่ไหวแล้ว” องค์หญิงเจียวมี่ยิ้มมั่นใจและมองคนตกรอบคนถัดไปด้วยแววตาสมเพช
อู๋ิทำเป็ทองไม่รู้ร้อนเพราะมั่นใจว่าคำตอบของนางถูกต้อง ก็แค่รอลุ้นว่าระหว่างลู่เอินและเจียวมี่ ใครจะอยู่หรือไปก็เท่านั้น
“ผู้ที่ตอบถูกคือองค์หญิงลู่เอินและองค์หญิง... เอ่อ... อู๋ิพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบศาลาเพราะต่างไม่เชื่อว่าองค์หญิงเจียวมี่จะตกรอบก่อนองค์หญิงอู๋ิที่แทบไม่เข้าเรียนเลยและมีอีกหลายคนเช่นกันที่เป็ลมล้มพับเพราะลงพนันข้างองค์หญิงเจียวมี่จนหมดตัว แม้เ้าตัวเองก็ไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้นี้
“เป็ไปไม่ได้! ในเมื่อข้าท่องจำคำ...” องค์หญิงเจียวมี่รีบยกมือปิดปาก โชคดีที่รอบศาลาเสียงดังมาก
“เมื่อครู่เ้าพูดว่าท่องจำ ท่องจำอะไรงั้นหรือ ว่าอย่างไร พูดมาสิ” องค์หญิงลู่เอินรุกถาม ยิ่งเห็นท่าทางหลุกหลิกมีพิรุธก็ยิ่งไม่อาจปล่อยอีกฝ่ายไป
“ข้าก็ท่อง... ท่องจำตำราเหมือนกับพวกเ้านั่นแหละ ช่างเถอะ อย่างน้อยข้าก็ได้ที่สาม ขอตัวลงไปก่อน” องค์หญิงเจียวมี่เดินแกมวิ่งลงจากศาลาไปอย่างร้อนรน หากฝืนอยู่ต่อ องค์หญิงลู่เอินคงไม่ยอมเลิกราแน่
“บ๊ายบายที่สาม” อู๋ิโบกมือลาพร้อมรอยยิ้มขัน พิรุธมากมายเพียงนั้น ใครบ้างจะดูไม่ออกว่าองค์หญิงเจียวมี่เล่นตุกติก
“ทูลฝ่าาคำถามหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ผู้ที่ได้คะแนนสอบสูงสุดวันนี้คือองค์หญิงลู่เอินและองค์หญิงอู๋ิที่มีคะแนนเท่ากันพ่ะย่ะค่ะ” ในที่สุดก็จบลงเสียที ผู้ประกาศถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้ผลการสอบจะเหนือความคาดหมายแต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเขา
“ไม่ได้ วันนี้จะต้องมีผู้ชนะเพียงคนเดียวเท่านั้น” อู๋ิะโค้าน หากคะแนนเท่ากันการเดิมพันก็ต้องเป็โมฆะ นางอุตส่าห์ตรากตรำอ่านตำรามาตั้งหลายวันจะปล่อยให้สูญเปล่าไม่ได้
ทุกคนที่เห็นการกระทำอันหาญกล้าขององค์หญิงอู๋ิพากันอ้าปากค้างไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ของวันนี้ ส่วนฮองเฮานั้นยิ้มสมใจที่เด็กสาวดื้อรั้นกว่าที่คาด สมแล้วที่เป็บุตรสาวของเหยาฉี รนหาที่ตายชัด ๆ
ฮ่องเต้หันไปมองใบหน้าซีดเซียวของคนสนิท มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ อู๋ิคิดถึงแต่เื่เดิมพันเสียจนลืมนึกถึงผลได้เสีย นับว่านางหาเื่ใส่ตัวโดยแท้
“โลภมาก” องค์รัชทายาทหรงซิ่งส่ายหน้าระอา เป็ที่หนึ่งคู่กับลู่เอิน นางยังไม่พอใจ คงอยากจะเป็ที่สองให้ได้กระมัง
มู่หลานที่ได้ยินหันขวับไปมองผู้พูดด้วยความโมโห ดูถูกนางไม่เป็ไรแต่จะปรามาสองค์หญิงของนางไม่ได้
“หากองค์หญิงอู๋ิทรงชนะล่ะเพคะ”
“เ้าอยากเดิมพันกับข้างั้นหรือ" องค์รัชทายาทหรงซิ่งเลิกคิ้วถามและอีกฝ่ายห็พยักหน้ารับ เหมือนกันทั้งนายและบ่าว ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
“เ้าจะเดิมพันด้วยสิ่งใด”
“ได้ทุกอย่างตามที่องค์รัชทายาทจะรับสั่งเพคะ แต่ถ้าองค์หญิงชนะ องค์รัชทายาทก็ต้องทำทุกอย่างตามที่หม่อมฉันขอ ตกลงหรือไม่เพคะ” ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว มู่หลานขอร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันกับองค์หญิงอู๋ิจนจบก็แล้วกัน
"ข้าตกลง"
“คำถามข้อสุดท้าย ข้าจะเป็คนตั้งโจทย์เอง”
คำประกาศของฮ่องเต้ทำให้บรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลายคนที่ลงข้างองค์หญิงลู่เอินะโโห่ร้องอย่างยินดีที่ยังมีโอกาสชนะการเดิมพัน
“อยู่สูงเทียมฟ้า มิอาจจับต้อง อยู่ใกล้เป็ภัย อยู่ไกลหนาวเหน็บ ประโยคนี้หมายถึงสิ่งใดพร้อมอธิบายเหตุผล เอาล่ะ เริ่มเขียนคำตอบได้!”
อู๋ิและองค์หญิงลู่เอินลงมือเขียนคำตอบทันที หลังครบหนึ่งก้านธูปกระดาษทั้งสองแผ่นก็ถูกรวบรวมไปให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร กระดาษแผ่นแรกถูกเขียนอย่างบรรจง ตัวอักษรเรียงกันเป็ระเบียบสวยงาม อ่านเข้าใจง่ายแต่น่าเสียดายที่คำตอบนั้นมีเพียงการเยินยอเท่านั้น กระดาษอีกแผ่นแม้ลายมือยึกยืออ่านยากทว่ากลับให้คำตอบและเหตุผลที่ถูกต้องทั้งยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าหาก้าทราบว่าระบบสุริยจักรวาลคืออะไร ก็ให้เลือกนางเป็ผู้ชนะ
‘คิดติดสินบนข้างั้นหรือ ช่างเ้าเล่ห์นัก!’
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ” กงกงเซ่อกระซิบเตือนเพราะทุกคนกำลังรอประกาศจากฮ่องเต้อย่างกระวนกระวายใจรวมถึงตัวเขาเองด้วย
“ผลแพ้ชนะเป็ที่ประจักษ์แล้ว องค์หญิงลู่เอิน...”
ฝูงชนที่ได้ยินชื่อขององค์หญิงลู่เอินต่างพากันลุกฮือและะโโห่ร้องอย่างยินดี มีไม่กี่คนที่ไม่ได้รู้สึกยินดีไปด้วยหนึ่งในนั้นคืออู๋ิและองค์หญิงเจียวมี่
“หึ ๆ” ฮองเฮาหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางจะทำให้อู๋ิเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคำว่าอยู่ไม่สู้ตายเป็อย่างไร
มู่หลานทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงและหันไปมองผู้เป็นายอย่างเป็กังวล องค์หญิงอู๋ิคาดหวังกับการสอบครั้งนี้มากคงจะเสียพระทัยมากแน่ ยิ่งไปกว่านั้นคือทั้งสองจะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของฮองเฮาถึงหนึ่งปีทีเดียว
องค์หญิงเจียวมี่หันไปมองอู๋ิอย่างสะใจทว่าก็แอบรู้สึกเสียดายเพราะปรารถนาจะเห็นความพ่ายแพ้ของลู่เอินเช่นกัน
องค์หญิงลู่เอินคำนับขอบคุณทำให้เสียงปรบมือดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมกับคำชื่นชมที่ดังไม่ขาดสาย
ฮ่องเต้นิ่วหน้าและหันไปมององค์หญิงอู๋ิซึ่งเ้าตัวก็กำลังมองมาทางเขาเช่นกัน ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนที่อู๋ิจะตัดสินใจลุกขึ้น
"คำตอบคือพระอาทิตย์!” อู๋ิะโแข่งกับเสียงของผู้คนและจ้องหน้าฮ่องเต้
"ใช่หรือไม่ใช่เพคะฝ่าา" หากฮ่องเต้กล้าโกหก เขาก็ไม่มีค่าพอให้ต้องใส่ใจและอู๋ิจะไม่หวังพึ่งเขาอีก
“ใช่ คำตอบคือพระอาทิตย์” ฮ่องเต้ตอบชัดเสียงดัง
เสียงของผู้ชมดังกระหึ่มกว่าตอนประกาศชื่อองค์หญิงลู่เอินหลายเท่า องค์หญิงอู๋ิก็ตอบถูก เช่นนั้นทั้งสองจะยังแข่งขันกันต่อหรือไม่ ถ้าไม่ ก็เท่ากับว่าไม่มีผู้ชนะ เช่นนั้นเงินพนันของพวกเขาเล่าจะทำอย่างไร
ท่าทางนิ่งงันกอปรกับใบหน้าซีดเซียวขององค์หญิงลู่เอิน เดาได้ไม่ยากว่าคำตอบของอีกฝ่ายนั้นต่างออกไป อู๋ิอยากรู้นักว่าองค์หญิงลู่เอินจะโกหกเพื่อรักษาหน้าของตัวเองหรือยอมรับความจริงอย่างซื่อสัตย์
“องค์หญิงลู่เอิน คำตอบของเ้าคืออะไร”
องค์หญิงลู่เอินนิ่งอึ้ง สมองคิดกลับไปกลับมาอย่างสับสน หากโกหก ฮ่องเต้คงมองนางเปลี่ยนไปจากเดิม ได้ไม่คุ้มเสีย
“คำตอบของข้าคือพระาา”
เสมือนทุกคนหยุดหายใจไปชั่วขณะ บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบวังเวง ผ่านไปครู่หนึ่งทุกคนจึงฟื้นคืนสติและพากันร้องไห้ระงมเพราะไม่มีใครลงข้างองค์หญิงอู๋ิแม้แต่คนเดียว ถือว่าวันนี้เ้ามือกินเรียบอย่างแท้จริง พวกเขาจะต้องเริ่มจากศูนย์ เก็บหอมรอบริบกันใหม่อีกแล้วหรือ
“ชนะแล้ว ข้าชนะแล้ว”
อู๋ิลุกขึ้นะโโลดเต้นอย่างเบิกบานใจไปพร้อมกับมู่หลาน หากองค์รัชทายาทหรงซิ่งไม่สั่งให้คนลากตัวทั้งสองกลับตำหนักเสียก่อนคิดว่าพวกนางคงถูกรุมประชาทัณฑ์โดยไม่รู้ตัว
"องค์หญิงอู๋ิและองค์รัชทายาทหรงซิ่งมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้พวกเขาเข้ามา”
อู๋ิเดินตามหลังองค์รัชทายาทหรงซิ่งเข้าไปด้านในก่อนทั้งสองจะหยุดตรงหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้และทำความเคารพ จากนั้นอู๋ิที่ใจร้อนอ้าปากเตรียมจะทวงสัญญาทันที
“ข้ารู้ว่าเ้าจะพูดอะไร ข้าให้เ้าได้สามข้อ ้าสิ่งใดจงรีบบอกมา"
"ข้อแรก หม่อมฉัน้าพำนักที่ตำหนักอี้เทียนนานตาม้า หากหม่อมฉันไม่ยินยอม ใครก็ห้ามไล่เด็ดขาด รวมไปถึงเ้าของตำหนักด้วย"
“ว่าอย่างไรหรงซิ่ง”
“กระหม่อมสุดแล้วแต่เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
"เช่นนั้นก็ตกลง" ฮ่องเต้รับปากแม้จะประหลาดพระทัยไม่น้อยที่องค์รัชทายาทไม่แม้จะเอ่ยปฏิเสธ
อู๋ิเองก็มองหน้าองค์รัชทายาทหรงซิ่งด้วยความสงสัยแต่คร้านจะหาคำตอบในตอนนี้
"ข้อสอง หม่อมฉัน้าไปยังสถานที่หนึ่งและต้องอย่างสมเกียรติเพคะ"
“เ้า้าไปที่ใด” ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความสนใจเพราะการร้องขอนี้แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร
“จวนแม่ทัพหลี่เพคะ” อู๋ิไม่อาจเข้าไปด้านในด้วยถูกรองแม่ทัพฉีจับตาอยู่ตลอด มีเพียงยืมใช้อำนาจของราชวงศ์เท่านั้นจึงจะไม่มีใครกล้าขัดขวางนางอีก
“นี่เ้าชอบพอแม่ทัพใหญ่งั้นหรือ” มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าแม่ทัพใหญ่ใส่ใจฮูหยินเหมยฮวามากเพียงใด แม้แต่ฮ่องเต้อย่างเขายังไม่กล้าใช้อำนาจบังคับเพราะเกรงจะทำให้แคว้นต่งขาดแม่ทัพฝีมือดีไป
“เข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่ได้...” อู๋ิส่ายหน้ารัว ๆ ใครจะไปสนใจสามีของสหายกันล่ะ ที่สำคัญเหมยฮวาร้ายกาจถึงเพียงนั้นขืนไปยุ่มย่ามกับแม่ทัพใหญ่ ชีวิตของนางคงได้ยุ่งเหยิงมากกว่าเดิมเป็ล้านเท่า
“เอาเป็ว่าข้าตกลงก็แล้วกัน แต่ขอเตือนไว้ก่อน ไม่ว่าเ้าจะพยายามมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ แม่ทัพใหญ่ไม่มีทางรับอนุและข้าก็ไม่อาจบังคับเขาด้วย เอาล่ะ ถึงข้อสุดท้ายแล้ว จงรีบบอกมา"
อู๋ิคร้านจะอธิบายเื่ที่อีกฝ่ายเข้าใจผิดเพราะความปรารถนาสุดท้ายสำคัญมาก
“หม่อมฉัน้าองครักษ์ฝีมือดีและหม่อมฉันก็มีคนที่หมายตาไว้แล้วด้วยเพคะ”
"ไม่! ข้าสบายดี ข้าไม่้าพักผ่อนอะไรทั้งนั้น!" วันนี้นางตั้งใจจะไปพบเหมยฮวาแต่แล้วจู่ ๆ หมอหลวงก็ตรงมาที่ตำหนักทั้งยังอ้างว่าสุขภาพของนางย่ำแย่จึงห้ามมิให้ออกไปข้างนอก
"แต่องค์รัชทายาทหรงซิ่ง..." มู่หลานเอ่ยเสียงเบา
"โบท็อกเกี่ยวอะไรด้วย"
"องค์รัชทายาทรับสั่งให้กระหม่อมตรวจสุขภาพขององค์หญิงอย่างละเอียด ทรงเป็ห่วงองค์หญิงมากนะพ่ะย่ะค่ะ"
"เขาน่ะหรือห่วงข้า? คงอยากแกล้งข้าเสียมากกว่า" อู๋ิบ่นอย่างหงุดหงิดแต่ไม่อาจต้านทานคนจำนวนมากได้
เจ็ดวันต่อมาอู๋ิก็ยังไม่ได้ออกไปข้างนอกอย่างที่ตั้งใจ แม้จะโกรธองค์รัชทายาทหรงซิ่งอยู่ไม่น้อยแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุขภาพของนางดีขึ้นมาก ตอนนี้นางได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องได้แล้วดังนั้นมู่หลานจึงกุลีกุจอพานางมาเดินเล่นในสวนทันที
ั้แ่มาอยู่ที่นี่อู๋ิใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือจึงไม่มีโอกาสได้สำรวจตำหนักอี้เทียนอย่างจริงจังดังนั้นจึงไม่เคยทราบเลยว่าที่นี่จะมีสวนดอกไม้งดงามมากถึงเพียงนี้
“สวยมาก”
“เพคะ สวนดอกไม้ฝั่งนี้งดงามมากจริง ๆ ที่ฝั่งตะวันตกของพวกเราเทียบไม่ได้สักนิด” สตรีชื่นชอบความงามของบุปผาทว่าสวนฝั่งตะวันตกกลับแห้งแล้งมีแต่ใบไม่มีดอก ผิดกับฝั่งขององค์รัชทายาทหรงซิ่ง คนเ็าไร้ความรู้สึกเช่นเขาเคยออกมาชื่นชมความงามของดอกไม้สักครั้งที่ไหน คนงานในสวนมีแต่จะเสียแรงเปล่า
“สวนฝั่งตะวันตกสู้ไม่ได้? หมายความว่าอย่างไร อย่าบอกนะว่าตอนนี้พะ.... พวกเรากำลังยืนอยู่ฝะ... ฝั่งตะวันออก” ใบหน้าสดใสแช่มชื่นเมื่อครู่พลันซีดเซียวเมื่อนึกถึงคำขู่ขององค์รัชทายาทในวันแรกที่มาถึง
"ไม่เอา ข้ายังอยากมีขาไว้เดินนะ" อู๋ิส่ายหน้าก่อนจะรีบพาตนเองออกจากพื้นที่ต้องห้ามโดยทันทีทว่านางกำนัลตัวดีไม่รู้ไปกินดีหมีจากไหนจึงไม่ตามออกมาด้วยแม้จะะโเรียกจนคอแหบแห้งก็ตาม
“มู่หลานคนโง่! ยืนยิ้มอะไรอยู่ได้ รีบกลับมาฝั่งตะวันตกเร็วเข้า! อยากพิการหรือไร!”
ขณะที่อู๋ิกวักมือเรียกอย่างบ้าคลั่ง องค์รัชทายาทหรงซิ่งก็โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแต่น่าแปลกคือเขาเพียงเดินผ่านไปเฉย ๆ ราวกับมองไม่เห็น เื่ราวความน่าพิศวงยังไม่จบลงเพียงเท่านี้เพราะเมื่อถึงเวลาอาหารอู๋ิก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติอีกครั้ง บนโต๊ะอาหารทุกอย่างถูกเตรียมไว้สำหรับสองคน ข้าวสองถ้วยและกับข้าวที่มีปริมาณมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
อู๋ิหย่อนตัวลงนั่งและหยิบตะเกียบขึ้นมารอท่า
“จะมีแขกมาอย่างนั้นหรือ ใครกัน”
“คนกันเองทั้งนั้นเพคะ คิก ๆ” มู่หลานหันไปมองประตูทางเข้าอย่างรอคอย
อู๋ิมองตามก่อนเผลอปล่อยตะเกียบหลุดมือด้วยความใ สองมือยกขึ้นขยี้ตาหลายครั้งทว่าภาพตรงหน้ายังคงชัดเจน องค์รัชทายาทตัวจริงเสียงจริงมาพร้อมกับใบหน้าบึ้งตึงและดวงตาที่มีไฟลุกโชน
องค์รัชทายาทหรงซิ่งกระแทกตัวลงนั่งอย่างไม่พอใจก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารและหันไปมองน้องสาวต่างมารดาอย่างพาล ๆ
“หน้าข้าทำให้เ้าอิ่มได้งั้นหรือ กินข้าวสิ”
มู่หลานนำตะเกียบคู่ใหม่มายื่นให้แก่เ้านายที่ยังคงนั่งนิ่ง องค์หญิงอู๋ิคงจะดีพระทัยมากกระมังเพราะนี่นับเป็การทานข้าวพร้อมกับคนในครอบครัวเป็ครั้งแรก นี่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น ต่อไปนางจะทำให้องค์หญิงดีพระทัยมากยิ่งขึ้นไปอีก
“อะแฮ่ม! อะแฮ่ม!” มู่หลานกระแอมและส่งสัญญาณบางอย่างไปให้แขก
มือหนาชะงักตะเกียบที่กำลังคีบอาหารก่อนเงยหน้าขึ้นมองนางกำนัลตัวร้ายอย่างไม่สบอารมณ์
“อะแฮ่ม!” มู่หลานกระแอมอีกครั้งและส่งสายตาไปที่เนื้อผัดสลับกับถ้วยขององค์หญิงอู๋ิ
องค์รัชทายาทหรงซิ่งย้ายตะเกียบไปคีบเนื้อผัดและนำไปวางในถ้วยของเป้าหมายก่อนจะหันไปส่งสายตาคำถามกับศัตรูตัวฉกาจว่าพอใจแล้วหรือไม่
มู่หลานส่ายหน้าและส่งสายตาไปที่อาหารอีกจานซึ่งก็เป็ของโปรดขององค์หญิงเช่นกัน
ปัง!
องค์รัชทายาทตบโต๊ะอย่างแรงจนกับข้าวในจานกระฉอกออกมาเลอะบนโต๊ะ มือหนายกขึ้นชี้หน้ามู่หลานอย่างเหลืออด
“เ้า!”
อู๋ิที่เห็นท่าไม่ดีรีบจับขอบโต๊ะไว้แน่นป้องกันไม่ให้ชายขี้โมโหล้มโต๊ะ ระหว่างมู่หลานและองค์รัชทายาทเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดวันนี้เขาถึงได้ทำตัวประหลาดขัดกับกฎที่ตั้งไว้
“ทรงรับปากแล้ว” มู่หลานจ้องหน้าเขา
"ได้" องค์รัชทายาทหรงซิ่งจำต้องเก็บมือก่อนจะคีบอาการทุกอย่างไปวางในถ้วยของอู๋ิจนพูนโดยไม่ละสายตาจากนางกำนัลเ้าปัญหา เขาอยากตัดลิ้นของนางทิ้ง นางจะได้ไม่พูดมาก อยากตัดขาของนางจะได้ไม่วิ่งวุ่นทั่วตำหนักให้รำคาญใจ อยากควักลูกตาของนางที่มองเขาราวกับเบี้ยตัวหนึ่งนั่นด้วย!
“ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป องค์รัชทายาทหรงซิ่งทรงรับปากว่าจะมาทานอาหารเย็นพร้อมองค์หญิงทุกวัน ดีพระทัยไหมเพคะองค์หญิง"
"ทุกวัน!"
"ใช่ ทุกวันเพคะ"
แกร่ก! ตะเกียบในมืออู๋ิกลิ้งไปกองกับพื้นอีกครั้งก่อนเ้าตัวจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะและร้องไห้โฮด้วยความอัดอั้น แค่จะกินข้าวอย่างมีความสุขก็ยังทำไม่ได้เลย คืนวันดี ๆ ของนางทำไมถึงได้ผ่านไปเร็วนักนะ
“ทอดพระเนตรสิเพคะองค์รัชทายาทหรงซิ่ง องค์หญิงทรงดีพระทัยจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว”