ฟ่านเฉินแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นเจ้าสำนักกู้เดินมาหาเขา
“เจ้าสำนักกู้ ท่านไม่ใช่จะพักผ่อนหรือ หรือว่ามีอะไรหรือขอรับ”
“ข้าได้ยินมาว่าอาจารย์อากับอู๋เยี่ยนมา ก่อนจะจากไปรับทราบโทษที่สมาคมเฟิ่งซานเล่อปู้ เรื่องที่ข้าใช้พลังปราณต่อหน้าประชาชนในเขตเมือง เรื่องนี้ร้ายแรงมากหรือไม่ ข้าต้องการความจริง”
“เจ้าสำนักกู้ ท่านวางใจ เรื่องนี้จื่อหย่งถวายฎีกาต่อฝ่าบาทแล้วว่าท่านมีเหตุอันจำเป็นให้ต้องละเมิดข้อกฎหมาย ทั้งยังแจ้งความจำเป็นที่ไม่อาจไปรายงานตัวที่สมาคมเฟิ่งซานเล่อปู้ได้ในวันสองวัน ถึงกระนั้นอาจารย์อิ่นซือเฉิงพร้อมศิษย์น้องอู๋ก็คิดว่าต้องไปอธิบายด้วยตนเองเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เจ้าสำนักกู้ ท่านวางใจเถอะ อาจารย์อิ่นซือเฉิงบอกแล้วว่าสมาคมเข้าใจดี”
“เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว งั้นข้ากลับไปก่อน แม่ทัพฟ่าน ไว้พบกัน”
“เจ้าสำนักกู้โปรดระมัดระวัง”
กู้เลี่ยงรุ่ยดินกลับมายังห้องพักโดยความรู้สึกหน่วงๆ ความผิดตามกฎหมายนั้นเขาไม่ห่วงเท่าไหร่ ยังไงฝ่าบาทก็น่าจะเข้าใจเมื่อบัณฑิตจื่อหย่งออกหน้า แต่กลับความผิดที่โดนสมาคมเรียกตัวนี่สิ เขารู้ดีว่าสมาคมเฟิ่งซานเล่อปู้เป็นสมาคมอะไร การที่อาจารย์อาอิ่นซือเฉิงเดินทางไปด้วยตนเองแสดงให้เห็นถึงระดับความร้ายแรงที่เกิดขึ้นแล้ว
ใต้แสงตะเกียงหรุบหรู่ กู้เลี่ยงรุ่ยกางจดหมายอ่าน
'ข้าเอง อู๋เยี่ยน ข้ารู้ว่าหลังจากที่เจ้าได้อ่าน ข้าและอาจารย์อิ่นซือเฉิงคงเดินทางจากไปแล้ว เจ้าคงกำลังลำบากใจไม่น้อยเมื่อได้รู้ว่าสมาคมเฟิ่งซานเล่อปู้เรียกตัวเจ้า และเจ้าก็น่าจะเดาได้แล้วว่าสาเหตุที่ทางสมาคมเรียกตัวเจ้าไม่ใช่เพราะการฝ่าฝืนเล็กน้อยที่เมืองหลวง แต่เป็นเพราะปันน่า ตอนนี้ปันน่าและสหายตุ้งติ้งของเจ้ายังปลอดภัยดี อาจารย์กู้พาทั้งสองหลบไปอยู่ที่ป่ากับผู้อาวุโสเว่ยชิง หลบไปให้พ้นจากสายตาของเจ้าสำนักตู้ที่ต้องการตัวปันน่าอย่างกระเหี้ยนกระหือรือจนน่ารังเกียจ แรกทีเดียวข้าก็ไม่เห็นด้วยกับการที่เจ้าอยากจะช่วยปันน่า แต่ตอนนี้จะมาคิดอะไรไร้สาระก็ไม่ทันแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อไปนี้คือการเปิดฉากต่อสู้กับเจ้าสำนักตู้ที่อยากจะกระชากเจ้าลงมาจากยอดเขาให้ตกต่ำ แต่ไม่มีทางที่คนพรรค์นั้นจะทำสำเร็จเด็ดขาด ยังไงทั้งข้า อาจารย์อิ่นซือเฉิงและอาจารย์กู้จะต้องช่วยเจ้าแน่ เจ้าทำใจให้สบาย รักษาท่านอ๋องให้หายดี เขาจะช่วยเจ้าได้ในอนาคต อย่าลืมว่าคำพูดของเจ้าผู้ครองรัฐย่อมมีน้ำหนักกว่าคำพูดของคนทั่วไป’
กู้ลี่ยงรุ่ยเก็บจดหมาย ถอนหายใจออกมาช้าๆ เจ้าสำนักตู้ผู้นั้นแค้นอะไรตนนักหนาถึงได้จองล้างจองผลาญกันขนาดนี้ เชื่อเถอะว่าที่สมาคมเรียกตัวกู้เลี่ยงรุ่ยก็เป็นเพราะเจ้าสำนักตู้ไปเป่าหูใส่สีตีไข่แน่นอน เป้าหมายชัดเจนเลยว่าอยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนหลุดจากตำแหน่ง หรือร้ายที่สุดคือถูกประหารไปพร้อมกับปันน่า
เรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะฟังดูไม่มีอะไรแต่สำหรับสมาคมเฟิ่งซานเล่อปู้แล้วมี ทางสมาคมก่อตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมและจำกัดการใช้พลังปราณที่ผิดธรรมชาติ หรือพวกที่ริอาจจะเดินทางสายมารก็จะต้องถูกทางสมาคมสอบสวนและตัดไฟแต่เนิ่นๆ เส้นทางการเปลี่ยนแปลงจากธรรมะเป็นอธรรมนั้นมักจะมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่การเริ่มติดต่อคบค้ากับปีศาจ ขอเพียงมีหลักฐานและพยานว่าคนผู้หนึ่งติดต่อมีสายสัมพันธ์กับปีศาจ ก็ต้องได้รับการสอบสวนถึงเจตนาและความผิดฐานแรกแล้ว
นับประสาอะไรกับตนที่มีทั้งหลักฐานและพยานว่าปกป้องปันน่าที่เป็นปีศาจนางพญาผีเสื้อจนละเมิดกฎหมายสั่งห้ามใช้พลังปราณที่เขตเมืองหลวงเพื่อให้ปันน่าหนีไป นี่ยังไม่นับรวมการที่เขาผูกวิญญาณกับปันน่า ขอเพียงทางสมาคมรู้ว่าเขาถึงขนาดหาญกล้าใช้อาคมแบบนี้ก็ต้องถูกลงโทษแล้ว ทั้งยังอาจจะถูกโยงไปยังสำนักคุ้มภัยจนอาจจะย่อยยับไปพร้อมกันก็ได้ กู้เลี่ยงรุ่ยไม่คิดเลยว่าเจ้าสำนักตู้จะกล้าเล่นงานเขาเช่นนี้ทั้งๆ ที่เขาเองก็แอบใช้อาคมจองจำโดยไร้ความจำเป็น ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ความผิดของเขากับเจ้าสำนักตู้แทบจะเท่ากันแล้ว แต่แน่นอนว่ากู้เลี่ยงรุ่ยเสียเปรียบที่พูดทีหลังและแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าธารกำนัลว่าเขาเลือกที่จะปกป้องปันน่า
ใครๆ ก็ต้องคิดว่าเจ้าสำนักกู้มีใจคิดเดินทางสายมาร...
คิดแล้วเส้นไมเกรนที่มักจะปวดตุบๆ เวลาเครียดก็เริงระบำ กู้เลี่ยงรุ่ยอยากจะไปอธิบายที่สมาคมเสียเดียวนี้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่จะทำแบบนั้นได้ยังไงในเมื่อฉีอ๋องยังต้องการให้ตนถ่ายพลังปราณขับไอเย็นอยู่เลย และยิ่งโผล่ไปแบบไม่มีฉีอ๋องก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ อย่างที่อู๋เยี่ยนบอก ฉีอ๋องเป็นเจ้าผู้ครองรัฐ หากได้เขาช่วยพูดยืนยันความบริสุทธิ์ของปันน่า ทางสมาคมก็ต้องเปิดใจรับฟังแล้วส่วนหนึ่ง ไม่งั้นการจะหาข้อโต้แย่งเรียกร้องความยุติธรรมให้ปีศาจที่ไม่เคยทำร้ายใครมาก่อนอย่างปันน่าคงจะไม่ง่ายนัก
แล้วคืนนั้นทั้งคืนจนครบเวลาสามชั่วยาม กู้เลี่ยงรุ่ยก็นอนไม่หลับเลย
พอถึงยามโฉ่ว กู้เลี่ยงรุ่ยที่นอนตาค้างก็ลุกขึ้นจากเตียงไปลงอ่างถ่ายพลังปราณให้ฉีอ๋องเพื่อขับไอเย็นเป็นครั้งสุดท้ายโดยอัตโนมัติ
ท่านหมอหลวงยิ้มแย้มเสมอและบอกว่าร่างกายฉีอ๋องตอบสนองได้ดีมาก ครั้งนี้จึงเป็นครั้งสุดท้ายของการรักษา
กู้เลี่ยงรุ่ยคราวนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะร้องเพลง และฉีอ๋องก็เหมือนจะดีขึ้นมากจนไม่ทรมานมากเหมือนสองครั้งก่อน นั่งนิ่งๆ และรับเอาพลังปราณไปอย่างสงบ กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกได้เลยว่าภายใต้ฝ่ามือของเขานั้นร่างกายของฉีอ๋องมีอุณหภูมิที่คงที่อย่างสม่ำเสมอ น้ำไม่เย็นเฉียบอีกต่อไปและริมฝีปากของฉีอ๋องก็ไม่คล้ำม่วง ใบหน้าก็มีสีเลือดมากขึ้นจนดูเหมือนปกติที่สุดแล้ว
ทว่าก็ต้องตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่ออยู่ดีหลังจากถ่ายพลังปราณไปได้สองชั่วยาม ฉีอ๋องก็ลืมตาขึ้นมาเสียเฉยๆ
กู้เลี่ยงรุ่ยเงียบงัน เพราะหัวสมองไม่ได้โฟกัสที่อื่นนอกจากเรื่องที่สมาคมเรียกตัวและอาจทำให้ทั้งอาจารย์ที่เคารพ อู๋เยี่ยนและสำนักต้องโดนหางเลขไปด้วย กระนั้นสายตาที่มองจ้องมาที่เขาอย่างเอาเป็นเอาตายของฉีอ๋องก็ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกเหมือนเขาทำอะไรผิดอย่างร้ายแรง แต่จะดึงมือออกและลุกเดินหนีก็ทำไม่ได้ พอทนความกระอักกระอวนไม่ไหวก็ต้องพูดขึ้นมา
“ฉีอ๋อง ท่านตื่นแล้วหรือ”
ฉีคุน “...”
“ท่านทนหน่อยนะ อีกหนึ่งชั่วยามก็เสร็จแล้ว ยังไงท่านก็ทนๆ หน่อยแล้วกัน”
ฉีคุน “...”
ไร้เสียงตอบรับจากฉีอ๋อง เขาเอาแต่จ้องและก็จ้องเหมือนอยากจะทำความเข้าใจอะไรสักอย่างจนกู้เลี่ยงรุ่ยคิดว่าหรือฉีอ๋องจะเอ๋อไปแล้ว จึงเกิดความกังวลเล็กน้อยจนต้องยื่นมืออีกข้างไปโบกๆ ตรงหน้าฉีอ๋อง แต่แค่ยกมือขึ้นมา ข้อมือก็ถูกฉีอ๋องคว้าไว้แล้วรั้งมาใกล้จนจมูกชนกันเบาๆ กู้เลี่ยงรุ่ยอีกมือถ่ายพลังปราณขับไอเย็น อีกมือก็ถูกฉีอ๋องคว้าไว้ ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ เมื่อระยะห่างที่กางกั้นระหว่างเขากับฉีอ๋องคือเสื้อบางๆ เท่านั้น ทำเอาหัวใจน้อยๆ เต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง พอเขาบิดมือประท้วง ฉีอ๋องก็ยิ่งกุมไว้แน่น นัยน์ตาสีอ่อนเหลือบเทาวาววับขึ้นมา เดาไม่ออกเลยว่าพอใจหรือไม่พอใจ
“ฉีอ๋อง ขะ...ข้าเจ็บนะ”
ฉีอ๋องปล่อยมือในทันที แต่ยังจ้องกู้เลี่ยงรุ่ยต่อไป
“ฉีอ๋อง ท่านยังมีสติดีหรือไม่ ทำไมท่านไม่พูดอะไรเลยล่ะ” กู้เลี่ยงรุ่ยถอยห่างเล็กน้อย ยืดมือถ่ายพลังต่อไปจนกว่าจะครบเวลา แต่เท่านั้นเองสายตาของฉีอ๋องก็วาววับขึ้นจนตนต้องหยุด นัยน์ตาสีอ่อนจึงอ่อนลง พลางมองไปยังข้อมือตนเองที่มีรอยแดงๆ ขึ้นมา
“เจ้า...”
“ว่าไง” ฉีอ๋องเหมือนเด็กเอ๋อจริงๆ นะ พูดมาคำเดียวแล้วก็หยุดไปเลย รออยู่นานก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก จนตนต้องถาม แต่ฉีอ๋องก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก มีเพียงสายตาที่มองตรงมาที่เขาอย่างเข้มข้น จนเริ่มรู้สึกเขิน แต่จะหลบสายตาก็ไม่ได้ จะลุกหนีก็ไม่ได้ ช่างเป็นบรรยากาศที่สุดแสนจะพิลึกพิลั่นสิ้นดี
“ฉีอ๋อง ครบเวลาแล้ว ข้าไปก่อนนะ” เมื่ออยู่ในบรรยากาศพิลึกพิลั่นนั้นต่อไปจนครบเวลาหนึ่งชั่วยามในที่สุด เขาจึงอยากจะรีบจากไปในทันที ฉีอ๋องยังคงนั่งนิ่งเช่นเดิม กู้เลี่ยงรุ่ยเก็บมือกลับมา เตรียมจะลุกขึ้นจากอ่างน้ำไปพักผ่อนเพื่อเดินทางทันทีที่ฟ้าสาง แต่เสียงราบเรียบของฉีอ๋องก็ดังขึ้นด้านหลัง แผ่วเบาจนกู้เลี่ยงรุ่ยคล้ายไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร หลังใส่เสื้อคลุมแล้วก็หันกลับมามองเขา ดึงปิ่นไม้ที่รวบผมไว้ลง ทั้งยังเดินกลับไปหาเขาด้วย
“เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะ”
ฉีคุนผินหน้าไปด้านข้าง ไร้คลื่นอารมณ์ “ไปให้พ้นหน้าข้า...”
กู้เลี่ยงรุ่ยชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็กลับมายิ้มอีกครั้ง
“ได้ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ก็ไม่ได้คาดหวังว่าฉีอ๋องจะซาบซึ้งใจจนมาขอบคุณเขาหรอกนะ แต่แบบนี้เขาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาหน่อยๆ ก็คนอุส่าห์เหน็ดเหนื่อยแทบตายเพื่อช่วยเขาให้รอด ยังงี้ไม่ต้องพูดอะไรนะดีแล้ว พูดแล้วทำให้คนอื่นเสียกำลังใจ แต่ก็ช่างเถอะ ฉีอ๋องใช่จะทำตัวแบบนี้ครั้งแรก การที่เขาแค่ออกปากไล่ ก็ดีกว่าบอกว่าจะฆ่าเขาแหละน่า หลังถอนหายใจปลงๆ หนึ่งครั้งให้คนไม่รู้จักสำนึกบุญคุณกู้เลี่ยงรุ่ยหันหลังเตรียมจะเดินออกไปก็มีท่านหมอ แม่ทัพฟ่าน บัณฑิตจื่อหย่งเดินอยู่ตรงระเบีนง กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มน้อยๆ พลางหยุด
“ฉีอ๋องฟื้นแล้ว พวกเจ้าเข้าไปเถอะ ข้าไปก่อนนะ”
ฟ่านเฉิน “เจ้าสำนักกู้ ที่ผ่านมาลำบากท่านแล้ว”
“ไม่เป็นไร ถือเสียว่าข้าทำความดีแล้วกัน ยังไงก็ตาม สองสามวันนี้ข้าเองก็ต้องขอบคุณพวกท่านที่ดูแล ท่านหมอ แม่ทัพฟ่าน บัณฑิตจื่อหย่ง ข้าขอลาก่อน”
จื่อหย่ง “เจ้าสำนักกู้ ท่านพักสักหน่อยก่อนเถิด สองสามวันมานี่ท่านคงจะเหน็ดเหนื่อย...”
“อย่าเลย ข้าช้าไปมากแล้ว จะปล่อยให้อาจารย์อาและอู๋เยี่ยนลำบากเพราะข้าไม่ได้ อีกทั้ง...” อีกทั้งยังมีคนไล่ให้ไปให้พ้นอยู่ด้วย จะหน้าด้านอยู่ต่อก็กระไร ไปเสียตอนนี้แหละดีแล้ว
ฟ่านเฉิน “งั้นข้าจะไปพร้อมท่านด้วย อย่างไรท่านก็นับเป็นศิษย์น้องข้า แม้เราอาจจะไม่นับว่าเป็นสายตรงกันอย่างถ่องแท้ ทว่าอาจารย์ข้าก็คืออาจารย์อาของท่าน สำนักคุ้มภัยของท่านก็เคยเป็นบ้านของข้า”
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้ม จริงอยู่ที่แม่ทัพฟ่านเป็นศิษย์พี่ แต่ตอนเข้าสำนักมา แม่ทัพฟ่านได้ออกจากสำนักมานานแล้วและในตอนนี้ก็กลายเป็นแม่ทัพของกองทัพที่แข็งแกร่งเกรียงไกร ทั้งการที่จะเอาตัวมาพัวพันกับเรื่องนี้เกรงว่าจะมีแต่เสียกับเสีย ปกติงานในกองทัพและงานคุ้มภัยแยกออกกันอย่างเด็ดขาด ไม่มีแม่ทัพคนไหนแสดงออกว่ามีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสำนักคุ้มภัยไหนหรอก เช่นนี้มันเหมือนเป็นการไม่เคารพหลักการ
“ข้ายินดีนับท่านเป็นศิษย์พี่ แต่ท่านก็รู้ดีว่าการกระทำเหล่านี้ล้วนไม่ส่งผลดี ทั้งต่อข้าและท่าน ข้าจากไปคนเดียวดีกว่า ขอแค่รถม้าให้ข้าก็พอ เท่านี้ก็ขอบคุณพวกท่านมากแล้ว”
ฟ่านเฉินเข้าใจ หลักการในยุทธภพนั้นชัดเจน ยากจะล้อเล่น
ยามเหม่า รถม้าคันเล็กก็แล่นออกไปจากจวนท่านอ๋อง นอกจากฉีอ้ายอันที่มารอส่งกู้เลี่ยงรุ่ยแล้ว สูงขึ้นไปยังหน้าต่างที่มีบานพับ บุรุษร่างสูงในชุดสีดำยืนมองอยู่อย่างนิ่งนาน มองจนรอยล้อถูกหิมะกลบจึงหันหลังกลับมา